เมื่อ A BATHING APE® × ASICS ผลที่ได้คือ GEL-1090™ สุดดุดันแห่งปี 2021!
โมเดล GEL-1090™ ที่เคยเป็นรองเท้าวิ่งมาก่อน วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2003 กลับมาในครั้งนี้ได้มีการนำเทคโนโลยี GEL™ ที่ช่วยรองรับแรงกระแทกมาใช้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และได้กลายมาเป็นสนีกเกอร์ SportStyle สุดคูลที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกๆ วัน และการร่วมมือกับ BAPE® ในครั้งนี้ได้ปรับลุคและดีไซน์ของคู่นี้ที่ชวนให้นึกถึงกลิ่นอายบรรยายกาศของย่านฮาระจูกุ (Harajuku) ในช่วงต้นของยุค 2000s อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีลวดลายกรงเล็บเสือที่บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของรองเท้า ที่นับว่าเป็นอีกจุดที่น่าสนใจและเอกลักษณ์ของ GEL-1090™ และสำหรับอัปเปอร์และพื้นรองเท้าด้านในยังมาพร้อมกับลวดลาย คาโม่แพทเทิร์นสุดเท่ตามแบบฉบับของ A BATHING APE®
ในส่วนบริเวณด้านข้างของสนีกเกอร์นั้นเป็นลวดลายไอคอนฉลามสีส้มสุดจี๊ดของ BAPE ที่ทำให้สนีกเกอร์คู่นี้ยิ่งดูโดดเด่น และโลโก้ ASICS ที่อยู่บนลิ้นรองเท้าและส้นรองเท้าได้ถูกปรับให้เป็นภาพการ์ตูนเสือเพื่อสะท้อนถึงหนึ่งในโลโก้ระดับตำนานของ BAPE®
ASICS x BAPE® GEL-1090™ จะวางจำหน่ายในวันที่ 29 สิงหาคม นี้ ในราคา 4,900 บาท ทางออนไลน์ที่ ASICS.com และ BAPE Thailand
nissan TERRA โฉมใหม่ 2021 หล่อ, ปลอดภัยและบันเทิงขึ้นไปอีกขั้น!
นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัวเทอร์ร่า ใหม่ รถยนต์เอสยูวีสำหรับทุกคนในครอบครัวที่มีจุดเด่นด้านความปลอดภัย ความบันเทิง และความเอนกประสงค์ที่ตอบสนองทุกการใช้งานของครอบครัว ในราคาเริ่มต้นที่ 1,199,000 บาท การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับในเรื่องของรูปร่างหน้าตาภายนอก แต่ภายในมีการปรับเปลี่ยนที่แตกต่างจาก เทอร์ร่า รุ่นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
การออกแบบ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ “Unbreakable Design” โดย NISSAN TERRA 2021 รุ่นปรับโฉมมีการเพิ่มขนาดของกระจังหน้าแบบโครเมี่ยมให้ใหญ่ขึ้นดูหรูหรายิ่งขึ้นรับเข้ากับฝากระโปรงพร้อมกล้องที่ซ่อนไว้ใต้โลโก้ ถัดลงมาจะพบกับเซ็นเซอร์และเรดาร์ที่จะทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่มาในรถ ไฟหน้ามีการออกแบบใหม่เป็น Quad LED รูปตัวซีอันเป็นเอกลักษณ์ 4 ดวงในแต่ละด้าน ที่สว่างมากขึ้น 34% ถัดลงมาจะพบกับไฟตัดหมอกแบบ LED เช่นกัน
นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ มากับล้อแม็กลายใหม่ขนาด 18 นิ้วพร้อมดิสเบรคทั้ง 4 ล้อ ในส่วนด้านหลังจะเห็นได้ว่าท้ายรถมีการออกแบบใหม่ทั้งหมดไฟท้ายดีไซส์โฉบเฉี่ยวทันสมัยด้วยไฟ LED ถึง 6 ดวง NISSAN TERRA 2021 มีสปอยเลอร์ พร้อมเสารับสัญญาณทรงครีบฉลามมาให้ด้วย ฝาท้ายเป็นแบบเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้ด้วยการยื่นเท้าไปใต้กันชนเท่านั้น สะดวกสบายสุดๆ
การออกแบบภายในใหม่หมดสวยงามสะดุดตาด้วยเบาะหนังลายใหม่ พร้อมสีทูโทนที่มีให้เลือกทั้งสีดำ–แดงเบอร์กันดี หรือโทนสีดำ–เบจ ที่ให้ความรู้สึกเป็นรถแบบ SUV แตกต่างจากเทอร์ร่ารุ่นก่อนหน้าอย่างรู้สึกได้ คอนโซลมีการออกแบบใหม่หมด พร้อมหน้าจอการทำงานระบบสัมผัสขนาดใหญ่ WXGA ขนาด 9 นิ้ว และเทคโนโลยี NissanConnect ที่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Android Auto* และ Apple CarPlay แบบไร้สายทำให้เข้าถึงระบบนำทางและทุกแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดาย พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะและที่ชาร์จแบบไร้สายบริเวณคอนโซลหน้า รวมถึงช่องชาร์จไฟ USB (ประเภท A และ C) 5 จุด บริเวณคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และแถวที่สามพวงมาลัยรูปทรงใหม่ทรงสปอร์ตพร้อมปุ่มควบคุมทั้งซ้ายขวา มาตรวัดขนาด 7 นิ้วแบบใหม่ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น
เบาะนั่ง เทอร์ร่า ถือเป็นไฮไลท์ด้วยการออกแบบในแนวคิด Zero Gravity ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนาซ่า ที่นั่งทำออกมาให้ความสบายกระชับกับลำตัวโดยไม่สร้างความอึดอัดหรือรำคาญ ส่วนเบาะหลังออกแบบตามแนวคิด Theater Seat คือในตำแหน่งที่นั่งแถว 2 จะสูงกว่าที่นั่งด้านหน้าเหมือนที่นั่งในโรงภาพยนต์ การนั่งแบบนี้จะลดอาการเมารถลงได้มากและทำให้ผู้โดยสารรู้สึกโล่งสบายเพราะจะเห้นวิวด้านหน้ามากขึ้นด้วย
เบาะหนังแถว 3 ของ เทอร์ร่าขึ้นลงได้อย่างสะดวกสะบายด้วยการพับเบาะแถว 2 แบบม้วนขึ้นไปทั้งที่นั่ง และการพับเบาะที่นั่งแถวสองก็ทำได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส เพียงกดปุ่ม 1-touch remote fold & tumble ที่คอนโซลกลางเบาะก็จะพับลงอัตโนมัติ
นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ยังคงใช้เครื่องยนต์เดิมคือดีเซล YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ ที่ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ด้วยกำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน–เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และในรุ่น VL 4WD สามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากสองล้อเป็นสี่ล้อได้อย่างง่ายดาย
นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ ให้ความปลอดภัยรอบทิศทางด้วย 360 degree Safety Shield ทั้งเทคโนโลยีแจ้งเตือนด้วยเสียงและแถบไฟที่มาตรวัดความเร็วเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะพร้อมช่วยเบรกฉุกเฉินเมื่อใกล้ระยะที่อันตรายเกินไป ระบบแจ้งเตือนด้วยเสียงเมื่อรถออกนอกช่องทาง เทคโนโลยีเตือนรถในมุมอับ เทคโนโลยีกล้องมองภาพรอบทิศทางที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย เทคโนโลยีเตือนผู้ขับขี่เมื่อขาดสมาธิหรือเหนื่อยล้า
อีกความโดดเด่นของ เทอร์ร่า คือเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะที่จะแสดงภาพความละเอียดสูงผ่านกระจกมองหลังเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ และแก้ปัญหาเมื่อต้องขนของหรือมีคนนั่งจนเต็มรถจนไม่สามารถมาตรใช้กระจกมองหลังได้ การใช้งานง่ายๆ เพียงปรับกระจกให้กระดกขึ้นเล็กน้อย ภาพจากกล้องหลังรถก็จะมาแสดงที่กระจกมองหลังทันที
ถ้าไม่พูดถึงระบบความบันเทิงที่ยัดมาใน เทอร์ร่า ใหม่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะในรถคันนี้จัดชุดลำโพง Bose Premium Audio System ถึง 8 ตำแหน่ง และแอมพลิฟายเออร์ พร้อมเพิ่มฉนวนลดเสียงรบกวนและ Acoustic Glass จากเดิมแค่กระจกบานหน้าใน เทอร์ร่า ใหม่ เพิ่ม Acoustic Glass มาที่กระจกคู่หน้าอีกด้วยเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีและช่วยลดเสียงรบกวนภายนอกอีกด้วย นอกจากนี้ผู้โดยสารในแถวสองและสามสามารถรับชมความบันเทิงผ่านหน้าจอขนาด 11 นิ้ว ที่เชื่อมต่อผ่านช่อง HDMI หรือ Smart TV stick
nissan TERRA 2021 มีสีให้เลือก 6 สีได้แก่ สีขาว ไวท์ เพิร์ล / สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ / สีดำ แบล็ค สตาร์ / สีเทา ทไวไลท์ เกรย์ และสีพิเศษสำหรับรุ่น VL ได้แก่ สีแดง คูลีส์ และสีทองแดง ฟอร์จคอปเปอร์ รวมถึงทางเลือกในการตกแต่งภายในห้องโดยสารแบบทูโทน ทั้งโทนสีดำ–แดงเบอร์กันดี หรือโทนสีดำ–เบจ
นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ มีให้เลือก 3 รุ่น
- รุ่น 2.3 E 2WD 7AT ราคา 1,199,000 บาท
- รุ่น 2.3 VL 2WD 7AT ราคา 1,449,000 บาท
- รุ่น 2.3 VL 4WD 7AT ราคา 1,499,000 บาท
การเปิดตัว nissan TERRA 2021 ผ่านสื่อออนไลน์ครั้งนี้ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัวผ่านเรื่องราวการส่งมอบนิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ โดย อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย ด้วยความภาคภูมิใจในศักยภาพการเป็นศูนย์การผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของนิสสันในภูมิภาคอาเซียน
“สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือเป้าหมายของนิสสัน โดย เทอร์ร่า ใหม่ พัฒนาตามเสียงตอบรับของลูกค้าในไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และความบันเทิงในรถ แต่ยังคงคำนึงถึงความพรีเมี่ยมและความอเนกประสงค์ ซึ่งเราภูมิใจที่นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ พร้อมสำหรับลูกค้าทุกคนตั้งแต่วันนี้” อิซาโอะ กล่าว การเปิดตัวครั้งนี้จะถ่ายทอดให้เห็นถึงการใช้งานจริง ทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครอบคลุม ระบบความบันเทิงจาก Bose หน้าจอขนาด 11 นิ้วพร้อม Smart TV stick สำหรับผู้โดยสารแถวสอง และสาม ชาร์จเจอร์ไร้สาย เทคโนโลยี NissanConnect และการเชื่อมต่อผ่าน Android Auto* และ Apple CarPlay แบบไร้สาย ที่เป็นครั้งแรกในรถยนต์ระดับเดียวกัน รวมถึงดีไซน์ภายนอกและภายในที่ปรับให้มีความพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายนิสสัน รวมถึงโชว์รูมนิสสันใกล้บ้านท่านใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600
พาเกาะรถ ‘นาตาชา โรมานอฟ’ ส่องเบื้องหลังฉากไล่ล่าใน “Black Widow”
พิเศษสำหรับคนชอบรถอย่างพวกเรา วันนี้ผมจะพาทุกท่านเกาะติด นาตาชา โรมานอฟ ไปดูเบื้องหลังฉากไล่ล่ามันส์ๆ บนรถยนต์สุดเท่ห์ อย่าง BMW 2 Series Gran Coupé และ BMW X3 เรียกว่าแต่ละฉาก คนรักรถอย่างเราเห็นแล้วจะต้องร้องเห้ย!
การที่จะดริฟท์ BMW X3 ให้ได้อย่างในหนังนอกจากจะมีนักขับมือระดับเทพแล้ว ยังมีการเอา BMW X3 มารื้อออก เพื่อลดน้ำหนักของตัวรถ แล้วยังมีการดัดแปลงอีกหลายส่วน อย่างการเพิ่มเบรกมือเพื่อช่วยให้นักขับควบคุมการดริฟท์ได้ดั่งใจ เมื่อผู้กำกับสั่ง แอคชั่น! นักขับปิดระบบ ESP และระบบควบคุมความปลอดภัยต่างๆ BMW X3 ก็จะไม่ใช่รถที่เรารู้จักอีกต่อไป
BMW ที่เราเห็น ในหนังไม่ได้เป็นรถวิเศษหรือหุ้มเกราะเพิ่มเติมอะไร แต่ที่เราได้เห็นฉากสุดมันส์พวกนั้นเพราะทีมนักแสดงและสตันท์จะได้รับบรีฟเรื่องสมรรถนะรถก่อน เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของรถออกมาใช้ นอกจากนี้การออกแบบฉากแอคชั่นต่างๆ ก็สามารถโชว์ความแรงของรถได้เป็นอย่างดี
ฉากไล่ล่าด้วย BMW X3 ในบูดาเปสต์ หรือฉากมันส์ๆ ของ BMW 2 Series Gran Coupé ในหนังเพียงไม่กี่วินาที จริงๆ แล้วต้องผ่านการวางแผนลงรายละเอียดเป็นเวลาหลายวันเพื่อให้สามารถถ่ายทำได้เรียบร้อยในเทคเดียวเพราะถ้ามีอะไรผิดพลาดจะหมายถึงเงินมหาศาลและเวลาในการเตรียมทั้งรถและสถานที่ในถ่ายทำใหม่อีกมากมาย
ฉากที่ดูสะใจปนสะเทือนใจคือฉาก J-TURN ของ BMW X3 ให้ประตูไปฟาดเสาไฟบนถนนจนหลุดปลิวกระจาย น่าจะเป็นอีกฉากที่ถ่ายทำออกมายากเอาเรื่องเพราะตัวรถ BMW นั้นแข็งแรงเกินกว่าที่ประตูจะหลุดไปได้ง่ายๆ คือเอาจริงของเค้าทำมาดีแหละ แต่ผลที่ได้คือฉากแอคชั่นสุดอลังการ
หลายคนคงนึกสงสัย…ถ่ายหนังเสร็จแล้วรถพวกนี้ไปอยู่ไหน เมื่อปิดกล้องแล้วรถที่ผ่านการเข้าฉากแอ็คชั่นทุกคันจะไม่ถูกนำมาใช้งานบนถนนอีก รถทุกคันจะอยู่ในความครอบครองของสตูดิโอและอาจจะนำไปโชว์ตัว หรือเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ หรือสุดท้ายคือส่งกลับไปที่ผู้ผลิตเพื่อนำไปรีไซเคิล…โอ้วสุดยอด
ส่วนตอนนี้เอาตัวอย่างฉากมันส์(ซับไทย)ไปดูกันก่อน…คิดเห็นยังไงเกี่ยวกับ Black Widow มาแชร์กันได้ด้านล่างนะ
Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้!
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นและทรงพลังภายใต้การกำหนดสัดส่วนของตัวถังให้สั้นลงเล็กน้อยดูคอมแพ็คมากขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทว่าห้องโดยสารกลับมีพื้นที่ที่กว้างขึ้น ด้วยความสูงของตัวถังที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,605 มิลลิเมตร (1,610 มิลลิเมตรเมื่อรวมราวหลังคา) ทำให้ตัวรถในภาพรวมดูมีรูปทรงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ห้องโดยสารแถวหน้ามีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น ในขณะที่ห้องโดยสารแถวหลังก็มีพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้น เส้นกระจกข้างดูปราดเปรียวในสไตล์รถยนต์คูเป้อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของรถยนต์ GLA สปอร์ตเร้าใจในทุกมุมมอง Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ยังมาพร้อมการตกแต่งแบบ Progressive ที่สามารถถ่ายทอดความเป็นรถยนต์ออฟโรดออกมาได้อย่างลงตัว เพิ่มความหรูหราด้วยการใช้วัสดุโครเมียมตกแต่งตลอดทั้งคัน ต่อเนื่องด้วยไฟหน้าแบบ LED High Performance ปราดเปรียวด้วยล้อดีไซน์ใหม่แบบ 5 ก้านคู่ขนาด 18 นิ้ว สีเงินตัดสลับกับสีดำ
ส่วนหน้าของตัวรถโดยเฉพาะกระจังหน้าและไฟหน้ายังคงให้รายละเอียดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นรถยนต์เอสยูวีจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้านท้ายดูกว้างขึ้นโดยไฟท้ายถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนในแต่ละฝั่ง โดยปรับตำแหน่งของทับทิมสะท้อนแสงมาไว้ที่บริเวณกันชนท้าย ส่งผลให้ประตูด้านหลังสามารถเปิดได้กว้างขึ้นกว่าเดิมและจัดเก็บสัมภาระได้ง่ายขึ้น Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ยังพร้อมตอบโจทย์ทุกการเดินทางด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ถึง 435-1,430 ลิตร ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นเดิมถึง 14 ลิตร พร้อมปุ่มควบคุมการพับเบาะที่นั่งแถวที่ 2 ที่สามารถพับได้แบบ 40:20:40 เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน
ภายในห้องโดยสารตกแต่งแบบ Progressive มีการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียดด้วยสไตล์ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น ทั้งยังเพิ่มความกว้างขวางเข้ามาในรถยนต์ขนาดคอมแพ็ครุ่นนี้ในแบบที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้ามานั่งอยู่ภายในห้องโดยสาร มอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารทุกที่นั่งพร้อมการออกแบบภายในห้องโดยสารให้มีบรรยากาศที่เรียบหรูด้วยเบาะหนังชนิด ARTICO สีดำพร้อมเดินด้วยด้ายสีเงินตลอดทั้งคัน เข้ากันกับวัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยลวดลาย 3 มิติแบบ Spiral-look trim นอกจากนี้
ส่วนของหน้าปัดที่ดูล้ำสมัยด้วยการออกแบบทรงปีกนกที่ทอดยาวตั้งแต่ประตูหน้าผ่านคอนโซลกลางอย่างไร้รอยต่อ เชื่อมไปจนถึงด้านบนของแผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่ที่มาพร้อมกับหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สำหรับหน้าจอ MBUX และขนาด 7 นิ้ว สำหรับหน้าจอเรือนไมล์เพื่อแสดงมาตรวัดต่างๆ ต่อกัน 2 หน้าจอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Digital display เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน
ในส่วนของหน้าจออินโฟเทนเมนต์ พร้อมระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ ส่วนช่องลมของเครื่องปรับอากาศนั้นได้รับการออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากใบพัดของเครื่องบินเจ็ต (turbine) เป็นต้นแบบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดแบบสปอร์ตที่ถูกบรรจุไว้ในทุกส่วน อาทิ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันที่ตกแต่งแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง ช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
Mercedes-Benz GLA 200 Progressive มาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย เช่น ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) พร้อมกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (Reversing Camera) ที่จะช่วยให้การถอยจอดง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้คือ บริการ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น และความสะดวกสบายที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ
- Mercedes-Benz emergency call system ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชนและถุงลมนิรภัยทำงาน เซ็นเซอร์ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที
- Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชันของ Mercedes me connect ได้
- Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่าง ๆ ได้
- Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ
- Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส–เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยแอปพลิเคชัน Mercedes Me Service
สำหรับระบบ MBUX นั้น เป็นระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2 จุดคือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส (หน้าจอส่วนอินโฟเทนเมนต์) และ Touchpad ที่อยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ MBUX เป็นระบบมัลติมีเดียที่สามารถปรับแต่งหรือปรับเปลี่ยนตามลักษณะ การใช้งานจริงของผู้เป็นเจ้าของรถได้ ซึ่งเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และรถยนต์ได้เป็นอย่างดี โดยระบบนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ
- Personal profiles ที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์
- Linguatronic ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก (natural speech recognition) ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”
Mercedes-Benz GLA 200 Progressive วางจำหน่ายในราคา 2,199,000 บาท
ASICS SPORTSTYLE ฉลองครบรอบ 35 ปีรองเท้ารุ่นคลาสสิก “GT-II™”จุดเริ่มต้นเทคโนโลยี GEL™ ในรองเท้า ASICS
เทคโนโลยี GEL™ นับว่าเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำคัญที่อยู่ควบคู่แบรนด์ ASICS มาอย่างยาวนาน โดยโมเดล GT-II™ รองเท้าวิ่งที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1986 ซึ่งถือเป็นโมเดลรองเท้า ASICS คู่แรกของโลกที่ได้นำเทคโนโลยี GEL™ มาใช้ และในปีนี้ 2021 GT-II™ กลับมาอีกครั้งในแบบฉบับรองเท้าไลฟ์สไตล์ที่ถอดแบบเค้าโครงมาจากต้นฉบับในลุคสุดวินเทจที่คงไว้ซึ่งกลิ่นอายความคลาสสิก
โมเดล GT-II™ นั้นมีที่มาจาก Grand Tourer (Gran Turismo) รถสปอร์ตที่มีความเร็วสูงและวิ่งได้ระยะทางไกล ในปีนี้ ASICS SportStyle ได้ฉลองครบรอบ 35 ปีให้กับโมเดล GT-II™ ด้วยการนำเสนอสีสันสุดคลาสสิกแบบฉบับโมเดลดั้งเดิมด้วยสี “White/ Monaco Blue” และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ การกลับมาในครั้งนี้จึงได้เพิ่มสีพิเศษอย่างสี “Glacier Gray/ASICS Blue” เข้าไปด้วย โดยเวอร์ชั่นปี 2021 นี้ได้มีการเสริมความโดดเด่นในหลายส่วนของ Upper หรือส่วนด้านบนของรองเท้า ที่ประกอบไปด้วยวัสดุที่ผ่านการรีไซเคิลมาแล้ว อย่างผ้า Mesh และหนังกลับสังเคราะห์อีกด้วย
GT-II™ ถือได้ว่าเป็นโมเดลที่มีความใกล้ชิดเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี GEL™ ของ ASICS เป็นอย่างมาก ในตอนแรกเทคโนโลยี GEL™ ใช้เป็นวัสดุเพื่อดูดซับแรงกระแทกในกระสวยอวกาศ จากนั้นทีมงานของ ASICS ก็เริ่มสงสัยและตั้งคำถามขึ้นมาว่าจะสามารถนำ GEL™ มาปรับใช้ในการดีไซน์รองเท้าได้ไหม และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่งเทคโนโลยี GEL™ ในรองเท้าของ ASICS
GT-II™ เป็นโมเดลแรกของโลกที่ได้นำเทคโนโลยี GEL™ มาปรับใช้ เช่นเดียวกันกับโมเดลที่วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Freaks α ในตอนนั้น GT-II™ ถูกพัฒนาให้เป็นโมเดลที่วางจำหน่ายทั่วโลก ส่วน Freaks α นั้นถูกพัฒนาให้เป็นโมเดลสำหรับในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยทั้ง 2 โมเดลได้วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1986
GT-II™ เวอร์ชั่น 2021 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเวอร์ชั่นดั้งเดิมอันแสนคลาสสิกในปี 1986 ASICS มุ่งมั่นตั้งใจทำให้เวอร์ชั่นในปี 2021 นั้นมีความใกล้เคียงกับต้นฉบับ ในเรื่องของรูปทรงรองเท้า โดยเฉพาะรูปทรงของส่วนด้านบนของรองเท้า (Upper) และความพอดีที่ได้ยึดตามรูปแบบเวอร์ชั่นดั้งเดิมในปี 1986 ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนของโมเดลใหม่นี้ได้มีการใช้วัสดุรีไซเคิลเพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ใครที่สนใจครอบครอง GT-II™ สามารถเข้าไปจับจองได้ทาง ASICS.com ในราคาคู่ละ 3,200 บาท

5 เรื่องจริงการเดินทางไกล…ที่จะทำให้คุณอยากเดินทางอีกครั้ง!
Helge Pedersen สิบปีแห่งการเดินทางสองล้อ
หนังสือ: 10 Years on 2 Wheels
มอเตอร์ไซค์คู่ใจ BMW R 80 G/S
เฮลเก้ เพเดอร์เซ็น นักบิดชาวนอร์เวย์ต้นตำรับของการเดินทางท่องโลกด้วยมอเตอร์ไซค์ ฝันของเขาเป็นจริงขึ้นเมื่อ BMW Motorrad เปิดตัว R 80 G/S มอเตอร์ไซค์แอดแวนเจอร์รุ่นแรกของโลกในปี 1980 เฮลเก้ขายทุกอย่างและสั่งรถหนึ่งในสองคันแรกจากโรงงานในกรุงเบอร์ลิน พร้อมตั้งเป้าว่าจะเดินทางไกลตามใจปรารถนา ไม่มีโจทย์ในใจว่าต้องไปถึงไหนแต่รู้อย่างเดียวว่าอีกนานถึงจะกลับมานอร์เวย์อีก
การเดินทางของหนุ่มวัย 27 ปีผู้มีความฝัน เริ่มต้นขึ้นในปี 1982 และกินเวลานานถึง 10 ปี ผ่านระยะทางรวมมากกว่า 400,000 กิโลเมตร ที่เขาท่องไปกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจชื่อ “โอลกา” ลุยไปในเส้นทางอันห่างไกล สู่เมืองต่างๆและผู้คนที่ไม่คุ้นเคยทั้งในจีน ปากีสถาน แอฟริกา รัสเซีย และที่อื่นๆ รวม 77 ประเทศ
ทักษะการถ่ายภาพและนักข่าวของเฮลเก้ ไม่นับถึงการที่เขาสื่อสารได้ถึง 4 ภาษาคือภาษานอร์เวย์ อังกฤษ สเปน และเยอรมัน ถือเป็นส่วนผสมอันลงตัวที่ทำให้เขามีรายได้ระหว่างท่องโลก เฮลเก้เขียนถ่ายภาพและวิดีโอตลอดการเดินทาง เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวของผู้คน วัฒนธรรม และบ้านเมืองอันไม่คุ้นเคยในที่ต่างๆ ทั่วโลก บทความของเค้าถูกตีพิมพ์ลงนิตยสารทั้งสายมอเตอร์ไซค์และนิตยสารสารคดีที่มีผู้ติดตามอ่านอยู่ทั่วโลก
หลัง 10 ปีของการท่องโลกด้วยมอเตอร์ไซค์ เฮลเก้เขียนหนังสือเรื่อง “10 Years on 2 Wheels” ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ใฝ่ฝันจะเดินตามรอยของเขากับโอลกา แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของการเดินทาง ต้นปี 1990 เขาย้ายจากนอร์เวย์มาปักหลักที่ซีแอตเติล สหรัฐฯ แล้วตั้งบริษัททัวร์ด้วยมอเตอร์ไซค์ชื่อ GlobeRider เพื่อพาผู้รักการท่องเที่ยวผจญภัยท่องไปในที่ต่างๆ ด้วยมอเตอร์ไซค์ ในที่ที่แปลกใหม่ซึ่งหลายๆ แห่งยังไม่มีผู้ไปเยือนมาก่อน
***************
Neil Peart การออกเดินทางเพื่อเยียวยาใจ
หนังสือ: Ghost Rider: Travels on the Healing Road
มอเตอร์ไซค์: BMW R1100GS
สำหรับบางคนการออกเดินทางคือหนทางแห่งการเยียวยาจิตใจ และนั่นคือเรื่องราวของ Neil Peart มือกลองและนักแต่งเพลงระดับตำนานแห่ง Rush วงดนตรีแนวโปรเกรสซีฟร็อกยุคบุกเบิก หลังจากที่เค้าสูญเสียลูกสาวคนเดียวไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ และภรรยาสุดที่รักต้องจากไปด้วยโรคมะเร็งภายในเวลาห่างกันไม่ถึง 10 เดือน ในปี 1998 นีลตัดสินใจดึงตัวเองออกจากหุบเหวแห่งความโศกเศร้า ด้วยการเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญ ซึ่งเริ่มต้นอย่างไร้จุดหมาย และต่อมากินระยะทางถึง 88,500 กิโลเมตร
การเดินทางเพื่อตามหาความสงบในใจของนักดนตรีหนุ่ม ที่ควบขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจจากทวีปอเมริกาเหนือเลาะเรื่อยมาประเทศเม็กซิโก และย้อนกลับ ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือเรื่อง Ghost Rider: Travels on the Healing Road หลายคนที่ได้เดินทางผ่านตัวหนังสือร่วมกับเขา ในการผจญภัยจากภูเขาสู่มหาสมุทร จากทะเลทรายสู่ดินแดนขั้วโลก ชื่นชมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกความทรงจำจากมุมมองผู้เขียนที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง
ในเวลาต่อมานีลพูดถึงความทรงจำในช่วงนั้นว่า BMW R1100GS คือมอเตอร์ไซค์ที่เปลี่ยนชีวิตของเขา โดยพาเขาเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าสู่การค่อยๆ เยียวยา หลังเดินทางมาครบ 100,000 ไมล์ มอเตอร์ไซค์คันนี้ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ตระกูล GS คันแรกในบรรดา 7 คันที่เขามี และตั้งชื่อเรียกเล่นๆ ว่าแก๊ง Geezers ถูกนำไปจัดแสดงที่ AMA Motorcycle Hall Of Fame สหรัฐฯ หลังการเดินทางครั้งนั้น นีลกลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง และสร้างครอบครัวใหม่ และในปี 2020 เขาได้จากไปในวัย 67 ปีด้วยโรคมะเร็งสมอง
***************
Benka Pulko ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็นแล้วไง ถ้ามั่นใจก็ลุยเลย!
หนังสือ: Circling the Sun
มอเตอร์ไซค์: BMW F650
Benka Pulko สาวชาวสโลวีเนีย หลังจากเรียนจบด้านชีววิทยาเธอเริ่มอาชีพนักการศึกษาก่อนจะผันตัวไปเป็นนักนวดบำบัด วันหนึ่งขณะที่เธอกำลังนอนมองเพดานก็มีความคิดแว๊บขึ้นมา “อีกไม่นานก็จะอายุ 30 แล้ว ฉันจะออกเดินทางรอบโลก ด้วยมอเตอร์ไซค์!” ติดอยู่แค่เรื่องเดียว…เธอยังขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น
แต่ถ้าเราตั้งใจอะไรก็ทำได้ภายในเวลา 5 เดือนหลังจากนั้น หญิงสาวผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น และไม่มีมอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเอง ก็เริ่มการเดินทางที่กินเวลายาวนานถึง 5 ปีครึ่ง ผ่าน 75 ประเทศใน 7 ทวีป ก่อนจะตัดสินใจออกเดินทางเบนกาได้รับอิสระในฐานะมือใหม่ที่จะทดลองขี่มอเตอร์ไซค์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ เพื่อหารถที่เหมาะกับเธอที่สุด และผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายก็คือ BMW F650 ที่เธอบอกว่าขี่สบาย ควบคุมได้ง่าย และทำให้ตัวเองรู้สึกมั่นใจมากที่สุด
เบนกาออกเดินทางจากบ้านเกิดที่ประเทศสโลวีเนียเมื่อ 19 มิถุนายน 1997 ด้วยมอเตอร์ไซค์ BMW F650 และกลับบ้านอีกครั้งในวันที่ 10 ธันวาคมปี 2002 พร้อมถูกจารึกชื่อไว้ใน Guinness World Record ในฐานะผู้หญิงที่ขี่มอเตอร์ไซค์คนเดียวไกลที่ 180,015 กิโลเมตร และยาวนานที่สุด 2,000 วัน เธอยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปถึงขั้วโลกใต้ และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ขี่มอเตอร์ไซค์คนเดียวข้ามประเทศซาอุดีอาระเบียอีกด้วย
***************
Kevin และ Julia Sanders ท่องโลกติดสปีด
หนังสารคดี: The Ride: Alaska to Patagonia
มอเตอร์ไซค์: BMW R1150GS
การเดินทางรอบโลกเป็นความฝันของใครหลายๆ คน ขณะที่บางคนทำได้แค่ฝัน Kevin และ Julia Sanders ทำมันได้สำเร็จ…แบบใช้เวลาน้อยที่สุดในโลกอีกด้วย! โดยสองสามีภรรยาชาวอังกฤษเคยเดินทางท่องเที่ยวทวีปอเมริกาใต้ด้วย BMW R80GS มอเตอร์ไซค์ในตำนานแห่งยุค80 และเมื่อเควินคิดขึ้นมาว่า เขาจะออกเดินทางรอบโลกพร้อมกับภรรยา การออกเดินทางในเดือนมิถุนายนปี 2002 ก็เกิดขึ้น
พวกเขาเลือกใช้มอเตอร์ไซค์ BMW R1150GS มอเตอร์ไซค์ตระกูล GS ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดของสายแอดเวนเจอร์ เดินทางอย่างต่อเนื่องด้วยระยะทางเฉลี่ยวันละ 1,600 กิโลเมตร เป็นระยะทางรวม 31,319 กิโลเมตร สิ้นสุดการเดินทางภายในเวลา 19 วัน 8 ชั่วโมง 25 นาที เป็นการเดินทางรอบโลกที่ใช้เวลาน้อยที่สุด เร็วกว่าสถิติที่ Nick Sanders (ซึ่งบังเอิญนามสกุลเหมือนกัน) ทำไว้เมื่อปี 1997 ถึง 12 วันครึ่ง ซึ่งสถิติโลกรายการแรกของพวกเขา ยังเร็วกว่าสถิติการเดินทางรอบโลกด้วยรถยนต์ที่มีคนผลัดกันขับ 2 คนอยู่ 1 ชั่วโมง 50 นาที อีกด้วย จิตวิญญาณแห่งนักเดินทางทำให้เควินและจูเลียออกเดินทางไกลอีกครั้งในปีต่อมา และคว้าสถิติ Guinness World Record ที่สองมาครองในฐานะนักเดินทางข้ามทวีปอเมริกาจากอลาสกาไปถึงอาร์เจนตินา โดยใช้เวลา 35 วัน เร็วกว่าสถิติเดิม 12 วัน
ทั้งคู่ตั้งบริษัททัวร์ด้วยมอเตอร์ไซค์ GlobeBusters ขึ้นในปี 2004 และจับมือกับช่องรายการโทรทัศน์ National Geographic พานักบิดอีก 11 คน ออกเดินทางเพื่อถ่ายทำสารคดีเรื่อง The Ride: Alaska to Patagonia ในปี 2005 การเดินทางออกจากอลาสกาไปยังสุดปลายแหลมของทวีปอเมริกาใต้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อสถิติ แต่เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การสำรวจโลก
***************
Ewan McGregor และ Charley Boorman ฝันให้ไกลแล้วต้องไปให้ถึง!
หนังสือ: Long Way Round
มอเตอร์ไซค์: BMW R1150GS
เมื่อพูดถึงการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ ไม่มีใครไม่รู้จักหนังสือบันทึกการเดินทางเรื่อง Long Way Round ของสองหนุ่มนักแสดง ยวน แมคเกรเกอร์ และ ชาลี บอร์แมน ที่กลายมาเป็นเพื่อนซี้เพราะคลั่งมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน
ก่อนจะออกทริปทั้งคู่ต้องจัดการกับคิวงานอันแน่นเอี้ยด และวิ่งวุ่นหาสปอนเซอร์ตามประสาเซเลบริตี้ ทริปของพวกเขาจึงต่างจากทริปล่าฝันสองล้อทั่วๆ ไป ตรงที่เป็นการเดินทางพร้อมอุปกรณ์จัดเต็ม โดยมีกล้องคนละสองตัว ตัวหนึ่งติดที่หมวกกันน็อก อีกตัวถอดออกมาถือได้ โดยมีจอเล็กๆ ติดที่แฮนด์บาร์เอาไว้มองภาพที่ถ่าย และยังมีทีมช่างภาพอาชีพคอยบันทึกภาพเค้าทั้งสองและทิวทัศน์อันสวยงาม พวกเขาออกเดินทางด้วย BMW R1150GS เริ่มจากลอนดอนเลาะผ่านทวีปยุโรปไปยูเครน คาซัคสถาน มองโกเลีย รัสเซีย ก่อนจะข้ามมหาสมุทรมาทวีปอเมริกาเหนือ เริ่มที่อลาสก้าผ่านแคนาดาและมุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ ก่อนบินกลับสู่ลอนดอนอีกครั้ง
การเดินทางนี้ระยะทาง 31,000 กิโลเมตรนี้ ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือบันทึกการเดินทางที่ยวนและชาร์ลีผลัดกันเล่าเรื่องราวอย่างสนุกสนาน จนการอ่าน Long Way Round เป็นเหมือนการได้เดินทางร่วมไปกับทั้งคู่ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักล่าฝันทั้งหลาย ลุกขึ้นมาทำฝันให้เป็นจริงเสียที
***************
อ่านมาถึงตรงนี้คงอยากกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ออกไปท่องโลกกันแล้วแน่ๆ หรือใครยังมองหามอเตอร์ไซค์สายลุยสายถึกแนะนำเลย BMW Motorrad จากที่ได้ยินมาไบค์เกอร์สายลุยต่างยกให้ BMW GS เป็นสายลุยตัวจริง!
Maserati X Massimo Bottura เชฟชื่อดังแคว้นเอมิเลียประเทศอิตาลี!
เลอวานเต้ (Levante) เอสยูวีรุ่นแรกของ มาเซราติ เป็นรถที่สามารถรังสรรค์จินตนาการไร้ขอบเขต เสมือนกระดาษที่ว่างเปล่าซึ่งพร้อมที่ระเบิดพลังอย่างเต็มที่ โดยรุ่นท็อป ‘Trofeo’ มาพร้อมเครื่องยนต์ วี8 สูบ 580 แรงม้า ที่หลอมรวมสมรรถนะ, ความเร็ว และความสนุกในการขับไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ขณะที่ตัวถังของ ‘Blu Stradale Fuoriserie Edition’ ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันที่หลากหลาย เช่นเดียวกับแดชบอร์ดและคอนโซลกลางในห้องโดยสาร กำเนิดเป็น มาเซราติ ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ในทุกมุมมอง
ในจินตนาการของ Massimo Bottura ประสบการณ์ในการขับแบบออฟโรด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ เลอวานเต้ ถูกสร้างขึ้น ก็เปรียบเสมือนการงานศิลปะชิ้นหนึ่ง จากการที่เขาเติบโตขึ้นใน Motor Valley ส่งผลให้ Bottura รักการขับรถวินเทจ ผ่านเขตชนบทของแคว้นเอมิเลียพร้อมกับพี่ชาย และเมื่อวันแห่งการผจญภัยสิ้นสุดลง รถก็ถูกปกคลุมไปด้วยคราบโคลน หรือ ‘ริ้วรอยจากการแข่งขัน’ ตามที่เชฟคนดังชอบเรียกจนติดปาก สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในชีวิตของพวกเราก็คือ การที่ทุกคนล้วนเป็นตัวละครหลักแห่งการผจญภัย เราถูกแปลงด้วยประสบการณ์ที่เราพบพาน หล่อหลอมเหตุการณ์ที่เราประสบ ก่อร่างขึ้นด้วยชัยชนะและความพ่ายแพ้ และแต่งแต้มด้วยสีสันแห่งวัฒนธรรม ส่งผลให้ในท้ายที่สุด เราทุกคนจึงมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ภายใต้บุคลิกและตัวตนอันชัดเจน ซึ่งหลังจากนำรถไปลุยแบบออฟโรดอย่างเต็มที่ Bottura มักจะไม่ล้างรถไปอีกหลายวัน เพื่อระลึกถึงบทเรียนอันล้ำค่า
เลอวานเต้ Trofeo สุดพิเศษคันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม ‘Maserati Fuoriserie’ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้ากำหนดรายละเอียดการตกแต่งได้ตามชอบ กับทางเลือกอันหลากหลาย เพราะเรามองว่า รถยนต์ก็เปรียบเสมือนเครื่องแต่งกายที่เราสวมใส่บนท้องถนน เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้ครอบครอง และเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความหรูหราร่วมสมัย
Maserati Fuoriserie เปรียบเสมือนกระดาษเปล่า และทางแบรนด์ก็ได้เตรียมอุปกรณ์วาดภาพและสีสันไว้มากมายหลากหลายรูปแบบ เพื่อรังสรรค์งานศิลปะตามแรงบันดาลใจ ลูกค้าจึงมีบทบาทเป็นผู้นำเทรนด์ และสามารถแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยให้ลูกค้าค้นพบแนวทางในการผสมผสานที่หลากหลาย มาเซราติ ได้รังสรรค์ 3 คอลเลคชั่นพื้นฐานเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น ได้แก่ Corse, Unica และ Futura ซึ่งเป็นรถ 3 กลุ่ม ที่สะท้อนถึงพลังและคุณค่าของแบรนด์ ผสานความคล่องแคล่วสไตล์สปอร์ต เข้ากับความสง่างาม และความทันสมัย โดยเลือกตกแต่งได้ทั้งรุ่น กิบลี่, เลอวานเต้ และควอตโตรปอร์เต้ กับสีตัวถังและลวดลายการตกแต่งแบบใหม่, ล้อและคาลิเปอร์เบรก รวมถึงรายละเอียดในห้องโดยสาร เช่น สีของด้ายเย็บตะเข็บและอื่นๆ ขณะที่ซูเปอร์คาร์ ‘MC20’ ก็สามารถแต่งเพิ่มได้เช่นกัน โดยคอลเลคชั่น ‘Fuoriserie’ จะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นกับการแตกแต่งระดับ ‘Sartoria’ สำหรับลูกค้าที่เจาะจงรายละเอียดการตกแต่งในแบบเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
Levante Trofeo Fuoriserie Edition for Massimo Bottura เปิดตัวที่ Motor Valley Fest 2021 ในเมืองโมเดน่า นำเสนอคอนเซ็ปต์แห่งความคิดสร้างสรรค์ กับโปรเจ็กต์คัสตอมรถตามความต้องการ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Maserati Fuoriserie และ Massimo Bottura นับเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้างสำหรับประสบการณ์ ความงดงาม และความต้องการค้นหาตัวตนที่แท้จริง ผ่านประสบการณ์ที่พบเจอตลอดการเดินทางของชีวิต

สถานทูตสวิสเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย เลือก มินิ คูเปอร์ เอสอี สำหรับภารกิจทางการทูต!
มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จากมินิรุ่นแรก มาในดีไซน์แปลกใหม่พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งส่งความเร็ว 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอี ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ ของมินิ คูเปอร์ เอสอี จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง
พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนมินิ คูเปอร์ เอสอี สามารถชาร์จจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้หลายรูปแบบ ทั้งจากปลั๊กไฟในบ้านโดยตรง (อุปกรณ์มาตรฐานของตัวรถ) จากเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox และจากสถานีชาร์จสาธารณะ โดยสามารถรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง ซึ่งลูกค้ายังสามารถเลือกใช้บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox ที่สามารถติดตั้งได้ทั้งในโรงรถ และบริเวณที่จอดรถที่มีหลังคา หรือเลือกใช้บริการจากสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ซึ่งนับเป็นเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยพันธกิจที่มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนนวัตกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมอันยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรานำเสนอรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นต่าง ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึง มินิ คูเปอร์ เอสอี พร้อมร่วมกับพันธมิตรเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการรวม 111 หัวจ่ายทั่วประเทศไทย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในก้าวแรกของการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย ร่วมกับสถานเอกอัคราชทูตสวิสฯ และนับว่าเป็นก้าวย่างสำคัญต่อนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย”
ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ใหม่ สปอร์ต SUV ตัวแรง!
ปอร์เช่ พร้อมเสริมทัพ คาเยนน์ รุ่นใหม่ The new Cayenne ยกระดับยนตรกรรมสปอร์ตปรับแต่งอย่างละเอียด เหนือกว่าด้วยสมรรถนะการควบคุมขั้นสูงสุด ผสานประสิทธิภาพการขับขี่เป็นเอกลักษณ์ ในรูปแบบสปอร์ตที่โดดเด่น หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอรรถประโยชน์อเนกประสงค์ในการใช้งานประจำวันได้อย่างลงตัว คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ใหม่ (The new Cayenne Turbo GT) มาพร้อมพละกำลังมหาศาลกว่า 640 แรงม้า (471 กิโลวัตต์) จากขุมพลังเครื่องยนต์ V8 เบนซิน 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ โดยมีแรงม้าเพิ่มขึ้นจาก คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ ถึง 90 แรงม้า (67 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้น 80 นิวตันเมตร) อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.3 วินาที (เร็วขึ้น 0.6 วินาที) และทำความเร็วสูงสุดแตะระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้เป็นที่เรียบร้อย (เพิ่มขึ้น 14 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ใหม่ ได้รับการจัดลำดับให้เป็นยนตรกรรมสปอร์ตที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยมและพิเศษด้วยความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 4 ที่นั่งบนตัวถังรูปแบบคูเป้ ระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูงพร้อมยางรถยนต์คุณภาพสูงที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ระบบส่งกำลังและช่วงล่างได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษทำให้ตัวรถพร้อมทะยานลงสนามแข่งได้ทันที ซึ่งผ่านการพิสูจน์โดยนักขับทดสอบสังกัดโรงงาน ปอร์เช่ Lars Kern ผู้ที่สามารถทำเวลาต่อรอบได้ในระยะทาง 20.832 กิโลเมตรบนสนาม Nürburgring Nordschleife ด้วยปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ได้ในเวลา 7:38.9 นาที นับเป็นการบันทึกสถิติใหม่ล่าสุดของยนตรกรรมสปอร์ตประเภท SUV อย่างเป็นทางการ
เมื่อเปรียบเทียบปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ กับรุ่น เทอร์โบ จีที ที่มีช่วงล่างที่ลดระดับความสูงลง 17 มิลลิเมตร ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในการควบคุมของระบบช่วงล่างหรือระบบ active control ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานล้วนได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่แบบละเอียดทั้งหมดเพื่อให้ได้มาซึ่งการควบคุมที่เฉียบคมและสมรรถนะอันยอดเยี่ยม นอกจากนี้ทีมวิศวกรยังได้ทำการปรับตั้งทุกระบบ เพื่อให้แน่ใจในการตอบสนองที่สมบูรณ์แบบของส่วนประกอบโดยรวม ตัวอย่างเช่น ความแข็งแกร่งของระบบช่วงล่างถุงลมที่เพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ และอัตราการตอบสนองของช่วงล่างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Active Suspension Management (PASM) เช่นเดียวกันกับการทำงานของระบบพวงมาลัย Power Steering Plus และระบบช่วยเลี้ยวด้วยล้อหลัง rear-axle steering ที่ผ่านการปรับปรุงใหม่
ในส่วนของระบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) active roll stabilisation จะปฏิบัติงานร่วมกับโปรแกรม performance-oriented control software เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการเคลื่อนที่ การยึดเกาะ และความเฉียบคมของการบังคับเลี้ยว แม้ในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ระบบ Porsche Torque Vectoring จะรับหน้าที่ควบคุมสัดส่วนของการกระจายแรงบิดให้เหมาะสม การปรับปรุงทั้งหมดข้างต้นส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของช่วงล่างด้านหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น เทอร์โบ คูเป้ ด้วยขนาดของล้อหน้าที่กว้างขึ้น 1 นิ้ว และการเปลี่ยนแปลงมุมแคมเบอร์ลบ เพิ่มขึ้นอีก 0.45 องศา ผสานกับยางรถยนต์คุณภาพสูง Pirelli P Zero Corsa ขนาด 22 นิ้ว ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับรุ่น เทอร์โบ จีที จะช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสถนนมากยิ่งขึ้น ระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ใหม่ ประจำการด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 8 สูบ เทอร์โบคู่ที่ให้พละกำลังสูงสุดของรถปอร์เช่ในปัจจุบัน ผ่านการปรับปรุงพัฒนายกระดับประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นชุดขับเพลาข้อเหวี่ยง ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงตรงเข้าห้องเผาไหม้ direct fuel injection ระบบประจุอากาศและอินเตอร์คูลเลอร์ เครื่องยนต์ V8 ของรุ่น เทอร์โบ จีที มีหลายชิ้นส่วนหลักที่แตกต่างจากรุ่น เทอร์โบ คูเป้ อาทิ เพลาข้อเหวี่ยง ก้านสูบ ลูกสูบ ชุดขับโซ่ราวลิ้น และอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือน torsional vibration dampers ส่งผลต่อกำลังที่เพิ่มขึ้นสูงสุดกว่า 640 แรงม้า (471 กิโลวัตต์) ชิ้นส่วนทั้งหมดผ่านการออกแบบเพื่อรองรับภาระการทำงานหนัก และตอบสนองการขับขี่ที่ดุดันรูปแบบสปอร์ตให้ดียิ่งขึ้น เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Tiptronic S เปลี่ยนอัตราทดรวดเร็วยิ่งขึ้นและระบบ Porsche Traction Management (PTM) ล้วนได้รับการปรับแต่งทั้งหมด ในส่วนของ transfer case เสริมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและการติดตั้งระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ต ซึ่งปลายท่อไอเสียบริเวณกึ่งกลางท้ายรถ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Cayenne Turbo GT) ท่อไอเสียท่อนกลางและหม้อพักไอเสียหลังผลิตจากวัสดุไทเทเนียมที่ทนต่อความร้อนและวัสดุน้ำหนักเบาชดเชยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากหม้อพักไอเสียกลาง
อุปกรณ์พิเศษที่สามารถติดตั้งเพิ่มเติม ประกอบไปด้วย ตัวถังใหม่ สีเทา Arctic Grey พร้อมชิ้นงานตกแต่งที่ออกแบบมาเพื่อเน้นย้ำภาพลักษณ์ความสปอร์ต แข็งแกร่ง เฉียบคม อันเป็นบุคลิกของ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้ารูปแบบ จีที (GT) ลิ้นสปอยเลอร์ และช่องดักอากาศด้านข้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ให้มุมมองที่ไม่ซ้ำใคร หลังคาคาร์บอนและซุ้มล้อกว้างสีดำ ลงตัวกับล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว ลาย GT Design สีทอง Neodyme เสริมความหรูหราสง่างามเมื่อมองจากด้านข้าง ชิ้นงาน carbon side plates ติดตั้งเข้าชุดกับสปอยเลอร์หลังคาทรงจีที (GT) ซึ่งสามารถปรับมุมการทำงานของลิ้นสปอยเลอร์อัตโนมัติและมีขนาดใหญ่กว่ารุ่น เทอร์โบ (Turbo) ถึง 25 มิลลิเมตร ส่งผลให้การเพิ่มแรงกดขณะรถวิ่งที่ความเร็วสูงสุดมากขึ้นถึง 40 กิโลกรัม มุมมองด้านท้ายดุดันด้วยแผง diffuser ผลิตจากวัสดุคาร์บอน
งานตกแต่งภายในห้องโดยสารเน้นหนักไปที่วัสดุ Alcantara เบาะนั่งสปอร์ตคู่หน้า ปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทางและเบาะหลังสปอร์ตแบบแยกอิสระ 2 ที่นั่งติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน พื้นที่บริเวณกึ่งกลางเบาะ หุ้มด้วยวัสดุ Alcantara ในทุกตำแหน่ง เฉพาะรุ่น จีที (GT) เลือกเฉดสีแตกต่างด้วย ชิ้นงานสีทอง Neodyme หรือสีเทา Arctic Grey พร้อมประทับตัวอักษร ‘turbo GT’ ประจำรุ่นลงบนหมอนรองศีรษะ เช่นเดียวกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในรถสปอร์ตปอร์เช่ทุกคัน พวงมาลัยสปอร์ต multifunction คาดสีเหลืองตำแหน่ง 12 นาฬิกา สามารถเลือกรูปแบบการตกแต่งภายในด้วยวัสดุสีดำด้านโดยขึ้นอยู่กับรูปแบบของห้องโดยสาร
เปิดตัวครั้งแรกสำหรับรุ่น เทอร์โบ จีที (Turbo GT) ด้วยระบบติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management (PCM) เจเนอเรชันล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพใหม่ทั้งหมดในด้าน user interface และการสั่งงาน ทั้งนี้ในปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ระบบ PCM 6.0 สามารถทำงานร่วมกับ Apple CarPlay* ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในรุ่นล่าสุด ได้ถูกยกระดับให้เชื่อมต่อกับ Apple Music* และ Apple Podcasts* เพิ่มเติม เสริมด้วยระบบปฏิบัติการ Android Auto* หมายความว่า คุณสามารถเชื่อมต่อกับระบบสื่อสารและความบันเทิงในรถยนต์ได้อย่างไร้ข้อจำกัด
ฮุนได เปิดตัว สตาร์เรีย รถเอนกประสงค์ 11 ที่นั่งครั้งแรกในไทย!
ฮุนได มอเตอร์ ประเทศไทย ภูมิใจเสนอ สตาร์เรีย รถยนต์อเนกประสงค์ 11 ที่นั่ง และไทยเป็นต่างประเทศแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียที่ได้เปิดตัว มร.ฮิโตชิ คาเนะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว “รถยนต์รุ่นนี้สะท้อนความเป็นผู้นำของการเป็นยานยนต์แห่งอนาคตของเรา”
ทีมออกแบบของฮุนไดได้นำขั้นตอนการออกแบบจากภายในสู่ภายนอก หรือ Inside-Out ที่เน้นการใช้งานและการปรับใช้พื้นที่ของห้องโดยสารเป็นหลัก แม้แต่ชื่อรุ่น สตาร์เรีย ก็เป็นการนำ 2 คำมารวมกันคือ คำว่า Star แปลว่าดวงดาวและ Ria ที่หมายถึงสาดลงมาเหมือนสายธาร เพื่อสะท้อนแนวคิดและแรงบันดาลใจของการออกแบบที่หมายถึงการล่องลอยของยานอวกาศในหมู่ดวงดาว ดังนั้นมันไม่ใช่เหตุบังเอิญที่การออกแบบภายนอกคือการได้รับแรงบันดาลใจของแสงที่กำลังส่องสว่างสาดโค้งจากเส้นขอบฟ้าของโลกเมื่อมองลงมาจากอวกาศ
ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวันแนวนอนขวางบริเวณสองข้างของกระโปรงหน้า…ใจอยากให้เป็นไฟลากยาวมาเลยน่าจะเท่ดี แต่แบบนี้ก็ดูเข้ากับกระจังหน้าแบบกว้างลายตาข่าย ดูแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังเน้นความสวยงามด้วยไฟคู่หน้าทรงลูกบาศก์ และได้ใช้สีภายนอกด้านหน้าเป็นสีเดียวกันทั้งหมดเพื่อเน้นความเรียบง่ายแต่ทันสมัย
ธีมการดีไซน์ถ่ายทอดไปถึงด้านหลัง ด้วยบานกระจกที่กว้างตัดขอบด้วยไฟท้ายแนวตั้ง พร้อมติดตั้งไฟแบบ Parametric Pixel ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮุนได กันชนท้ายตั้งอยู่ในระดับต่ำช่วยให้ขนสัมภาระเข้า–ออก ได้ง่ายมากขึ้น
นอกจากนี้ การออกแบบภายในที่ให้ความสำคัญกับทัศนวิสัยของคนขับและความสะดวกสบายของผู้โดยสาร ขณะเดียวกันก็ยังคงคุณสมบัติของรถยนต์อเนกประสงค์ไว้อย่างครบถ้วน การออกแบบ beltline ที่ต่ำกระจกแบบพาโนรามิค ทำให้รู้สึกเปิดกว้างขณะโดยสารอยู่ในรถ
ในส่วนของผู้ขับขี่ ออกแบบให้ทันสมัย ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง และสวิตช์เปลี่ยนเกียร์ระบบไฟฟ้า มาตรวัดค่าดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้วติดตั้งบริเวณด้านบนของแผงคอนโซล เพิ่มทัศนวิสัยให้ผู้ขับขี่มากขึ้น
การออกแบบด้วยการใช้นวัตกรรมการใช้พื้นที่ภายในห้องโดยสารอย่างชาญฉลาดเกิดขึ้นจากการใช้ฐานล้อที่มีขนาดยาวที่สุดของรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 3,273 มม มิติขนาดตัวถัง ยาว 5,253 มม กว้าง 1,997 มม สูง 1,990 มม. ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายเมื่อต้องเข้าและออกจากรถ
สตาร์เรียมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มอบกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้า แรงบิดที่ 431 นิวตันเมตร ทรงพลัง นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงระบบระบายความร้อนด้วยอินเตอร์คูลเลอร์และกังหันเทอร์โบชาร์จเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแรงบิดในรอบเครื่องยนต์ต่ำ
นอกจากนี้เพื่อเป็นการปรับปรุงสมรรถนะการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้นจึงได้ใช้ช่วงล่างแบบมัลติ–ลิงค์ด้านหลัง ปรับองศาและระดับของ shock absorber เพื่อเพิ่มความนุ่มนวล พร้อมอัพเกรดคาลิปเปอร์เบรกและจานดิสค์เบรกเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
สตาร์เรียติดตั้งแอร์แบคจำนวน 6 ตำแหน่ง ทุกที่นั่งติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด รวมทั้งยังมาพร้อมระบบเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ดังนี้
- ระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Forward Collision Avoidance Assist
- ระบบช่วยเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่ออยู่ในจุดอับสายตา Blind-Spot Collision-Avoidance Assist
- ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ Rear Cross-traffic Collision Avoidance Assist
- ระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่ทางแยก Forward Collision-Avoidance Assist Junction Turning Function
- ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ Driving Attention Warning
- ระบบป้องกันการออกจากรถเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้าง Safe Exit Assist ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาจากฮุนได โดยสัญญาณเตือนจะดังขึ้นเพื่อป้องกันการเปิดประตูเมื่อมีรถอีกคันกำลังวิ่งผ่าน
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist
- ระบบควบคุมรถให้อยู่กลางเลน Lane Following Assist
- ระบบแจ้งเตือนผู้โดยสารด้านหลัง Rear Occupant Alert
ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อความสะดวกสบายที่มากับรถยนต์รุ่นนี้ ได้แก่ ประตูด้านข้างเปิดอัตโนมัติอัจฉริยะ ประตูด้านหลังเปิด ปิด อัตโนมัติอัจฉริยะ กล้องมองรอบทิศทางและจุดอับสายตา จอดิสเพลย์ขนาด 8 นิ้ว
สตาร์เรียมีให้เลือกในแบบ 11 ที่นั่ง 2 รุ่น สีภายนอก 3 สีคือ – สีดำ เอบิส แบล็ค สีเทา สตีล กราไฟต์ และสีเงิน ชิมเมอร์ริ่ง ซิลเวอร์ ส่วนสีภายในมีให้เลือก 2 สีคือ สีดำ–เบจ และสีดำ
ฮุนได สตาร์เรีย พร้อมเปิดรับจองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ www.hyundai.co.th
**********
“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รถยนต์ฮุนได เอชวัน เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในตลาดกลุ่มนี้ เอชวันได้มีโอกาสรับใช้คนไทยมากถึง 50,000 ครอบครัวแล้ว
วันนี้รถยนต์ดีไซน์ล้ำที่มาพร้อมกับความมีสไตล์ ความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่พร้อมสรรพ ผมเชื่อมั่นว่าสตาร์เรียจะสามารถครองใจและเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างไม่ยากนัก
นอกจากนี้ การออกแบบภายในให้มีบรรยากาศเสมือนห้องรับรองระดับเฟิร์สคลาส สตาร์เรียไม่เพียงแต่เป็นรถที่มอบความคุ้มค่าแต่ยังตอบโจทย์การเดินทางและการใช้ชีวิตของทุกคนได้เป็นอย่างดี
การเปิดตัวของฮุนได สตาร์เรีย ในวันนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการออกแบบที่ให้ความสะดวกสบายและการใช้งาน ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่นำความคุ้มค่าเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการใช้งานของผู้ใช้รถยนต์ สตาร์เรียไม่ได้เพียงแต่เป็นพาหนะที่พาคุณไปสู่จุดหมาย แต่รถยนต์รุ่นนี้จะเปลี่ยนประสบการณ์ของการใช้เวลาบนรถสำหรับทุกคน สตาร์เรียจะเพิ่มคุณค่าของเวลาขณะเดินทางของทุกคน
เรามีความเชื่อมั่นว่า สตาร์เรีย จะเป็นตัวเลือกของรถยนต์อเนกประสงค์ที่ยอดเยี่ยม และได้ตั้งเป้ายอดขายของรถยนต์คันนี้ประมาณ 10,000 คันต่อปี” มร.คาเนโกะ กล่าว

