ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชียล เอดิชั่น 300 คันในไทย ฉลองครบรอบ 25 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย
ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ก่อกำเนิดขึ้นจากการแข่งขันกีฬามอเตอร์ สปอร์ต และเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของฟอร์ด ประเทศไทย ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชียล เอดิชั่น’ จึงเป็นรถยนต์รุ่นเฉลิมฉลองที่ฟอร์ดตั้งใจผลิตขึ้นเพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของบริษัท ด้วยการออกแบบและตกแต่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายสไตล์ของรถแข่ง ซึ่งฟอร์ดได้สร้างชื่อเสียงในวงการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกมาอย่างยาวนาน
ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น โดดเด่นด้วยกระจังหน้าตัวอักษร FORD แบบเดียวกับรถแข่งของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรสซิ่ง และรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ติดตั้งมาจากโรงงาน เพิ่มความเท่ให้ตัวรถด้วยชุดแต่งรอบคัน ทั้งสเกิร์ตด้านหน้า ด้านข้าง และสปอยเลอร์ด้านหลัง รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว สีดำ พร้อมสติ๊กเกอร์ตกแต่งด้านข้างลายใหม่ และยังคงดีไซน์ของสติ๊กเกอร์รอบคันคาดตั้งแต่กันชนหน้าจนถึงท้ายกระบะ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถแข่งทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรสซิ่ง
ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น มอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าแบบมัลติฟังก์ชั่นควบคุมได้ทั้งหน้าจออินโฟเทนเมนท์ สามารถรับสายหรือวางสายเมื่อทำการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ และควบคุมหน้าจอดิจิทัลที่แสดงผลบนหน้าปัดรถยนต์ได้ พร้อมระบบช่วยโทรฉุกเฉิน Emergency Assistance ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โทร. 1669 ในกรณีรถยนต์เกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงานหรือระบบตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สร้างความอุ่นใจในทุกการเดินทาง
ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple Car Play และ Android Auto มีระบบเชื่อมต่อบลูทูธ ช่องต่อ USB 2 จุด และลำโพง 6 ตำแหน่ง อีกทั้งยังสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้เมื่อทำการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ
ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ผสานเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้งานของลูกค้าที่ชื่นชอบความแตกต่างได้อย่างลงตัว ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น มีสีภายนอกให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ แอบโซลูท แบล็ค และสีฟ้า ไลท์นิ่ง บลู ราคาสุดพิเศษ เพียง 682,000 บาท
“ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น เป็นรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจของฟอร์ดในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ และการออกแบบที่โดดเด่นมาสู่ตลาดรถกระบะในประเทศไทยอยู่เสมอ
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ฟอร์ดดำเนินกิจการในประเทศไทยครบ 25 ปี เราจึงมีความยินดีอย่างยิ่งในการนำเสนอรถรุ่นใหม่ที่ได้รับการดีไซน์สุดพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าฟอร์ดที่มีไลฟ์ตไลต์การใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เหมือนใคร พร้อมให้ผู้ขับขี่พิชิตเป้าหมายและใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างเต็มที่” วิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว
พบกับฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น ได้แล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ
ฟอร์ดแร็พเตอร์ 2021 ดุโฉบเฉียวขึ้นในเวอร์ชั่น RAPTOR X
เพิ่มความดุดันสไตล์สปอร์ตด้วยชุดแต่งสีดำ ตั้งแต่กระจังหน้า กันชนหน้า มือจับประตูภายนอก ฝาครอบกระจกมองข้าง กันชนหลัง มือจับฝาท้าย คิ้วล้อ และฝาครอบล้อ ยกระดับความเท่ด้วยล้ออัลลอยวัสดุสีดำ แอสฟอล์ต แบล็ก (Ashphalt Black) โรลบาร์แบบยาวตลอดท้ายกระบะ ชุดหูลากหน้ารถสีแดงสไตล์สปอร์ต และโลโก้ฟอร์ดสีดำบนฝากระบะท้าย สะกดทุกสายตา
การตกแต่งภายในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยและแผงคอนโซลเดินตะเข็บด้ายสีแดงแทนการเดินตะเข็บด้ายสีน้ำเงิน ผสานกับการตกแต่งแผงคอนโซลและแผงประตูด้วยลายไฮโดรกราฟิก (Hydrographic) และการใช้วัสดุสีดำ แบล็ก แอลลีย์ (Black Alley) อย่างลงตัว
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ยังสานต่อตำแหน่งสุดยอดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง โดยใช้ระบบส่งกำลังเดียวกันกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รวมถึงโหมดการขับขี่ ระบบกันสะเทือน ระบบเบรก และล้อที่ออกแบบโดยเฉพาะ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มอบพละกำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร
เครื่องยนต์เทอร์โบคู่นี้ได้รับการออกแบบเพื่อพิชิตทุกเส้นทางสุดท้าทาย ผ่านการทดสอบสุดหฤโหด ซึ่งรวมถึงการทดสอบการต้านทานความร้อน ด้วยการทำให้เทอร์โบทั้ง 2 ลูกร้อนจัด จนกลายเป็นสีแดงนาน 200 ชั่วโมงติดต่อกัน ขณะที่ตัวเครื่องยนต์เทอร์โบผลิตจากอัลลอยคุณภาพสูง ทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถทนความร้อนได้สูงสุดถึง 860 องศาเซลเซียส
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ เหนือชั้นด้วยระบบ Terrain Management System (TMS) ที่มีโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย รวมถึงโหมดบาฮา (Baja) อันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ บาฮา เดสเสิร์ท แรลลี่ ประเทศเม็กซิโก
เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ยังมาพร้อมโช้คอัพแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย FOX และระบบกันสะเทือนหลังวัตต์ลิงค์ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่พิชิตเส้นทางหฤโหดด้วยความเร็วสูง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถและคงความสะดวกสบาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อันเหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและออฟโรด ส่วนยาง BFGoodrich All-Terrain KO2 ขนาด 285/70 R17 ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ยิ่งช่วยให้คนรักการผจญภัยลุยได้ทุกเส้นทางด้วยความมั่นใจ แม้บนสภาพพื้นผิวที่เปียกลื่น โคลน ทราย หรือหิมะ
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะมากมาย เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่เหนือชั้น เช่น ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) เป็นต้น
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอกสุดโฉบเฉี่ยว 4 สี ได้แก่ สีขาวอาร์กติก ไวท์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ค, สีน้ำเงิน เพอร์ฟอร์แมนซ์ บลู และสีเทา คองเคอร์ เกรย์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ มาในราคา 1,729,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure และเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ด้วยการมอบการรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
‘Operanera’ และ ‘Operabianca’ 2รุ่นพิเศษจาก มาเซราติ X ฮิโรชิ ฟูจิวาระ เจ้าพ่อวัฒนธรรมแนวสตรีทแดนอาทิตย์อุทัย!
ความร่วมมือนี้ เป็นผลจากความสำเร็จของโปรแกรม ‘Maserati Fuoriserie’ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า ออกแบบ มาเซราติ ได้ตามความชอบและรสนิยมส่วนตัว ส่งผลให้รถยนต์ไม่เป็นเพียงแค่วัตถุ แต่เป็นเสมือนเสื้อผ้าสั่งตัดที่เจ้าของสามารถสวมใส่อย่างมั่นใจ สะท้อนตัวตนรวมถึงรสนิยมของผู้ครอบครอง และเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราร่วมสมัย
ฮิโรชิ ฟูจิวาระ เป็นผู้นำเทรนด์ที่โด่งดัง เปี่ยมด้วยอิสระในการสร้างสรรค์ และเป็นผู้บุกเบิกแฟชั่นเครื่องแต่งกายแนวสตรีทในโตเกียวช่วงปี 1980 อีกทั้งยังเป็นดีเจคนแรกๆ ที่นำดนตรีฮิปฮอปมาสู่แดนอาทิตย์อุทัยและเคยร่วมงานกับหลายศิลปินชื่อดังในฐานะโปรดิวเซอร์และนักดนตรี
ฮิโรชิ ฟูจิวาระมีความเชี่ยวชาญในการสื่อถึงมุมมองต่างๆ ผ่านอารมณ์แบบคนเมือง พร้อมศักยภาพในการฟันฝ่าอุปสรรคด้วยความกล้า บ้าบิ่น เหมือนกับรถยนต์ มาเซราติ ภายใต้แนวคิดแบบ ‘ITANJI’ ในภาษาญี่ปุ่น หรือการผสมผสานระหว่างอิตาเลียนดีไซน์ และความสมบูรณ์แบบในสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ ‘Operanera’ และ ‘Operabianca’
สไตล์ของ มาเซราติ และบุคลิกของ ฟูจิวาระ ล้วนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล การมาบรรจบกันระหว่างรูปลักษณ์ของ มาเซราติ และวัฒนธรรมแบบสตรีทของแบรนด์ ‘Fragment’ ก่อให้เกิดความร่วมมือในการรังสรรค์งานศิลป์ ที่สื่อถึงความหมายของ Maserati meets Fragment ได้ดีที่สุด
Operanera และ Operabianca คือ 2 ยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่เปรียบเสมือน ‘เพลงติดล้อ’
(A song on wheels) มาพร้อมตัวถังสีดำและขาวตามลำดับ ใช้พื้นฐานจากรุ่น กิบลี่ กรันลุซโซ่ (Ghibli GranLusso) ผลิตจำกัด 175 คันทั่วโลก
ภายนอกตกแต่งตามสไตล์ของ ฟูจิวาระ ด้วยกระจังหน้าแบบพิเศษ พร้อมโลโก้ดีไซน์ใหม่ ติดตั้งบริเวณเสาซี พร้อมล้อแม็ก Urano สีดำด้านขอบ 20 นิ้ว มือจับประตูและล้อแม็กพ่นสีเดียวกับตัวถัง
ห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนังแท้เกรดพรีเมียมและอัลคันทารา สอดแทรกด้วยตะเข็บแนวตั้งสีเงินบนเบาะ พร้อมโลโก้ตรีศูลบริเวณพนักพิงศีรษะสีเดียวกัน และใช้เข็มขัดนิรภัยสีน้ำเงินเข้ม
ปิดท้ายด้วยการเพิ่มรหัส M157110519FRG บริเวณช่องลมด้านข้าง โดย 4 ตัวแรกเป็นรหัสตัวถังของ มาเซราติ กิบลี่ ขณะที่เลข 6 หลักถัดไป แสดงถึงวันที่มีการนัดพบกันครั้งแรก ระหว่าง ฮิโรชิ และ Centro Stile Maserati (5 พฤศจิกายน 2019) ส่วน 3 ตัวสุดท้าย คือ อักษรย่อของ Fragment
นอกเหนือจากการเปิดตัวรถรุ่นพิเศษ ก็มีการผลิตเครื่องแต่งกายคอลเล็กชั่นเฉพาะกิจ (capsule collection) ที่ผ่านการออกแบบร่วมกับ ฟูจิวาระ ด้วยแนวคิดที่แปลกใหม่เช่นเดียวกับตัวรถอีกด้วย
ฮอนด้าเสริมทัพ ‘เดอะ ซิตี้ ซีรีส์’ เปิดตัว ‘เดอะ ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี’ ครั้งแรกในโลก!
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำตำแหน่งผู้บุกเบิกและผู้นำเซกเมนต์ซิตี้คาร์ในประเทศไทย เปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ครั้งแรกในโลก ยนตรกรรมซิตี้คาร์แฮทช์แบ็กฟูลไฮบริด ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปไฮบริดของฮอนด้าไปอีกขั้น และเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของ “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” ที่มาพร้อมจุดเด่นเทคโนโลยี Full Hybrid อันทรงพลัง กับระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “Honda SENSING”
ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมฟูลไฮบริดแฮทช์แบ็กของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ ที่มากับระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ระบบ Full Hybrid ที่ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า และ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม–ไอออน มอบสมรรถนะการขับขี่ที่สนุก แรงเกินคลาส
โดยระบบสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาดเพื่อตอบรับกับทุกการใช้งาน ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน–เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 86 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20
ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง ได้แก่
- ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
- ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และ ระบบ Auto Brake Hold ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) เทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT)
ดีไซน์ภายนอกสปอร์ตรอบคัน สะท้อนเอกลักษณ์อันโดดเด่นของยนตรกรรมไฮบริดด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้าและสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย เสริมความสปอร์ตยิ่งขึ้นกับดีไซน์สไตล์ RS รอบคัน ด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าและหลังสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED และ ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต
ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ผสานฟังก์ชันการใช้งานและเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์ไว้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งแถบสีแดง รองรับการใช้งานในทุกมูฟเมนต์ด้วยเบาะนั่ง อัลตรา ซีท (ULTR) ที่สามารถแยกพับแบบ 60:40 และปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง 4 โหมด พร้อมด้วยห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ ได้แก่
- Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง
- Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
- Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง
- Refresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด
พร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องปรับอากาศตอนหลัง พร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงวิทยุหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อม Google Maps พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI และระบบสตาร์ตเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) พนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว เป็นต้น
มูฟไปทุกที่อย่างไร้กังวล ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับเทคโนโลยีระดับพรีเมียมในค่าบำรุงรักษาสไตล์ซิตี้คาร์ ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* พร้อมด้วยโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์* (Honda Ultimate Care) ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ราคา 849,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) เฉพาะซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี เท่านั้น สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก) และสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) พร้อมข้อเสนอพิเศษเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น กับ ดอกเบี้ย 2.99% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี พิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2564 – 31 กรกฎาคม 2564 รับฟรีหูฟัง Skullcandy True Wireless Earbuds รุ่น Sesh Evo สี Deep Red มูลค่า 3,590 บาท
สัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับเซลทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th ติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ honda.co.th/cityhatchbackehev
**********
เสริมความสปอร์ตพรีเมียมในทุกมูฟเมนต์ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิด “Stage Up Booster” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ ชุดป้องกันรอยบริเวณที่เปิดประตู ราคา 1,100 บาท ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง ราคา 5,500 บาท คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700 บาท คิ้วบันไดสแตนเลส LED ราคา 4,400 บาท แผงครอบกันรอยขอบห้องสัมภาระ ราคา 900 บาท กล้องวิดีโอติดรถยนต์ ราคา 3,850 บาท
หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคัน ทั้งหมด 2 แพ็กเกจ ได้แก่
- Modulo Aero Sport Package ราคา 21,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น และ ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง
- Modulo Aero Package ราคา 16,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น
ดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่ hondaaccess.co.th
หมายเหตุ
- เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
- สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท
- สีเทาโซนิค (มุก) และ สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท
NissanConnect Lite แอปเชื่อมต่อรถยนต์นิสสัน…คุณจะไม่พลาดการติดต่อนิสสันของคุณ!
ในยุคดิจิตอลที่เต็มเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ รอบตัว สมาร์ทโฟนและแอปพลิเคชันกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันสะดวกสบายด้วยการเชื่อมโยงเรากับข้อมูล และบริการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รถยนต์ที่กลายเป็นเป็นอีกปัจจัยสำคัญของคนไทยควรช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวกสบายจากการใช้งาน และทำให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นจึงมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาเพื่อการสื่อสารแบบไร้รอยต่อมาใช้กับรถยนต์มากยิ่งขึ้น
ภายใต้แนวคิดเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเพื่อการขับขี่ในอนาคตของนิสสัน หรือ Nissan Intelligent Mobility นั้นรวมการเชื่อมกับระหว่างมนุษย์กับอุปกรณ์อัจฉริยะ ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Intelligent Intregation เพื่อให้ลูกค้าของนิสสันปลอดภัยเมื่อต้องการใช้แอปพลิเคชันของสมาร์ทโฟน และยังสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากรถยนต์ของนิสสันที่ผ่านมา จะสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนด้วยฟังก์ชัน NissanConnect ซึ่งสามารถใช้ฟังก์ชันที่มีมากมาย อาทิ ระบบนำทาง รวมถึงระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ ขณะเดินทาง
โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะซึ่งมีจำนวนกว่า 50% ของผู้ใช้รถในประเทศไทย นิสสันจึงได้เพิ่ม NissanConnect Lite ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเทเลเมติกส์ (Telematics) ที่รองรับทั้งระบบ ios และ Android ใน นิสสัน นาวารา PRO-4X และ PRO-2X เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับส่งข้อมูลจำเป็นของรถยนต์ได้ตลอดเวลา แม้ในเวลาที่ไม่ได้ใช้งานก็ตาม โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน NissanConnect Lite และลงทะเบียนเพื่อใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เมื่อเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน NissanConnect Lite เจ้าของรถจะทราบถึงข้อมูลรถยนต์ได้อย่างละเอียด และสามารถเรียกดูข้อมูลต่าง ๆ ได้เรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น
- สถานะของรถยนต์ ขณะขับขี่หรือจอดนิ่ง หรือการค้นหาตำแหน่งปัจจุบันของรถ พร้อมแสดงตำแหน่งบนแผนที่ผ่านฟังก์ชัน Find My Car ที่เจ้าของรถสามารถทราบตำแหน่งรถยนต์ ป้องกันปัญหาเรื่องรถสูญหาย
- แจ้งเตือนพร้อมคำนวนระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้จากปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อวางแผนการเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น
- บันทึกข้อมูลประวัติการขับขี่ (Driving History) อย่างครบถ้วนทั้งสถานที่ ระยะทาง และเวลาที่ใช้รถ โดยมีการให้คะแนนการขับขี่ (Driving Score) เก็บข้อมูลลักษณะการขับขี่ทั้งหมด
- ตรวจสอบสถานะและสภาพรถยนต์ (Vehicle Status) ช่วยให้เจ้าของรถดูแลรักษารถยนต์คู่ใจอย่างถูกต้อง แม่นยำ และตรงเวลา แม้ในเวลาฉุกเฉินที่รถมีปัญหาหรือเกิดความผิดปกติของตัวรถยนต์ แอปพลิเคชันสามารถส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ใช้งานทราบ ถือเป็นการช่วยลดปัญหาในการเกิดอุบัติเหตุและสามารถนำเข้าศูนย์บริการได้อยากทันท่วงที
- ในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ยังมีเมนูลัดสำหรับโทรฉุกเฉิน (Emergency Support) ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ในเวลาคับขันได้อย่างรวดเร็ว
- นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน ยังสามารถตั้งค่า การกำหนดขอบเขตการขับขี่ (Geofence Settings)
การกำหนดช่วงเวลาการขับขี่(Curfew Settings) และข้อมูลการเข้ารับบริการ (Service Recommendation)
ทั้งนี้ นิสสันหวังว่าแอปพลิเคชันนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ลูกค้าในการใช้งานด้านของความปลอดภัย โดยให้ลูกค้าได้เชื่อมต่อกับรถ และเข้าถึงข้อมูลมากกว่าที่เคย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรถยนต์ ทำให้ผู้ใช้งานรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงหรือสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นเบื้องต้นด้วยตนเองอย่างรวดเร็ว โดยลดเวลาในการติดต่อเบื้องต้น ช่วยคลายความกังวลในเรื่องต่างๆ ของรถยนต์ เมื่อลูกค้ามีความจำเป็นต้องจอดรถไว้ยังที่ต่างๆ ให้คุณได้ทราบถึงสถานะและดูตำแหน่งรถได้ตลอดเวลา เพื่อให้ลูกค้าสามารถจัดการธุระอื่นๆ ได้อย่างสบายใจอีกด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานแอปพลิเคชัน NissanConnect Lite รวมถึงรถกระบะนิสสัน นาวารา สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Nissan call center หมายเลข 0 2401 9600 หรือดูข้อมูลที่ www.nissan.co.th
German Auto Pop Up Showroom พบ BMW และ MINI ครบรุ่น ณ เมกาบางนา!
มร. ราล์ฟ บิสซินเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เยอรมัน ออโต้ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา เยอรมัน ออโต้ ได้พัฒนาการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมหรูหลากหลายรุ่นจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมบริการหลังการขายที่
ครบวงจรจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่เปี่ยมประสบการณ์กว่าหลายสิบปี ทั้งยังได้ขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่ย่านบางนาและแจ้งวัฒนะ ไปจนถึงสาขาพัทยา และในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เยอรมัน ออโต้ ที่พร้อมเสนอโชว์รูมรูปแบบใหม่เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากยิ่งขึ้น”
คุณปิยวิทย์ เขมะรังสรรค์ ประธานกรรมการ บริษัท เยอรมัน ออโต้ จำกัด กล่าวว่า “เยอรมัน ออโต้ พร้อมแล้วที่จะให้บริการเลือกซื้อยนตรกรรมแบบครบวงจรผ่าน Pop Up Showroom ที่จะทำให้การเลือกซื้อยนตรกรรมหรูสะดวกสบายยิ่งกว่าเคย และเพื่อเตรียมรองรับกลุ่มลูกค้าเดิมในพื้นที่ เนื่องจากการปรับโฉมโชว์รูมเยอรมัน ออโต้ สาขาบางนา ครั้งใหญ่ในรอบสิบปีที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เพื่อพัฒนาการให้บริการให้มีความทันสมัยยิ่งกว่าเดิม”
German Auto Pop Up Showroom เปิดให้บริการแล้ววันนี้ ที่บริเวณทางเข้าอิเกีย ชั้น 1 ศูนย์การค้าเมกาบางนา นำเสนอบริการเลือกซื้อยนตรกรรมแบบครบวงจร จัดแสดงรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 5 คัน รถยนต์มินิ 2 คัน และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อีก 1 คัน พร้อมยกขบวนรถยนต์ทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิหลากหลายรุ่นมาให้ลูกค้าทดลองขับถึงเมกาบางนา เติมเต็มประสบการณ์แบบ Pop Up Showroom ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังอุ่นใจได้กับมาตรการรักษาความสะอาด ด้วยการเช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรครถยนต์ทั้งก่อนและหลังลูกค้าใช้บริการ ทั้งที่จัดแสดงและทดลองขับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า นอกจากนี้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ยังจะได้รับสิทธิพิเศษ กับ BMW & MINI Privilege Parking บริเวณชั้น 1 อาคารจอดรถอิเกีย ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาในการจอดรถสำหรับลูกค้าอีกด้วย
สัมผัสความหรูหราของยนตรกรรมเหนือระดับที่ German Auto Pop Up Showroom ได้แล้ววันนี้ถึงวันที่
4 มกราคม 2565 ณ ชั้น 1 บริเวณทางเข้าอิเกีย ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือติดต่อรับบริการจากโชว์รูมเยอรมัน ออโต้ ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สาขาบางนา โทร 02-396-1199, สาขาแจ้งวัฒนะ โทร 02-119-0999, และสาขาพัทยา โทร
038-235-600
BMW 220i Gran Coupe Sport ใหม่! พร้อมแคมเปญ Ease Your Life ดาวน์ 0% ทุกรุ่น
BMW 220i Gran Coupe Sport แตกต่างไม่เหมือนใครด้วยเค้าโครงที่โฉบเฉี่ยวกว่าเคยด้วยดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถยนต์คูเป้รุ่นคลาสสิค เช่น กระจกประตูข้างแบบไร้กรอบทั้ง 4 ประตู ส่วนรูปลักษณ์สปอร์ตโหลดเตี้ยทรงกว้าง ส่งให้บุคลิกบนถนนของ BMW 220i Gran Coupe Sport เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ขณะที่ช่วงหน้าในสไตล์ใหม่ที่ดูปราดเปรียว ก็เสริมให้รูปลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นนี้สะท้อนเอกลักษณ์สุดคลาสสิกของแบรนด์ออกมาได้อย่างล้ำสมัยและสดใหม่ ส่วนไฟหน้าสี่ตาอันเป็นเอกลักษณ์ ติดตั้งแบบทำมุมเล็กน้อย เสริมความโดดเด่นให้กับกระจังหน้ารูปไตที่มาพร้อมกับซี่กระจังซึ่งให้ความรู้สึกมีมิติยิ่งกว่า มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานไฟหน้า LED ที่ให้ความรู้สึกทันสมัย
เส้นสายอันเฉียบคมด้านข้างตัวรถของ BMW 220i Gran Coupe Sport เน้นย้ำสัดส่วนอันปราดเปรียวและความเรียบหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์คูเป้จากบีเอ็มดับเบิลยูในยุคนี้ เส้นโค้งของหลังคาที่ทอดตัวอย่างสง่างาม พร้อมทรงหน้าต่างและเส้นข้างตัวรถที่ยาวขึ้น ส่งให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวเพรียวยาว ในขณะที่เสาซีทำมุมเอียงเล็กน้อย ลงไปจรดกับทรงโค้งของซุ้มล้อหลังได้อย่างลงตัว
เสริมมาดความสง่างามจากทุกมุมมอง ส่วนไฟท้ายทรงเพรียวบางที่จัดเรียงตามแนวนอน พร้อมแต่งด้วยผิวหน้าสีดำ High-gloss Black ที่เชื่อมไฟท้ายทั้งสองข้างเข้าหาสัญลักษณ์บีเอ็มดับเบิลยูตรงกลาง ยิ่งเสริมท้ายรถให้รับกับความหรูหราแบบสปอร์ตในทุกมุม โดยแน่นอนว่าไฟท้ายนี้ มาในระบบ LED เช่นเดียวกับไฟหน้า
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูสปอร์ตปราดเปรียว ผู้โดยสารยังคงสามารถเพลิดเพลินไปกับพื้นที่ใช้สอยอันยืดหยุ่น ด้วยที่เก็บของท้ายรถซึ่งรองรับปริมาตรการบรรจุได้ถึง 430 ลิตร ทั้งยังสามารถปรับขยายได้หลากหลายรูปแบบ BMW 220i Gran Coupe Sport ยังมาพร้อมกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ในลาย Double-Spoke
BMW 220i Gran Coupe Sport ส่งพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานควบคู่เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัทช์คู่ ให้กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า พร้อมมอบแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที ส่งให้ตัวรถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 238 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ภายในห้องโดยสารของ BMW 220i Gran Coupe Sport ผสมผสานความหรูหราด้วยวัสดุชั้นเยี่ยมและพื้นที่ใช้สอยที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทั้งไลฟ์สไตล์ครอบครัวและการเดินทางระยะยาว ส่วนภายในห้องโดยสารฝั่งคนขับ ส่งมอบข้อมูลสำคัญในการขับขี่ให้ผู้ขับได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนน ผ่านระบบ BMW Live Cockpit Plus และระบบเชื่อมต่อ BMW Connected Package Plus และแผงหน้าปัด Instrument Cluster ขนาด 5.1 นิ้ว รวมไปถึงจอสัมผัส Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ตั้งอยู่กลางคอนโซลทำมุมเข้าหาคนขับเล็กน้อยตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู

การออกแบบที่เน้นประสบการณ์ของผู้ขับขี่นี้ ยังถูกเสริมด้วยเส้นสายบนพื้นผิวภายในที่พาดเข้าหาที่นั่งคนขับ และการเล่นกับรายละเอียดบนพื้นผิววัสดุแบบต่างๆ ทั้งในส่วนแผงหน้าปัดและบริเวณหลังพวงมาลัย โดยแถบสีบริเวณแผงหน้าปัดและกรอบประตูมาในลาย ‘Illuminated Brooklyn’ นอกจากนี้ BMW 220i Gran Coupe Sport ยังอวดโฉมความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต หุ้มหนัง Dakota พร้อมระบบปรับเอนด้วยไฟฟ้า และชุดไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่ทำให้การขับขี่รถยนต์คันนี้พิเศษยิ่งกว่า
BMW 220i Gran Coupe Sport ใหม่ ราคาจำหน่าย: 1,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
ข้อเสนอสุดพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เสนอดาวน์ 0% สุดพิเศษ จากแคมเปญ Ease Your Life ครอบคลุมการสั่งซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันใหม่ทุกรุ่น โดยมีคำสั่งจองรถยนต์กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูและมีกำหนดรับส่งมอบรถยนต์ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และเพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูง่ายยิ่งกว่า แคมเปญ Ease Your Life ยังมาพร้อมกับราคาผ่อนต่อเดือนแบบสบายๆ ไม่ว่าจะเป็น BMW
ซีรีส์ 2, BMW X1 หรือ BMW 320d M Sport กับราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นเพียง 19,900 บาท เท่านั้น
นอกจากนี้ ลูกค้ายังจะได้พบกับข้อเสนอทางเลือกอื่น ๆ ที่จะมอบความอุ่นใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
- ขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา BSI เป็น 5 ปี / 100,000 กม. และประกันภัย BMW Protect ชั้นหนึ่ง สูงสุด 5 ปี ฟรี สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7
- ฟรี ประกันภัย BMW Protect ชั้นหนึ่ง สูงสุด 2 ปี สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ปลั๊กอินไฮบริด, ซีรีส์ 5 ปลั๊กอินไฮบริด, X3 ปลั๊กอินไฮบริด
- ฟรี ประกันภัย BMW Protect ชั้นหนึ่ง สูงสุด 1 ปี สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
ลูกค้าที่สนใจในข้อเสนอสุดพิเศษดังกล่าว สามารถติดต่อศูนย์ BMW Contact Center ได้ที่เบอร์ 1397 หรือติดต่อบัญชี LINE อย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูได้ที่ @bmwthailand หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญได้ที่ https://bit.ly/3g32L0K
มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยความนิยมในรถยนต์ BMW 220i Gran Coupe M Sport ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะเปิดตัว BMW 220i Gran Coupe Sport ใหม่ โดยรถยนต์รุ่นล่าสุดในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 นี้ เรามั่นใจว่าจะมอบที่สุดแห่งความเพลิดเพลินบนท้องถนนให้กับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทย นอกจากนี้ ด้วยคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบัน บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังพร้อมประกาศแคมเปญ Ease Your Life สุดพิเศษกับข้อเสนอ ดาวน์ 0% สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันใหม่ทุกรุ่น เพื่อให้การครอบครองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเป็นเรื่องง่ายกว่าเคยสำหรับลูกค้าของเราทุกคน”
Range Rover Evoque Lafayette Edition เพียง 3 คันในไทย!
บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ Range Rover Evoque Lafayette Edition ครั้งแรกในประเทศไทยกับรุ่นพิเศษแบบ Limited Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากย่านที่ทันสมัยในนิวยอร์กซิตี้ มีจำกัดเพียง 3 คัน ด้วยราคาจำหน่าย 4,199,000 บาท พร้อม Land Rover Care นาน 5 ปี ประกอบด้วย การรับประกันคุณภาพ บริการบำรุงรักษาตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี
ปัจจุบันรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยมี 3 รุ่น
- Range Rover Evoque Plug-In Hybrid SE Plus ราคาจำหน่าย 3,999,000 บาท
- Range Rover Evoque Plug-In Hybrid Lafayette Edition ราคาจำหน่าย 4,199,000 บาท
- Range Rover Evoque Plug-In Hybrid R-Dynamic SE Plus ราคาจำหน่าย 4,499,000 บาท
Range Rover Evoque Lafayette Edition พัฒนามาจาก Range Rover Evoque S (เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค เอส) โดยรุ่นพิเศษนี้มีการออกแบบภายนอกโดดเด่นด้วยหลังคาคอนทราสต์ สี Nolita Grey เสริมความสวยงามน่าดึงดูดด้วยล้อแบบ 5 ก้าน ขนาด 20 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมบุลายสไตล์ Diamond Cut เพิ่มความสนุกสนานด้วย Tread Plates แบบเรืองแสง เทคโนโลยีความบันเทิง Pivi Pro หน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว และหลังคา Fixed Panoramic Roof วางจำหน่ายในระบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-In Hybrid) P300e พร้อมตราสัญลักษณ์ท้ายรถ
Range Rover Evoque P300e เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มแบบ Premium Transverse Architecture อันล้ำสมัยของ Land Rover ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้พลังงานไฟฟ้าในขณะที่ยังคงความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดอันเป็นเอกลักษณ์ของ Land Rover มอบสมรรถนะที่ยั่งยืนด้วยการรวมเครื่องยนต์เบนซิน Ingenium แบบ 3 สูบ 200 แรงม้า (147 กิโลวัตต์) ขนาด 1.5 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 109 แรงม้า (80 กิโลวัตต์) ที่รวมอยู่ในเพลาท้าย
และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 15 กิโลวัตต์–ชั่วโมง ซึ่งอยู่ใต้เบาะหลัง สมรรถนะและขีดความสามารถที่เหนือชั้นด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 6.4 วินาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ที่นุ่มนวลได้รับการคัดสรรเพื่อให้ทำงานควบคู่กับการส่งกำลังและแรงบิดของเครื่องยนต์ 3 สูบ และทำงานร่วมกับ ERAD ได้อย่างราบรื่น มอบความสมบูรณ์แบบและความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์ที่ดี สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดได้ไกลถึง 55 กิโลเมตร* ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางเฉลี่ยต่อวันโดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าใหม่
ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้จาก 3 โหมดเพื่อให้เหมาะกับความต้องการมากที่สุดไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือขับขี่บนทางหลวง
- โหมดไฮบริด (โหมดการขับขี่ตามค่าเริ่มต้น) รวมกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซินโดยอัตโนมัติ กลยุทธ์การทำงานปรับให้เข้ากับสภาพการขับขี่และประจุไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่ การเข้าสู่จุดหมายปลายทางในระบบนำทางช่วยให้ฟังก์ชัน Predictive Energy Optimization (PEO) ผสานรวมเส้นทางและข้อมูล GPS อย่างชาญฉลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับการเดินทางที่เลือก
- โหมด EV (รถยนต์ไฟฟ้า) ช่วยให้รถทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวโดยใช้พลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อการเดินทางที่เงียบและไม่มีการปล่อยไอเสีย
- โหมดประหยัด จัดลำดับความสำคัญของเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นแหล่งพลังงานหลักโดยรักษาสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับที่เลือก
การชาร์จไฟฟ้าจาก 0-80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาเพียง 30 นาที เมื่อชาร์จไฟฟ้าจากสถานีชาร์จทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง 32 กิโลวัตต์ หรือใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 24 นาที เมื่อใช้ตู้ชาร์จติดผนังที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ 7 กิโลวัตต์**
*ตัวเลขระยะทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าคำนวณจากการทดสอบที่ดีที่สุดตามกระบวนการ WLTP ของผู้ผลิตอย่างเป็นทางการตามกฎหมายของสหภาพยุโรป เพื่อการเปรียบเทียบเท่านั้น ตัวเลขความเป็นจริงอาจแตกต่างกัน
**สามารถชาร์จได้ด้วยเครื่องชาร์จแบบเร็วที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง 50 กิโลวัตต์ และ 100 กิโลวัตต์ (ประจุไฟฟ้าจริงที่เข้ารถจะจำกัดอยู่ที่ 32 กิโลวัตต์) เวลาในการชาร์จจริงอาจแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและการติดตั้งเครื่องชาร์จ
นิทรรศการ Every day, Every day I have the Blues โดย นที อุตฤทธิ์
ทั้งนี้ในกรุงเทพฯ จะจัดแสดงนิทรรศการที่ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ โปรเจกต์ ตั้งอยู่ที่ Art Warehouse ยูนิต A ชั้น 3 ห้อง N 22 เลขที่ 2198/10-11 ถนนนราธิวาส ซอย 22 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร สำหรับที่สิงคโปร์จะจัดแสดงที่ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต แกลเลอรี ตั้งอยู่ ณ แอลเค 47 ถนนมาลัน 01-26 กิลแมน บาแร็กซ์ สิงคโปร์ 109444 ส่วนที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียจะจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ ริชาร์ต โคห์ ไฟน์ อาร์ต
นที อุตฤทธิ์ใช้เวลาประมาณ 6 ปีในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งหมด 5 ชุด ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมแบบตะวันตก 5 ประเภทที่แตกต่างกัน นิทรรศการครั้งนี้นับเป็นผลงานชุดที่ 4 ทั้งนี้ผลงานที่จัดแสดงมาแล้วก่อนหน้านี้ประกอบด้วย Samlee & Co. The Absolutely Fabulous Show ในปี 2559 (ประเภทภาพบุคคล) It would be Silly to Be Jealous of a Flower ในปี 2560 (ประเภทการวาดภาพหุ่นนิ่ง), View from the Tower ในปี 2561 (ประเภทภาพวิวทิวทัศน์), และล่าสุดที่กำลังจะจัดแสดงคือ Every day, Every Day I have the Blues (ประเภทภาพเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน)
ผลงานชุดนี้นทีได้เน้นไปที่การนำเสนอภาพสะท้อนวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตามที่เราต่างทราบกันเป็นอย่างดี ผู้ชมจะได้เห็นฉากของสภาพแวดล้อมภายในสตูดิโอของเขาในช่วงเวลาแห่งการควบคุมการเคลื่อนที่ของประชาชนหรือล็อกดาวน์ และภาพของผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาก่อนหน้าที่โรคระบาดจะเกิดขึ้น
นทีกล่าวว่า “ภาพวาดในชุดที่ 4 นี้คือมุมมองของผมผ่านสายตาที่ธรรมดาของผม ผลงานได้ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยกระบวนการด้านทัศนศิลป์ที่เรียบง่าย เมื่อความเป็นปกติกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ความเรียบง่ายในการวาดภาพจึงมีความหมายตามไปด้วย มันเป็นความเรียบง่ายที่สะท้อนถึงความสงบและสันติภาพ พร้อมความหวังที่จะฟื้นคืนสู่ภาวะปกติ”
นที อุตฤทธิ์ (เกิดในปี 2513 ที่กรุงเทพฯ) เขาศึกษาที่วิทยาลัยช่างศิลป์ในปี 2530 และจบการศึกษาด้านออกแบบกราฟิกจากคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี 2534 เขาเคยจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวมาแล้วหลายครั้งได้แก่ Optimism is Ridiculous: the Altarpieces ที่เดอะไพรเวทมิวเซียม ประเทศสิงคโปร์ (2561), Optimism is Ridiculous: the Altarpieces ที่หอศิลป์แห่งชาติอินโดนีเซีย (2560) เป็นต้น
ผลงานของเขาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงนิทรรการที่มีชื่อเสียงมากมายในหลายที่ อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หอศิลป์ควีนส์แลนด์ และหอศิลปะสมัยใหม่บริสเบน พิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์ รวมถึงแกลเลอรีส่วนตัวในยุโรปและเอเชีย
**************
เกี่ยวกับริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต
ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 โดยมีพื้นที่จัดแสดงงานในกรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ โดยริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต มุ่งมั่นในการส่งเสริมงานศิลปะร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บนแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ภายใต้ความเชื่อหลักที่มุ่งพัฒนาอาชีพของศิลปิน ทางริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต แกลเลอรียังมุ่งเน้นจัดแสดงนิทรรศการอย่างสม่ำเสมอ เผยแพร่สิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัลและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศกับแกลเลอรีอื่น ๆ ทั้งยังมีส่วนร่วมกับชุมชนศิลปะ โดยมีจุดประสงค์ในการพัฒนาวาทกรรมในระดับภูมิภาคและระหว่างวัฒนธรรม
Volvo XC40 Recharge Pure Electric เอสยูวีไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของวอลโว่!
ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ในปี 2564 วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC เอสยูวีพลังไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์และยังเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในไทยและอาเซียน ทั้งยังเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าที่มีสมรรถนะเทียบเคียงกับรถยนต์เครื่องสันดาปตัวท็อปของโลก ทำให้รถยนต์รุ่นนี้สร้างความฮือฮาและเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานมอเตอร์โชว์เลยทีเดียว
หนึ่งในความท้าทายของรถยนต์พลังไฟฟ้าคือการประจุไฟแบตเตอรี่ที่ต้องใช้เวลานานและยังวิ่งได้เพียงระยะทางสั้นๆ แต่ VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC แก้เกมด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไออน 78 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่พัฒนาขึ้นใหม่ที่ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% เพียง 6-8 ชั่วโมงด้วยเครื่องชาร์จไฟมาตรฐานขนาด 11 กิโลวัตต์ (Wall-Box EV Changer) และสามารถเลือกใช้ระบบชาร์จเร็วได้ซึ่งช่วยให้ชาร์จทันใจขึ้นมาก โดยชาร์จไฟได้ถึง 80% ในเวลาเพียง 40 นาที และเมื่อชาร์จเต็ม 100% จะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 400 กิโลเมตร!!! (ตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP)
แน่นอนว่าวอลโว่ไม่ได้แก้ปัญหาเพียงแค่เรื่องระยะการวิ่งเท่านั้น แต่ยังคำนึงสมรรถนะการขับขี่ที่ต้องแรงและเร็วไม่แพ้รถยนต์ปกติ จึงติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวแบบควบคุมแยกเพลาหน้า (Electric Front Axle Drive: EFAD) และเพลาหลัง (Electric Rear Axle Drive: EFRD) โดยเป็นระบบส่งกำลังไฟฟ้าแบบสี่ล้อตลอดเวลา (All-Wheel Drive) ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 408 แรงม้า ทรงพลังด้วยแรงบิดสูงสุด 660 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 180 กม./ชม. โดยได้ของแถมมาคือประสิทธิภาพการขับขี่ที่นุ่มนวลเสถียรกว่าเครื่องยนต์สันดาปที่ต้องมีการจุดระเบิดของเชื้อเพลิง และเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การยกเครื่องยนต์สันดาปออกทำให้ท้องเครื่องมีพื้นที่เหลือมากขึ้น และมากพอในการเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระใต้กระโปรงหน้าได้มากขึ้นถึง 31 ลิตร และด้วยภาระความร้อนของเครื่องยนต์พลังไฟฟ้าที่น้อยลง จึงไม่จำเป็นต้องมีตะแกรงระบายความร้อนขนาดใหญ่เหมือนรถยนต์ทั่วไป เปิดโอกาสให้วอลโว่ดีไซน์โลโก้แบรนด์เท่ๆ ขนาดใหญ่แปะตรงด้านหน้ารถได้อย่างลงตัว ส่วนเรื่องระบบความปลอดภัยนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะวอลโว่คือหนึ่งในแบรนด์ที่มีระบบความปลอดภัยในการขับขี่ดีที่สุดของโลก รถยนต์พลังไฟฟ้า 100% รุ่นแรกนี้จึงจัดเต็มด้านฟีเจอร์ช่วยการขับขี่เช่นเดียวกับรุ่นท็อปอื่น ๆ ของแบรนด์ เรียกว่าถอดทั้งระบบมาใส่ไว้ให้อุ่นใจไม่ต่างกัน
VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC จับมือกับ Google ในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการ Android Automotive OS เพื่อให้ผู้ขับใช้งานแอปต่างๆ ได้เหมือนกับบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็น Google Maps, Google Assistant และระบบสั่งงานด้วยเสียผ่านคำว่า “Hey Google” ในการควบคุมแอปเพื่อความบันเทิงต่าง ๆ อย่าง Sportify และแอปจาก Third party อื่น ๆ บน Google Plays และไหน ๆ จะออนไลน์ทั้งที วอลโว่จึงไปให้สุดด้วยการติดตั้งแอปพลิเคชัน Volvo on Call เพื่อการควบคุมการทำงานของรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน ตลอดจนค้นหาตำแหน่งของรถยนต์ได้อย่างรวดเร็วหากถูกโจรกรรม รวมถึงใช้ติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เรียบง่ายสไตล์สแกนดิเนเวียนถือเป็นซิกเนเจอร์ที่วอลโว่ภาคภูมิใจและในรถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นแรกนี้ก็ไม่ต่างกัน ยังคงมีการออกแบบที่สื่อถึงความเรียบหรูภูมิฐาน และแฝงกลิ่นอายสปอร์ตเบาๆ ให้ดูทันสมัยขึ้นในส่วนหลังคา ดิฟฟิวเซอร์ และล้ออัลลอยแบบใหม่ นับเป็นลูกเล่นที่ใส่มาอย่างพอดีไม่หลุดคอนเซ็ปต์รถหรูในแบบฉบับวอลโว่ โดยมีให้เลือก 7 โทนสี Denim Blue Metallic, Black Stone, Crystal White Pearl, Fusion Red Metallic, Thunder Grey Metallic, Glacier Silver Metallic และสีใหม่ล่าสุด Sage Green Metallic ที่เท่สุด ๆ
VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC เปิดตัวมาในราคาเริ่มต้นที่ 2.59 ล้าน สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและต้องการใช้พลังงานทดแทนเต็มรูปแบบ VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC ก็ถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อยเลย
