The new Mercedes-Benz S-Class หรูหรา ดุดัน และรักษ์โลก!
The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
การออกแบบภายนอกของ The new S-Class มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุก ๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร
เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตูทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู
ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด ผ่านประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง
เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้นและตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว
นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้วทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มทำให้หน้าจอดูบางเบาทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์และฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคนเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ
เบาะที่นั่งตอนหลังยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวดที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม
ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไวในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกด้านข้าง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ
ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลังให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย
ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกของการนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้าให้กับผู้โดยสารแถวหลัง ระบบ Parking Package with 360° camera ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศาที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย
รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลนหากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ
The new S-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่
Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท
Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท
พาชมคันจริง All New HAVAL H6 Hybrid SUV ประกอบไทย!
All New HAVAL H6 Hybrid SUV มีรูปโฉมที่ดูบึกบึนมีกลิ่นอายของรถยุโรปเพราะได้รับการออกแบบโดย ฟิล ซิมมอนส์ (Phil Simmons) ผู้มีประสบการณ์การออกแบบรถยนต์จากฝั่งยุโรปมาดำรงตำแหน่ง รองประธาน และหัวหน้าทีมออกแบบของเกรท วอลล์ มอเตอร์
ทำให้ All New HAVAL H6 Hybrid SUV มีการออกแบบตามหลักสุนทรียศาสตร์ โดยการใช้เส้นโค้งและลายเส้นที่เรียบง่าย ประณีต มีความพรีเมียม ล้ำยุค ความโดดเด่นของ ฮาวาล เฮช ซิก เริ่มด้วยด้านหน้าที่ให้ความรู้สึกหรูหราประณีตกระจังหน้าขนาดใหญ่เงาแวววาวดูมีเอกลักษณ์ รับเข้ากับไฟหน้าอัจฉริยะ Intelligent LED headlamp

เส้นสายรอบตัวรถที่มีเอกลักษณ์ดูบึกบึนหลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่ทำให้ดูพรีเมี่ยมราคาแพง แถบไฟท้าย LED taillight strip เป็นแถบพาดยาวจากซ้ายมาขวา ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ตัวรถมีขนาด กว้างคูณยาวถึง 1886 x 4653 มม. ความสูง 1724 มม. ระยะฐานล้อ 2738 มม. จึงนับว่ามีขนาดใหญ่กว่า C-SUV โดยทั่วไป
เมื่อเข้ามาดูภายในถึงกับต้องว้าวในความหรูหราลงตัวภายในมีการออกแบบเรียบง่ายโดยใช้สีแบบทูโทนสีที่เลือกใช้ก็ดูหรูหราอย่างสีโรสโกลด์ และสีแกรนด์เปียโนแบล็ค ที่เข้ากับโครเมียมและไฟ ambience light ได้เป็นอย่างดี แผงหน้าปัด Multi-Display แบบลอยตัว พร้อมจอ Infotainment ขนาดใหญ่ และจอแสดงผล
แบบ Head Up Display (HUD) แสดงภาพข้อมูลการขับขี่ได้อย่างครบครัน
พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Multi-Function แบบ 3 ก้าน เกียร์ไฟฟ้า Electronic shifter แบบปุ่มหมุ่นให้ความรู้สึกแตกต่างจากรถทั่วไปที่เราคุ้นเคย ช่องว่างเหนือเกียร์เป็นช่องชาร์จแบบไร้สาย Wireless charger เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติแบบคู่ พร้อมตัวกรอง CN95 และช่องแอร์ด้านหลัง เบาะคู่หน้าเป็นหนังสีทูโทนแบบปรับองศาด้วยไฟฟ้า
All New HAVAL H6 Hybrid SUV มีโหมดการขับขี่ที่หลากหลายด้วย GWM LEMON Hybrid ที่ประกอบไปด้วย 4 โหมดการขับขี่ได้แก่ โหมดมาตรฐาน / โหมดสปอร์ต / โหมดประหยัด / โหมดสภาพถนนลื่น เพื่อตอบสนองการขับขี่ในสภาพถนนที่แตกต่างกัน
ในด้านขุมพลัง All New HAVAL H6 Hybrid SUV มากับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร พร้อมเทอร์โบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ (VGT) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 243 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 530 นิวตัน-เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สำหรับความประหยัดนั้น All New HAVAL H6 Hybrid SUV ใช้เพลาขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์แบบ
Multi-mode DHT รองรับการขับขี่ตามความต้องการ ช่วยประหยัดน้ำมัน คลายความกังวลด้วยระบบเกียร์ไฮบริดรุ่นแรกที่มี 2 เกียร์ ที่ด้านเครื่องยนต์และอีก 1 เกียร์ที่ด้านมอเตอร์ขับเคลื่อน เพื่อรองรับการขับเคลื่อนที่หลากหลาย
All New HAVAL H6 Hybrid SUV อัดแน่นด้วยเทตโนโลยีอัจฉริยะมากมายที่จะมอบประสบการณ์ใหม่และทำให้การขับขี่เป็นเรื่องสนุกสำหรับทุกคนด้วย LIFE+ (LIFE PLUS) ระบบอัจฉริยะที่ตอบสนองความต้องการในทุกเส้นทางการขับขี่ ซึ่งประกอบไปด้วย
L: L2 ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Level 2 มาพร้อม 22 ฟังก์ชั่นอัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อาทิ
- ระบบช่วยจอดรถยนต์อัตโนมัติ Integration Auto Parking (IAP) 3 รูปแบบที่ทำงานผสานกับกล้อง 360 องศา และเซนเซอร์อัลตร้าโซนิค สามารถค้นหาที่จอดรถ ตรวจจับสิ่งกีดขวาง ค้นหาพื้นที่ว่างสำหรับจอดรถยนต์ โดยสามารถช่วยจอดได้ทั้งแบบการถอยเข้าช่องจอด / การจอดขนานข้างทาง / และการจอดตามแนวเฉียง
- ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ Auto Reversing Assistance (ARA) โดยระบบจะสามารถจดจำเส้นทางเมื่อรถขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถถอยหลังกลับตามเส้นทางเดิมได้ในระยะทาง 50 เมตร
- ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง Wisdom Dodge System (WDS) โดยระบบจะช่วยตรวจจับรถบรรทุกและรถขนาดใหญ่ เพื่อควบคุมให้รถยนต์รักษาระยะห่างจากรถบรรทุก โดยหลังจากวิ่งผ่านรถบรรทุกแล้ว รถยนต์จะกลับเข้าสู่กลางเลนตามปกติ
ทั้ง 3 ระบบถือเป็นระบบความปลอดภัยที่มีอยู่ในรถยุโรประดับพรีเมียม นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะอีกมากมายอาทิเช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบ Adaptive Cruise Control (ACC) ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่จะระบุเส้นทางด้านหน้าของตัวรถ ไปพร้อมกับประสานการทำงานของระบบเบรกและระบบควบคุมเครื่องยนต์ เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถยนต์คันหน้า และระบบช่วยหยุดรถยนต์และออกตัว (stop-and-go)
ระบบแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา 360 ° Surrounding camera ด้วยการใช้กล้องรอบทิศทางความละเอียดสูงระดับสี่ล้านพิกเซลในการแสดงภาพรอบตัวรถยนต์สามารถมองเห็นสภาพถนนรอบตัวรถได้อย่างง่ายดายหรือเมื่อต้องขับขี่รถยนต์ในถนนที่แคบหรือที่จอดรถ
I: Intelligence V3.5 ระบบอัจฉริยะที่ช่วยสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ ระบบโต้ตอบด้วยเสียง (Voice Interaction) ระบบอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะ (Intelligent Internet) รวมไปถึงระบบหน้าจออัจฉริยะ ที่ช่วยให้เชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลการเดินทางได้อย่างชาญฉลาด
F: FOTA ระบบการอัปเกรดโปรแกรมออนไลน์ สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการอัปเกรด Firmware ได้เองผ่านระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเอารถเข้าศูนย์บริการ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการขับขี่อัจฉริยะต่างๆ ระบบขับเคลื่อน และระบบส่งกำลัง
E: EYE Q4 ชิปอัจฉริยะที่ประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น สามารถประมวลผลภาพจากกล้องหลายตัวได้ในเวลาเดียวกัน และยังสามารถรักษาเสถียรภาพในการทำงานได้ดีหากมีการชนหรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
เครือข่ายและการให้บริการ
เกรท วอลล์ มอเตอร์ วางแผนเปิด Partner Store ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งผู้บริโภคจะได้พบกับโชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 17 แห่งทั่วประเทศ โดยครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพและปริมณฑล 8 แห่ง / ชลบุรี 3 แห่ง / ระยอง 1 แห่ง / เชียงใหม่ 1 แห่ง / ขอนแก่น 1 แห่ง / นครราชสีมา 1 แห่ง / สงขลา 1 แห่ง / ภูเก็ต 1 แห่ง และมีแผนที่จะเปิด Partner Store รวมไปถึงเปิด GWM Store ซึ่งเป็นโชว์รูมของเกรท วอลล์ มอเตอร์ รวมทั้งสิ้นกว่า 30 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้

3 งานคัสตอม BMW R 18 สุดเก๋า…จนลืมร่างเดิม!
วันนี้เราจะชวนเพิ่อนๆ ไปส่องงานคัสตอมจาก 3 สำนักแต่งมอเตอร์ไชค์ชั้นนำระดับโลก ที่โดดเด่นแตกต่างกันตามสไตล์ของสำนัก มาดูกันว่าแต่ละสำนักจะเอามอเตอร์ไซค์ BMW R 18 ครุยเซอร์ตระกูลเฮอริเทจจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไปปรับโฉมเป็นลุคใหม่สะดุดตามากขึ้นขนาดไหน
มาที่คันแรกกันเลยคันนี้เป็นงานที่คอลแลปส์กันระหว่าง BMW Motorrad กับสำนักแต่งชื่อดังจากแดนเบียร์ประเทศเยอรมัน Kingston Custom BMW R 18 คันนี้มาในคอนเซ็ป “Spirit of passion” ที่โดดเด่นสะดุดตาด้วยชุดแฟริ่งหัวกระสุนดำมัน พร้อมลูกเล่นที่สะท้อนความเป็น BMW ด้วยช่องลมไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของกระจังหน้ารถยนต์ BMW ความพิเศษของงานนี้คือไม่มีการดัดแปลงแก้ไขเฟรมเดิมของรถเลยแม้แต่น้อย เพราะดีไซเนอร์บอกว่า งานเส้นสายเดิมทำมาเพอร์เฟกต์อยู่แล้ว!…ไม่ได้ขี้เกียจนะเออ
คันที่สองจากสำนัก Bernhard Naumann จากแดนจิงโจ้ ประเทศออสเตรเลีย คัสตอม BMW R 18 ให้ดูแตกต่างอย่างมีสไตล์และตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า Blechmann R 18 ที่โดดเด่นด้วยแฟริ่งที่สร้างขึ้นใหม่สไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ให้ความรู้สึกพุ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างทรงพลัง สะกดทุกสายตาตั้งแต่ครอบไฟหน้าไปจนถึงเบาะหนังสีน้ำตาลที่ปรับทรงใหม่ให้ดูสปอร์ต ทำให้รถดูมีสัดส่วนชัดเจนสวยงามลงตัวมากยิ่งขึ้น
คันสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดที่เราเอามาให้ดูกันเป็น BMW R 18 จากสำนัก Roland Sands ที่ปรับโฉมเจ้า BMW R 18 ให้กลายเป็นจ้าวทางตรง ด้วยการปรับเฟรมรถและใส่องค์ประกอบรายละเอียดต่างๆ ให้เหมาะกับการแข่งแดร็กอย่างการยกระบบเบรคของสิงห์ทางเรียบ BMW S 1000 RR ซูเปอร์ไบค์สายแข่งส่งผลให้ได้ R 18 Dragster ที่มีลุคใหม่แต่ยังคงความเท่คลาสสิคของเครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ไว้อย่างลงตัว
จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายสำนักที่เอาเจ้า BMW R 18 ไปปรับโฉมด้วยสาเหตุที่ว่ามอเตอร์ไซค์คันนี้เอาไปแต่งเป็นสไตล์ไหนก็เท่สำนักแต่งต่างๆ เลยสามารถใส่จินตนาการได้แบบจัดเต็ม ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับตัวรถ BMW R18 ซึ่งออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ มาให้ถอดง่ายเหมือนตั้งใจให้เอาไปคัสตอมเล่นกัน สำหรับ R 18 สืบสานการออกแบบมาจาก R 5 มอเตอร์ไซค์ที่ได้รับยกย่องว่าสวยที่สุดตลอดกาล โดยคงเอกลักษณ์การออกแบบที่เรียบง่ายบนตัวถังสีดำ แต่งขอบโครเมียมเงา ถังนํ้ามันทรงหยดนํ้า ท่อไอเสียทรงหางปลา ไฟหน้าทรงกลม และที่สำคัญคือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่
อ่านมาถึงตรงนี้สำนักคัสตอมบ้านเราเก่งๆ หลายสำนักน่าจัดมาเล่นสักคันให้โลกตะลึง…จัดไป www.bmw-motorrad.co.th
Audi RS 6 Avant วาก้อนตัวแรง 600 ม้า!
Audi RS 6 Avant มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid (MHEV) แบบ V8 Twin-Turbo ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง เกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 จังหวะ 600 แรงม้าแรงบิด 800 นิวตันเมตร 0-100 กม/ชม ใน 3.6 วินาที พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro with sports differential Audi RS 6 Avant ยังติดตั้ง ระบบ All-wheel steering ซึ่งช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วและลดรัศมีวงเลี้ยวในขณะใช้ความเร็วต่ำ
เติมเต็มดีเอ็นเอความสปอร์ตด้วยระบบเบรก RS พร้อมตกแต่งคาลิปเปอร์เบรกสีแดง อีกทั้งยังสะดวกสบายไร้กังวลในการขับขี่ด้วยช่วงล่างสมรรถนะสูง RS Sports พร้อมระบบ Dynamic Ride Control (DRC) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถให้คมชัดมากยิ่งขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่แบบไดนามิก ช่วยในการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมแม้เข้าโค้งอย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับ Audi drive select เลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือจะซิ่งสนุกกับ “RS MODE” ก็ทำได้ง่ายดาย
สำหรับชุดแต่งใน Audi RS 6 Avant นั้นก็จัดเต็มอารมณ์สปอร์ตกับชุดแต่งภายนอกแบบ Glossy Black RS รอบคัน สัญลักษณ์ Audi Rings สีดำเงา ไฟหน้าแบบ HD Matrix พร้อมไฟ Audi laser ซึ่งเป็นไฟหน้ารุ่นท๊อปของอาวดี้ลำแสงคมชัด ส่องสว่างสูงกว่าไฟ LED ปกติถึง 2 เท่า สามารถลดและหลบหลีกแสงรบกวนแก่เพื่อนร่วมทาง เพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งรถที่สวนทางและรถคันที่อยู่ด้านหน้า ขณะที่เอฟเฟกต์ไฟด้านหน้าและด้านหลัง (Light staging) เพิ่มความโดดเด่นสะดุดตาทั้งกลางวันและกลางคืน

อีกความเร้าใจใน Audi RS 6 Avant คือ ท่อไอเสีย RS Sport ขนาดใหญ่รูปทรงวงรีที่พร้อมเสียงคำรามจากเครื่อง V8 Twin-Turbo อย่างสนั่น พร้อมเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้คุณทันทีที่ก้าวขึ้นรถเสมือนนักแข่งตัวจริง
Audi RS 6 Avant ได้รับการออกแบบภายในแบบลุคสปอร์ตพรีเมียมเรียบหรู เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona แบบ RS Sports พร้อมสัญลักษณ์ RS เดินด้ายสีแดงรอบคัน พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัด และคันเกียร์หุ้มหนัง Alcantara สีดำ ห้องโดยสารตกแต่งด้วยลาย Carbon Twill Structure คมเข้ม พรมในห้องโดยสารด้านหน้าสีดำด้ายสีแดงพร้อมสัญลักษณ์ RS จอแสดงผลการขับขี่ Virtual Cockpit plus ความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว แบบ 3 มิติ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลในขณะการขับขี่ง่ายเพียงแค่กดปุ่ม “view” บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอแบบ RS แสดงผลแบบสปอร์ตเช่นเดียวกับมาตรวัดของรถแข่ง จอแสดงผล MMI Navigation plus ด้วยปลายนิ้วสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว มาพร้อมกล้อง 360 องศา
สมรรถนะแบบรถแข่งกับการใช้งานที่ลงตัว เป็นอีกความโดดเด่นที่ลือเลื่องของ Audi RS 6 Avant ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางให้ความสะดวกสบายทำให้ Audi RS 6 Avant เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์การเดินทางท่องเที่ยวอย่างสนุก มั่นใจ และรื่นรมย์ไปกับหลังคาพาโนรามิคที่สามารถเปิดรับลมและแสงสว่างเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยของ Audi RS 6 Avant นั้นถือว่าล้ำหน้ามากๆ โดยช่วงล่างเป็นแบบ RS Sports ตอบสนองได้อย่างใจสั่ง ระบบบังคับเลี้ยวทั้งสี่ล้อ (All-wheel steering) ให้วงเลี้ยวที่แคบลงในความเร็วต่ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวในความเร็วสูงอย่างปลอดภัยไร้กังวล พร้อมระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม อาทิ Head up display ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุแบบพื้นฐาน (Audi pre sense basic) ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross-traffic assist)
Audi RS 6 Avant มีให้เลือกตามมาตรฐานถึง 7 เฉดสี คือ Floret silver metallic, Glacier white metallic, Mythos black metallic, Daytona grey pearl effect, Nardo grey solic, Ultra blue metallic, Tango red metallic พร้อมมีสีพิเศษแบบด้านให้เลือกอีก 4 สี คือ Floret silver matte effect, Glacier white matte effect, Daytona grey matte effect และ Nardo grey matte effect โดยเปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมอาวดี้ ทั่วประเทศ ในราคาพิเศษสุดช็อกเพียง 9.89 ล้านบาท
สำหรับลูกค้าที่สนใจยลโฉม Audi RS 6 Avant แต่ไม่อยากเดินทางมาโชว์รูม สามารถติดต่อขอรับบริการ Chat & Shop โดยดูรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ ช่องทางออนไลน์ หรือสอบถามส่วนงานบริการลูกค้าประจำโชว์รูมและศูนย์บริการอาวดี้ทุกแห่ง รวมถึงโชว์รูมและศูนย์บริการอาวดี้ แห่งใหม่ ถนนราชพฤกษ์ และจังหวัดอุดรธานี
คุณกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า ตามแผนกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อให้แบรนด์ Audi ขยับเข้าไปนั่งในใจลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว อาวดี้ไม่รีรอที่จะนำยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด มาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี และการออกแบบที่ก้าวล้ำ โดนใจ สปอร์ต หรูหรา ทั้งภายในภายนอก โดยเฉพาะยนตรกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูงในตระกูล RS ที่อาวดี้ได้ทยอยนำเข้ามาทำตลาดอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดอาวดี้ได้นำ Audi RS 6 Avant รถสปอร์ตสมรรถนะสูง ดีไซน์เฉียบคม สมบูรณ์แบบ โดดเด่นและเหนือกว่าด้วยพลังแรงเร้าใจ พร้อมการใช้งานที่สะดวกสบายมาเปิดตัวพร้อมเปิดรับจองทันที โดยมั่นใจว่าจะสร้างอีกปรากฏการณ์ใหม่และชี้เทรนความต้องการของลูกค้ากับยนตรกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูงตระกูล RS ได้เป็นอย่างดี
*********
Audi เป็นรถยนต์นำเข้าทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่อยู่ที่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการ ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. และในวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่
· Audi Centre Thailand 02-765-8888
· Audi New Petchburi 02-023-4888
· Audi Pattaya 038-197-888
· Audi Phuket 076-646-666
· Audi Service Chiang Mai 052-081-188
· Audi Service Ratchapruek 02 034 5888
· Audi Udornthani 093-161-5588
พันธมิตรศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดฯ รวมพลังคนรุ่นใหม่ เปิดโครงการเยียวยาโควิด-19 ปี 2
กลุ่มองค์กรพันธมิตรศูนย์ FREC ได้กลับมาสานต่อโครงการ COVID Relief Bangkok ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อส่งมอบอาหารและสิ่งของจำเป็นให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ โดยตั้งเป้ามอบความช่วยเหลือเบื้องต้นให้กว่า 10,000 ครอบครัว
“ปีที่แล้ว โครงการ COVID Relief Bangkok ได้นำความช่วยเหลือจากการระดมทุน พลังของอาสาสมัคร และสิ่งของที่ได้รับบริจาคจากประชาชนและบริษัทต่างๆ ไปส่งมอบให้แก่ครอบครัวจำนวนกว่า 32,000 ครอบครัว คิดเป็นมื้ออาหารถึงหนึ่งล้านมื้อ อีกทั้งยังมีชุดสุขอนามัยจำนวนหลายพันชุด ซึ่งประกอบไปด้วย หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สบู่ และอื่นๆ” นายเสกสรร รวยภิรมย์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสติ หนึ่งในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ร่วมกับศูนย์ FREC ริเริ่มโครงการนี้ กล่าว
“ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงในขณะนี้ เราเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องกลับมาส่งมอบความช่วยเหลือให้กับชุมชนอีกครั้ง เนื่องจากมีครอบครัวจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก”
ในการดำเนินการโครงการ COVID Relief Bangkok รอบแรก พันธมิตรศูนย์ FREC ได้เข้าไปช่วยเหลือชุมชนต่างๆ เป็นระยะเวลานานถึง 6 เดือนโดยได้ส่งมอบความช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่เขตประชากรที่มีรายได้ต่ำในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น 22 แห่ง ส่วนการดำเนินการในรอบที่สองซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ มีเป้าหมายที่จะเข้าไปยังพื้นที่เดิมอีกครั้ง โดยจะเป็นการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนเพื่อนำข้าวสารและอาหารกระป๋องที่ได้รับบริจาคไปมอบให้กับครอบครัวต่างๆ มากกว่า 10,000 ครอบครัว
“การนำสิ่งของบริจาคไปมอบให้ถึงมือผู้ที่ขาดแคลนได้อย่างปลอดภัยคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด” ดร. พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยชุมชนเมือง หรือ USL หนึ่งในผู้จัดตั้งโครงการ COVID Relief Bangkok เผย “เราได้คิดค้นแผนที่กลุ่มผู้เปราะบาง หรือ Vulnerability map เพื่อช่วยในการระบุชุมชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเครื่องมือนี้จะจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่แจกจ่ายสิ่งของโดยใช้ข้อมูลเชิงประชากร เช่น อายุ ระดับรายได้ ความหนาแน่นประชากร และการจ้างงานมาพิจารณา”
ด้วยการระบุข้อมูลจากแผนที่กลุ่มผู้เปราะบางของ USL ทำให้โครงการ COVID Relief Bangkok ได้เข้าไปส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่ชุมชนจำนวนมากที่มีรายได้ครัวเรือนน้อยกว่า 15,000 บาท โดยชุมชนส่วนใหญ่มีประชากรสูงวัยอยู่มาก ซึ่งผู้ปฏิบัติงานได้ให้การดูแลครอบครัวจำนวนมากที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นพิเศษ เนื่องจากในบางครั้งสถานะของพวกเขาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือจำนวนมากก็ทำงานที่ต้องพึ่งพิงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในช่วงของการแพร่ระบาดจึงพบการถูกเลิกจ้างงานจำนวนมาก
เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย ศูนย์ FREC จะทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมสิ่งของช่วยเหลือก่อนจะนำไปส่งมอบตามพื้นที่เป้าหมายซึ่งจะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำชุมชน อาทิ กลุ่ม อสม. เข้าร่วมดำเนินการแจกจ่ายตามแนวทางที่จะช่วยลดการติดต่อใกล้ชิดระหว่างกัน
“เมื่อเราได้ข้อมูลแล้วว่าพื้นที่ใดต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะทำงานโดยตรงกับหนึ่งใน 62 ศูนย์สุขภาพชุมชนของกรุงเทพฯ” นายเสกสรร เพิ่มเติม “เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่มาจากชุมชนนั้นๆ จะทราบดีว่าครอบครัวไหนกำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ศูนย์สุขภาพชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญในการนำสิ่งของบริจาคไปส่งมอบได้อย่างปลอดภัย”
โครงการ COVID Relief Bangkok เป็นการทำงานร่วมกันของกลุ่มองค์กรพันธมิตรที่นำความชำนาญในแต่ละด้านมาเสริมการทำงานในแต่ละหน้าที่ โดยมูลนิธิสติจะทำหน้าที่ในการสื่อสารระดมทุนและระดมกำลังจากพันธมิตรอย่าง SocialGiver ซึ่งเป็นเว็บไซต์ระดมทุนให้โครงการเพื่อสังคม รวมถึงการสนับสนุนจาก BrandThink ซึ่งเป็นเอเจนซี่ที่ให้บริการที่ปรึกษาการสื่อสารเพื่อสังคม
ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง หรือ USL ได้ใช้ความเชี่ยวชาญในการจัดลำดับความสำคัญของแหล่งชุมชนและจัดตั้งเครือข่ายกับศูนย์สุขภาพเมืองทั้ง 62 แห่ง ขณะเดียวกัน มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ หรือ SOS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการอาหารส่วนเกินคุณภาพดีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็ได้นำประสบการณ์ความชำนาญ และจัดหารถบรรทุกมาช่วยบริหารจัดการการขนส่งอาหาร
Bangkok 1899 หน่วยงานที่นำโดยกลุ่มสตรีและมุ่งเน้นการทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างความยั่งยืน ได้ระดมพลังจากเครือข่ายในการจัดหาอาสาสมัครจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีหน่วยงาน Precious Plastic Bangkok ที่ทำงานด้านการรีไซเคิลพลาสติก เข้ามาช่วยเพิ่มการรับรู้ให้แก่ประชาชนในการแยกแยะข้อมูลเท็จและเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้โครงการดำเนินไปได้อย่างสอดคล้องกับการดำเนินงานหลักของทางรัฐบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข 20 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ใน ศูนย์ FREC ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทีมแพทย์และอาสาสมัครไปยังศูนย์ต่างๆ ในทุกเขตที่มีการดำเนินโครงการ
มร. สก็อตต์ ชาง ผู้อำนวยการกองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ฟอร์ด ฟันด์) ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “ในช่วงที่ฟอร์ดเปิดศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ FREC ในเดือนตุลาคม 2562 เราได้ทำงานร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อสังคมที่มีความเชี่ยวชาญผ่านการระดมทักษะและความชำนาญอันหลากหลายของแต่ละองค์กร ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกรุงเทพฯ กลุ่มองค์กรพันธมิตรของเราได้ทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับจัดตั้งช่องทางรับบริจาคและสร้างกระบวนการจัดส่งที่ไม่ซับซ้อน มีกลยุทธ์ และปลอดภัย”
นับตั้งแต่ที่ได้เริ่มดำเนินโครงการมาในเดือนมีนาคมปี 2563 โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ผู้มีชื่อเสียง บริษัทเอกชน และหน่วยงานรัฐบาล รวมแล้วกว่า 11 ล้านบาท
ในการทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตร ฟอร์ดมีบทบาทสำคัญในการระดมความช่วยเหลือทั้งจากพนักงานของบริษัท และพันธมิตรคู่ค้าของฟอร์ด นอกจากการช่วยเหลือด้านเงินทุนผ่านศูนย์ FREC แล้ว ฟอร์ดยังได้จัดเตรียมรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นพาหนะในการนำส่งสิ่งของ ในปีที่ผ่านมา หนึ่งในพันธมิตรคู่ค้าหลักของฟอร์ดได้สนับสนุนหน้ากากป้องกันใบหน้าจำนวนมากให้กับโครงการเพื่อนำไปจัดทำ “ชุดส่งมอบความห่วงใย” (care package) นอกจากนี้ พนักงานอาสาสมัครฟอร์ดยังได้เข้าร่วมจัดเตรียมและนำส่งสิ่งของช่วยเหลือไปยังชุมชนอีกด้วย
โครงการ COVID Relief Bangkok ระยะที่สองจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยทีมงานวางแผนที่จะส่งมอบความช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งกำลังขาดแคลนและต้องการความช่วยเหลือเป็นจำนวนกว่า 10,000 ครอบครัว ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการสนับสนุน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.socialgiver.com โดยโครงการยินดีรับบริจาคข้าวสาร นมกล่อง และอาหารกระป๋องเพื่อเป็นการสนับสนุนภารกิจนี้
BMW Motorrad ฉลองครบรอบ 40 ปี GS ส่ง R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS พิเศษ 34 คันในไทย!
โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มาในสีเหลืองตัดกับสีดำ พาย้อนเวลากลับสู่รุ่น R 100 GS ในตำนาน เสริมประสิทธิภาพด้วยเครื่องยนต์
บ็อกเซอร์สองสูบพร้อมเทคโนโลยี ShiftCam ใหม่และโหมดการขับขี่แบบ Pro เพื่อปลดล็อคความเพลิดเพลินในทุกสภาวะการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS ผลิตมาในจำนวนจำกัดเพียง 34 คัน และพร้อมให้นักบิดไทยเตรียมผจญบนทุกเส้นทางไปพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจคันใหม่สุดพิเศษแล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทั่วประเทศ
มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “จิตวิญญาณแห่ง GS ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1980 กับการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ R 80 G/S ซึ่งนับเป็นรถ dual-sport รุ่นบุกเบิกที่พร้อมออกผจญภัยทั้งออนโรดและออฟโรด และจวบจนวันนี้ กว่า 40 ปีให้หลัง มอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS ได้กลายมาเป็นตำนานสำหรับแฟน ๆ ทั่วโลก และเราก็ยังคงสร้างความสำเร็จครั้งใหม่อย่างต่อเนื่องในเซกเมนต์นี้
ในวันนี้ เราได้เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS ซึ่งมาในลุคสีเหลืองดำแบบผึ้งบัมเบิลบีอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น R 100 GS ในตำนาน โดยเราได้เติมความล้ำสมัยทั้งในด้านพละกำลังและการควบคุมเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์ นอกจากรุ่นพิเศษใน R Series ที่เราเปิดตัวในวันนี้แล้ว เรายังมีมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS อีกมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักบิดชาวไทย
ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้นอย่าง G 310 GS ตลอดไปจนถึง F Series ยอดฮิตอย่าง F 750 GS, F 850 GS และ F 850 GS Adventure รวมทั้งบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS และในตลอดทั้งปีนี้ เรายังได้เตรียมรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่และกิจกรรมที่เร้าใจอีกมากมาย เพื่อนำการผจญภัยครั้งใหม่มาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้าชาวไทยไปพร้อม ๆ กัน”
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS สืบทอดเอกลักษณ์ของ GS ที่เป็นมอเตอร์ไซค์คู่ใจพร้อมลุยทั้งทางวิบากและบนถนน พกพาขุมพลังเครื่องยนต์ลูกสูบนอน 2 สูบ ขนาด 1,254 ซีซี ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที เสริมประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่ส่งกำลังเติมให้เครื่องยนต์นุ่มนวลและโลดแล่นได้อย่างราบรื่นในทุกย่านความเร็ว อีกทั้งยังประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลภาวะได้มากกว่าที่เคย
ในสภาวะการขับขี่ที่มีความท้าทาย บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS ยังมอบความปลอดภัยเพื่อสร้างความอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบ Dynamic Traction Control พร้อมโหมดการขับขี่แบบ Pro ที่ครอบคลุมสไตล์การขับขี่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Eco, Rain, Road, Dynamic, Dynamic Pro, Enduro และ Enduro Pro ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบเบรก BMW Motorrad Integral ABS Pro ที่ช่วยให้ชะลอความเร็วรถได้อย่างปลอดภัยแม้บนทางโค้งหรือทางลาดเอียง ทำงานควบคู่กับระบบช่วยออกตัวในทางลาดชันแบบ Pro (Hill Start Control Pro) และระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า (Dynamic ESA) เพื่อความปลอดภัยและสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดสำหรับทุกสภาพถนนและสไตล์การขับขี่
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS ยังมาพร้อมเทคโนโลยีที่พามอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษนี้ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาสู่ยุคปัจจุบัน ด้วยอุปกรณ์ทันสมัยมากมาย เช่น ไฟหน้า Adaptive LED และระบบไฟแบบใหม่ มาพร้อมไฟ Cruising ซึ่งจะเปิดไฟเลี้ยวด้านหน้าทั้งสองแบบหรี่ไว้ตลอดเวลา เพิ่มความโดดเด่นสะดุดตาบนท้องถนน ขณะที่ไฟท้าย LED แบบ multifunctional สามารถสลับระหว่างไฟกระพริบสีเหลือง ไฟเบรกสีแดง และไฟท้ายส่องสว่างได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของรถผ่านจอแสดงผลสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) และระบบ Keyless Ride
ไฮไลท์ที่สร้างความพิเศษให้แก่บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS คือดีไซน์สะดุดตาในสไตล์ “ผึ้งบัมเบิลบี” จากสีดำ Black Storm Metallic ตัดกับสีเหลืองสดใส ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบีเอ็มดับเบิลยู R 100 GS บ่งบอกเอกลักษณ์รุ่นพิเศษด้วยสติกเกอร์ “40 years GS” ด้านหน้ารถ แฮนด์การ์ดสีเหลืองและเบาะ Rallye แบบต่ำ สไตล์ Option 719 ในสีเหลืองตัดดำ สร้างความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครให้แก่ดีไซน์ของ Edition 40 Years GS สมรรถนะในการลุยออฟโรดยังเติมเต็มด้วยล้อซี่ลวดลาย Cross Spoke
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS พร้อมให้เป็นเจ้าของที่ราคา 1,174,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังพร้อมให้ลูกค้าชาวไทยออกผจญภัยครั้งใหม่ไปพร้อมกับมอเตอร์ไซค์ R 1250 GS ในรุ่นต่าง ๆ ดังนี้

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ
Earth Day Pack คอลเลคชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดจาก ASICS
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายไหน สายสปอร์ต ที่ชื่นชอบการวิ่ง การออกกำลังกาย หรือจะสายสตรีท สายแฟชั่น ที่มีใจรักในการแต่งตัว รองเท้าก็เป็นหนึ่งในไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยเพื่ออัพเลเวลกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ หรือช่วยในการคอมพลีทลุคของคุณ แต่การจะผลิตรองเท้าหนึ่งคู่นั้นก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน การมองหารองเท้าคู่ใจสักคู่ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกันก็เป็นสิ่งที่กำลังเป็นที่ต้องการ วันนี้ ASICS จึงได้เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “Earth Day Pack” กับคอลเลคชั่นเสื้อผ้าและรองเท้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเอาใจสายรักษ์โลก
Earth Day Pack เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดที่ถือว่าเป็นมิตรกับโลกมากที่สุดของแบรนด์ ASICS เลยทีเดียว โดยใช้วิธีการผลิตแบบหมุนเวียนจากขยะสิ่งทอประมาณ 5 ตันซึ่งเทียบเท่ากับเสื้อยืด 25,000 ตัวที่นำมารีไซเคิลเป็นรองเท้าใหม่ที่สวยงามแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในคอลเลคชั่นนี้ก็จะมีรองเท้าสุดฮิตมากมายจากหลากหลายแคทากอรี่ ทั้งสาย Performance อย่างรองเท้าวิ่ง ได้แก่ GEL-NIMBUS™ 23, GLIDERIDE™ 2, GT-1000™ 10, รองเท้าเทนนิส GEL-RESOLUTION™ 8 และสายแฟชั่น Sportstyle ได้แก่ TARTHER™ BLAST, GEL-LYTE III OG™ และ SKYCOURT™ รวมถึงเสื้อผ้าอีกมากมาย โดยรองเท้าทั้งหมดในคอลเลคชั่นนี้จะมีไอคอนดอกทานตะวันที่ดีไซน์ขึ้นเป็นพิเศษซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการปกป้องรักษาโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไป
รองเท้ารักสิ่งแวดล้อม Earth Day Pack นั้นก็ช่วยลดทรัพยากรการผลิตจากวัสดุที่ทำ ที่แผ่นรองพื้นรองเท้าก็ได้รับการพัฒนาโดยการใช้เทคโนโลยีการประหยัดทรัพยากรที่เรียกว่า การย้อมสีเมื่อเป็นของเหลว (solution dyeing) ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน CO2 ได้ถึง 45% และลดการใช้ทรัพยากรน้ำได้ประมาณ 33% เมื่อเทียบกับกระบวนการย้อมสีทั่วไป
คุณยาสุฮิโตะ ฮิโรตะ (Yasuhito Hirota) ประธานบริหารและประธานฝ่ายปฏิบัติการของ ASICS กล่าวว่า “นับตั้งแต่ก่อตั้งในปีค.ศ. 1949 จุดประสงค์ของ ASICS คือช่วยให้ผู้คนมีจิตใจที่ดีพร้อมๆ กับร่างกายที่แข็งแรง (a sound mind in a sound body) แต่เพื่อสิ่งนั้นพวกเขาต้องการโลกที่น่าอยู่และบรรายากาศที่ดีในการออกกำลังกาย นั่นคือเหตุผลที่เรามุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรักษาภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 1.5 ℃ กล่าวกันว่าได้มีการนำขยะจากสิ่งทอเพียง 1% ของโลกเท่านั้นที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ในขณะที่เครื่องแต่งกายกว่า 70% ถูกนำไปฝังกลบหรือเผาในเตาขยะ ด้วยการคิดค้นกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องในทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ของเรา เราจึงสามารถช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกได้”
เรื่องราวความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่เบื้องหลังของคอลเลคชั่น Earth Day Pack ได้รับการออกแบบให้มีชีวิตชีวามากขึ้น โดยแต่ละรุ่นก็จะมีโลโก้ดอกทานตะวัน กราฟิกลวดลายเมล็ดพันธุ์ที่ซับซ้อนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ ASICS ในความตั้งใจที่จะปลูกเมล็ดพันธุ์เพื่ออนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ลูกศรสองอันตรงกลางเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย
Earth Day Pack ถือเป็นการเปิดตัวคอลเลคชั่นรักษ์โลกในลำดับถัดมาจากคอลเลคชั่น Sunrise Reborn Pack เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งผลิตมาจากเสื้อผ้ารีไซเคิลที่ถูกรวบรวมมาจากประเทศญี่ปุ่นนั้นเอง โดยยังได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแบบเดียวกันในการสร้างเครื่องแต่งกาย และรองเท้ารีไซเคิลสำหรับทีมญี่ปุ่น เพื่อใส่ในระหว่างการแข่งขันในกีฬาระดับนานาชาติอีกด้วย
**********
GEL-NIMBUS™ 23 ราคา 6,500 บาท
GLIDERIDE™ 2 ราคา 5,900 บาท
GT-1000™ 10 ราคา 3,700 บาท
GEL-RESOLUTION™ 8 ราคา 5,700 บาท
TARTHER™ BLAST ราคา 4,200 บาท
GEL-LYTE III™ OG ราคา 4,200 บาท
SKYCOURT™ ราคา 3,500 บาท
***********
และพิเศษสุดๆ กับส่วนลดสินค้า 10%* สำหรับ นักเรียน นักศึกษา เพียงแค่โชว์บัตรนักเรียน-นักศึกษา ที่ ASICS Store ทุกสาขา ตลอดทั้งปี 2021 *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด
เนลสัน ออโต้เฮ้าส์ ชลบุรี เสริมศักยภาพการบริการด้วยศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานบีเอ็มดับเบิลยู!
ศูนย์บริการ BMW Certified Body and Paint Center แห่งใหม่ พร้อมให้บริการด้วยเทคนิคการซ่อมตัวถังครบวงจรและนวัตกรรมระบบพ่นสีที่ทันสมัยถึง 24 ช่องซ่อม แบ่งเป็นช่องซ่อมงานเบา จำนวน 6 ช่อง ช่องซ่อมงานกลาง จำนวน 4 ช่อง ช่องซ่อมงานหนักรวมแท่นดึงตัวถัง Car-O-Liner 4 ช่อง ช่องรื้อประกอบ 4 ช่อง ช่องเตรียมพื้น 4 ช่อง และช่องซ่อมงานขัดสีจำนวน 2 ช่อง
พร้อมด้วยห้องอบพ่นสีจำนวน 2 ห้อง โดยเป็นเครื่องอบแบบแขน IR Infrared Nova Verta 1 ห้อง โดยศูนย์บริการแห่งนี้เลือกใช้ระบบสีสูตรน้ำตามมาตรฐานสากลของบีเอ็มดับเบิลยูที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเครื่องมือพิเศษที่สามารถซ่อมรถยนต์ที่เสียหายหนัก ทั้งยังสามารถรองรับการให้บริการซ่อมและพ่นสีรถยนต์ได้มากถึง 200 คันต่อเดือน
นอกจากนี้ เนลสัน ออโต้เฮ้าส์ ยังผนึกกำลังกับพันธมิตรผู้ให้บริการด้านประกันภัยชั้นนำ เพื่อให้การพิจารณาอนุมัติการซ่อมรถยนต์เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศักยภาพอันเหนือชั้นเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูทุกราย และตอกย้ำความไว้วางใจในฐานะผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการของเนลสัน ออโต้เฮ้าส์
ในฐานะผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการรายล่าสุดของบีเอ็มดับเบิลยู เนลสัน ออโต้เฮ้าส์ ได้นำความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ มาขับเคลื่อนการมอบบริการที่เหนือระดับให้กับลูกค้ามายาวนานกว่า 20 ปี และยังพร้อมต่อยอดพัฒนาศักยภาพอย่างไม่หยุดยั้งผ่านนวัตกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ one-stop service ที่มอบความสะดวกสบาย รวดเร็ว ครบวงจร และบริการบำรุงรักษารถยนต์ชั้นเลิศด้วยอะไหล่แท้คุณภาพจากบีเอ็มดับเบิลยู
ลูกค้าสามารถนัดเวลาเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ www.bmw.co.th หรือติดต่อ เนลสัน ออโต้เฮ้าส์ ชลบุรี ได้ที่เบอร์ 038-288-856
เผยโฉมที่ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียน McLaren Artura ซูเปอร์คาร์ไฮบริด!
All-new McLaren Artura ซูเปอร์คาร์ซีรี่ส์ไฮบริดรุ่นแรกของแมคลาเรนออโตโมทีฟที่ขึ้นสายการผลิตและทำตลาดต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการด้วยการหลอมรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 50 ปี จากการพัฒนา Racing Car สู่ Road Car พร้อมนำเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัย ระบบไฮบริดชั้นสูงเพื่อถ่ายทอดสมรรถนะที่สมบูรณ์แบบให้ถึงมือผู้ขับขี่
แมคลาเรนทั่วโลก โดยการออกแบบและการผลิตโครงสร้าง มีขึ้นที่ศูนย์ McLaren Composites Technology Center (MCTC) เมืองเชฟฟิล ประเทศอังกฤษ ที่แมคลาเรนลงทุนไปกว่า 2,200 ล้านบาท
สำหรับ McLaren Artura เป็นยนตรกรรมรุ่นแรกที่ใช่แพลตฟอร์มใหม่ McLaren Carbon Lightweight Architecture (MCLA) พร้อมโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา ที่ประกอบขึ้นด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และอลูมิเนียมขณะที่อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักอยู่ที่ 488 แรงม้าต่อ 1 ตัวเท่านั้น (คำนวณจากน้ำหนักรถเปล่าที่ 1,395 กิโลกรัม)
ด้านเครื่องยนต์ M630 วี6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ วางกลางลำตัวรถ ให้กำลังสูงสุด 585 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 585 นิวตัน-เมตร ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 95 แรงม้า และแรงบิด 225 นิวตัน-เมตร เมื่อรวมประสิทธิผลของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า จะให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 720 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ SSG 8 จังหวะรุ่นใหม่ สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ 3.0 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายใน 8.3 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด 330 กม./ชม. McLaren Artura ยังเลือกโหมดการขับขี่ได้ ทั้ง Comfort, Sport และความเร้าใจขีดสุดแบบ Track modes ขณะเดียวกันในโหมด Electric ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% (EV) สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 130 กม./ชม.
McLaren Artura เป็นซูเปอร์คาร์ที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุด ตั้งแต่แมคลาเรนผลิตรถมา ด้วยอัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 5.6 ลิตร/100 กม. และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 129 กรัม/กม. (มาตรฐาน WLTP) ที่สำคัญ McLaren Artura ซูเปอร์คาร์ไฮบริดยังมาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 7.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง (KWH) เมื่อชาร์จไฟเต็มสามารถวิ่งในโหมด EV โดยเครื่องยนต์ไม่ติดขึ้นมาเลยได้ระยะทาง 30 กิโลเมตร
การตกแต่งภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้ปรัชญาการออกแบบ “form follows function” เน้นประโยชน์ใช้สอยและผู้ขับสามารถควบคุมปุ่มสั่งงานได้ทั้งหมด พร้อมหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบอินโฟเทนเมนต์ และระบบช่วยขับขั้นสูง (ADAS)
รวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมต่อสื่อสาร ระบบแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟน (Smartphone Mirroring) และการอัปเดตข้อมูล – ระบบปฎิบัติการผ่านดาวเทียม (Over-The-Air หรือ OTA) ทั้งยังมีระบบติดตามยานพาหนะเมื่อถูกโจรกรรมอีกครั้ง (ออพชั่นนี้ขึ้นอยู่กับตลาดแต่ละประเทศ)
ในส่วนช่วงล่างได้รับการออกแบบใหม่ ด้านหน้าเป็นแบบปีกนกคู่ อลูมิเนียม ส่วนหลังใช้ปีกนกด้านบนและมัลติลิงค์ด้านล่าง พวงมาลัยผ่อนแรงด้วยไฮดรอลิกและระบบไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่พร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วในคู่หน้า และขนาด 20 นิ้วคู่หลัง ประกบยางสมรรถนะสูง Pirelli P ZERO ด้านหน้า 235/35 ZR19 และหลัง 295/35 R20
คุณวิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการใหญ่ McLaren Bangkok เปิดเผยว่า McLaren Artura ถูกนำเข้ามาให้แฟนๆ ซูเปอร์คาร์ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ถือเป็นซูเปอร์คาร์ไฮบริดสมรรถนะสูงที่จะเข้ามาเปิดศักราชใหม่ของการผลิตรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของแมคลาเรน พร้อมตอกย้ำเป้าหมายของแบรนด์ ในการส่งมอบยนตรกรรมที่มีความพิเศษเฉพาะตัวให้แก่ลูกค้า
สำหรับแมคลาเรน เป็นซูเปอร์คาร์ที่ไม่เน้นเพิ่มจำนวนผลิต และไม่มีรถเครื่องยนต์วางหน้า รถสี่ประตู หรือเอสยูวี ดังนั้น เราจะเป็นซูเปอร์คาร์ยี่ห้อสุดท้ายในโลก สำหรับปีนี้ยังทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเข้าหาลูกค้าโดยตรงที่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม
“ปีนี้จะรุกตลาดมากกว่าที่เคย โดยเน้นกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้าง McLaren’s Club Thailand เพื่อให้เป็นชุมชนคนรักซูเปอร์คาร์ ที่ดีที่สุดในประเทศ ส่วน McLaren Artura มั่นใจว่าจะได้การตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยีระดับไฮเปอร์คาร์ สมรรถนะเหนือกว่าคู่แข่งทั้งหมด พร้อมราคาที่น่าสนใจ”
สำหรับ McLaren Artura ซูเปอร์คาร์ไฮบริด จะวางตำแหน่งการทำตลาดระหว่าง รุ่น GT และ 720S โดยตั้งราคาขาย 16.7 ล้านบาท พร้อมการรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 75,000 กม. และรับประกันแบตเตอรี่ 6 ปี หรือ 75,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
10 ปี “Project i” จาก BMW i3 สู่ BMW iX ที่สุดของยานยนต์ไฟฟ้า!
BMW i มีแนวคิดในการพัฒนาสู่อนาคตอย่างยั่งยืน โดยการผสมผสานทุกองค์ประกอบทั้งระบบการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในขั้นตอนการผลิตและใช้น้ำในการผลิตน้อยลง 70% รวมถึงใช้พลังงานสะอาด 100% ในการผลิต วัสดุต่างๆ ที่เลือกใช้ก็จะต้องมีน้ำหนักเบาทนทานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม BMW i จึงเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุทดแทนรวมถึงการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ CFRP ในการผลิตอีกด้วย และที่ขาดไม่ได้คือการผสานบริการดิจิทัล (Digital service) เข้าไปในตัวรถ BMW i ถูกออกแบบมาให้มีความสะดวกที่จะชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั้งที่บ้านและระหว่างการเดินทาง
และในปี 2013 รถไฟฟ้าในโครงการ i ที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายคันแรกคือ BMW i3 รถพลังงานไฟฟ้าคันแรกที่ผลิตด้วย CFRP สามารถวิ่งได้ไกล 130-160 กิโลเมตรต่อการชาร์จจนเต็มหนึ่งครั้ง แม้จะผ่านมาแล้วเกือบ 10 ปี BMW i3 ก็ยังคงได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องซึ่งในรุ่นปัจจุบัน BMW i3 ใช้แบตเตอรี่ขนาด 42.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่มีความจุมากกว่ารุ่นแรกเกือบสองเท่า ทำให้สามารถวิ่งได้ไกล 245 กิโลเมตรต่อการชาร์จจนเต็ม 1 ครั้งเรียกว่าจากกรุงเทพไปจันทบุรีถึงแน่นอน…ถ้ารถไม่ติดนะ
มาถึงอีกคันในที่ถ้าพูดถึงรถตระกูล i ทุกคนจะต้องนึกถึงคันนี้ BMW i8 เพราะเห็นบ่อยมากตามภาพยนต์ดังหลายๆ เรื่อง BMW i8 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวสะดุดตาแล้ว BMW i8 ยังถือได้ว่าเป็นซุปเปอร์คาร์แบบปลั๊กอินไฮบริดคันแรกของโลกที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีของโลกในเวลานั้นเข้าไว้ด้วยกัน และในปี 2018 BMW i8 มีการปรับภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้นในเวอร์ชันโรดสเตอร์
BMW i8 เป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่ใช้ไฟหน้าแบบเลเซอร์ รวมไปถึงการสร้างชิ้นส่วนด้วยกระบวนการพิมพ์ 3 มิติแบบใหม่ ความล้ำสมัยในทุกๆ ด้านทำให้ BMW i8 คว้ารางวัลระดับโลกมากมาย ก่อนที่ BMW จะตัดสินใจสิ้นสุดสายการผลิตในเดือนมิถุนายน 2020 ทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นตำนานอย่างแท้จริง
จาก i3 สู่ i8 BMW ยังคงพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอย่างไม่หยุดยั้งทำให้เราได้เห็นรถล้ำๆ ที่ดูเหมือนทะลุมิติมาจากโลกอนาคตอย่าง BMW Vision iNEXT ในปี 2018 และ BMW i Hydrogen Next ในปี 2019 และในปี 2020 BMW ได้สร้างความสั่นสะเทือนวงการรถยนต์พรีเมียมด้วย BMW iX3 สปอร์ตยูทิลิตีไฟฟ้า 100% ที่เปิดตัวพร้อมขายในปี 2020 ที่ผ่านมา
10 ปีที่ผ่านมา “Project i” ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ผ่านการพัฒนามาสู่ BMW iX ใหม่ ยานยนต์พลังไฟฟ้าแห่งอนาคต ที่มีกำลังเทียบเท่ารถสปอร์ต 500 แรงม้า แบตเตอรี่ความจุ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่สามารถวิ่งได้เป็นระยะทางมากกว่า 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตจนเต็มเชื่อได้ว่า BMW คงไม่หยุดการพัฒนา “Project i” อยู่เพียงเท่านี้ในอนาคตเราคงเห็นอะไรที่มันว้าวๆ กว่านี้อีกแน่นอน
ภาพและข้อมูลจาก: bmw.com
