เคาท์ดาวน์ก่อนเปิดตัวเฟอร์รารี่รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ขุมพลัง V12 รุ่นล่าสุด
เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นยนตรกรรมจากเฟอร์รารี่ สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดจึงหนีไม่พ้นหัวใจหลักของรถ และในวิวัฒนาการล่าสุดแห่งขุมพลัง V12 ทำมุม 65 องศา ระดับตำนานของมาราเนลโลนี้ ก้าวขึ้นสู่การเป็น Road-car ที่มีเครื่องยนต์พละกำลังมหาศาลที่สุดของเฟอร์รารี่ – ที่ 830 แรงม้า – และเร่งได้ถึง 9,500 รอบ/นาที ซึ่งนับเป็นรอบเครื่องสูงสุดในบรรดาขุมพลังสันดาปภายในของเฟอร์รารี่เช่นกัน การใช้วัสดุที่ล้ำสมัย, ชิ้นส่วนหลักๆ มากมายในเครื่องยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่, กลไกวาล์วไทมิ่งใหม่ และระบบไอเสียใหม่ ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของการปรับแต่งทางเทคนิคที่ช่วยให้ขุมพลังที่ดีที่สุดของเฟอร์รารี่ตัวนี้ถ่ายทอดสมรรถนะออกมาได้ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในกลุ่มเครื่องยนต์ V12
พละกำลังสุดดุดันที่ปลดปล่อยมาจากระบบขับเคลื่อน ทำงานร่วมกับระบบควบคุมไดนามิกส์ระดับ Class-leading เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะสามารถระเบิดสมรรถนะทั้งหมดออกมาได้อย่างเต็มพิกัด และเปี่ยมด้วยความเร้าใจถึงขีดสุดเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย จุดที่โดดเด่นที่สุดคือการนำระบบควบคุมการเลี้ยวแบบแยกอิสระทั้งสี่ล้อ เข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องแคล่วและแม่นยำให้มากขึ้นขณะเข้าโค้ง ทั้งยังส่งผลให้พวงมาลัยตอบสนองได้เหนือชั้นกว่าเดิมอีกด้วยความสำเร็จทางวิศวกรรมที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งคือ การมุ่งพัฒนาเพื่อลดน้ำหนักโดยรวมเมื่อเทียบกับ 812 Superfast ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มากกว่าเดิมทั้งตัวถังภายนอกและห้องโดยสาร ปิดท้ายด้วยการใช้ระบบควบคุมไดนามิกส์ของรถ “Side Slip Control” รุ่นใหม่ล่าสุดในเวอร์ชั่น 7.0
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของรถรุ่นล่าสุดคันนี้คือการวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับอากาศพลศาสตร์จนทำให้เส้นสายของรถเปลี่ยนไปจากเดิม ทีมอากาศพลศาสตร์ที่ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับนักออกแบบจาก Ferrari Styling Centre นำเอารูปทรงที่สุดขั้วซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรถยนต์ที่ใช้งานบนถนนได้ถูกต้องตามกฎหมายมาใช้ แอโรไดนามิกส์ที่ได้รับการออกแบบใหม่รอบคันมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มแรงกดให้มากยิ่งขึ้น ไล่ตั้งแต่ช่องรับอากาศด้านหน้า, ดิฟฟิวเซอร์หลัง, ท่อไอเสียไปจนถึงท้ายรถ ซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่เป็นตัวเรียงกระแสอากาศไปในตัว ทุกการปรับแต่งถูกรังสรรค์ขึ้นตามความเชื่อหลักของเฟอร์รารี่ที่ว่า รูปทรงจะต้องสอดคล้องตามฟังก์ชั่นการใช้งานเสมอ
ในด้านของดีไซน์ รถใหม่ซีรีส์พิเศษนี้มีภาพลักษณ์ที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งดูแตกต่างจากรุ่น 812 Superfast ที่ถูกใช้เป็นต้นแบบอย่างมาก สิ่งนี้เกิดขึ้นจากการเลือกสไตล์ที่ช่วยขับสถาปัตยกรรมการออกแบบและความมีชีวิตชีวาที่มีอยู่ใน 812 Superfast ให้โดดเด่นมีความสปอร์ตแบบสุดขั้วขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งในตัวอย่างของดีไซน์ใหม่ก็คือการแทนที่กระจกหลังด้วยโครงสร้างอลูมิเนียมแบบชิ้นเดียว ตัวเรียงกระแสอากาศช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแอโรไดนามิกส์ของรถ แต่ดีไซน์แบบต่อเนื่องมาจากหลังคาที่เลือกนั้น ยังจำลองโครงสร้างแบบกระดูกสันหลังที่ช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ ของรถอีกด้วย
ฝากระโปรงหน้าคาดด้วยครีบคาร์บอนไฟเบอร์ ความโดดเด่นนี้เปลี่ยนมุมมองของรถได้อย่างชัดเจน มันทำให้ฝากระโปรงดูสั้นกว่าเดิม ช่วยขับให้เห็นถึงความกว้างของรถมากขึ้น ด้านท้ายแบบฟาสต์แบ็คให้ภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง ส่งให้รถดูกะทัดรัดและเหมือนรถแข่งยิ่งขึ้น แม้จะแชร์โครงร่าง, สัดส่วน และความงดงามลงตัว ร่วมกับ 812 Superfast ก็ตาม สปอยเลอร์ท้ายก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเช่นกัน แต่ถึงจะมีความสูงมากกว่าเดิม ทว่าการออกแบบขึ้นมาสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะจึงเสริมให้ท้ายรถดูกว้างมากๆ จนดูแทบจะเป็นแนวนอนไปกับพื้นถนน
สถาปัตยกรรมภายในห้องโดยสารสะท้อนเอกลักษณ์ของรุ่น 812 Superfast ด้วยการคงไว้ซึ่งแดชบอร์ด, แผงประตู รวมถึงความโดดเด่นของส่วนโค้งเว้าต่างๆ องค์ประกอบอื่นๆ ในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่เพื่อลดน้ำหนัก ผสานกับการใช้ H-gate ที่คอนโซลเกียร์ ที่ขับให้ค็อกพิตดูสปอร์ตและล้ำสมัยยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณจากสนามแข่งของรถได้อย่างชัดเจน
วอลโว่(ประเทศไทย) เปิด VCDR ศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานระดับสากล!
วอลโว่ (VOLVO) เปิดตัวศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน “Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR)” มอบความอุ่นใจด้วยบริการซ่อมตัวถังและสี บนมาตรฐานระดับสากลจากศูนย์บริการวอลโว่ เพื่อให้คุณได้รถยนต์หลังซ่อม มีสมรรถนะดีเยี่ยมเหมือนวันแรกที่ถอยจากโรงงาน นอกจากนี้ศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR ยังดำเนินงานบนพื้นฐานแนวคิดความยั่งยืนอย่างเข้มงวดตามหลักปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อมที่วอลโว่ยึดมั่นมาโดยตลอด
มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยปรัชญาที่กำหนดให้ประสบการณ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลางการทำงานของเรา (Customer Experience is The Core of Everything We Do) ซึ่งนอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์รถยนต์เกรดพรีเมียมสู่ตลาดยานยนต์ทั่วโลก เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานของศูนย์ซ่อมตัวถังและสี มาอย่างต่อเนื่องเพราะเราตระหนักดีว่าการบริการซ่อมตัวถังและสีจะต้องมีมาตรฐานสูงไม่แพ้การซ่อมบำรุงตามระยะทางรถยนต์ของเรา ในปีนี้วอลโว่จึงได้พัฒนาแผนงาน Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR) เพื่อให้รถยนต์ที่ผ่านการซ่อมตัวถังและสีจากศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR ที่ได้มาตรฐานสมรรถนะสมบูรณ์และใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเสมือนเพิ่งถอยออกจากโรงงานในวันแรก ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าทุกท่านด้วยมาตรฐานการดูแลรถยนต์หลังการขาย โดยปราศจากความกังวลใจในการดูแลรถแบบ 100% ตลอดอายุการใช้งาน”
ความยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งที่วอลโว่ให้ความสำคัญเสมอมา ถูกนำมาผสานเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR ด้วยเช่นกันอย่างเช่นการทำสีรถซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีส่วนสร้างมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม ศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR จะมีการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองขนาดเล็กออกสู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านการติดตั้งระบบระบายอากาศแรงดันต่ำแบบเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจน พร้อมตัวควบคุมอัตโนมัติ (Pulse Width Modulation: PWM) เพื่อลดการใช้พลังงานเมื่อไม่มีกิจกรรมและเพิ่มอัตราการระบายอากาศเมื่อเริ่มทำการพ่นสีรถ (เช่น พัดลมดูดอากาศจะเริ่มทำงานเมื่อปืนพ่นสีทำงาน) ส่วนขั้นตอนการอบสีรถ จะใช้แบตเตอรี่ทำความร้อนระบบไฟฟ้าแทนการใช้แก๊สหรือน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และปริมาณคาร์บอนจากการทำงานในภาพรวม นอกจากนี้ อากาศกว่า 80% จะถูกดูดผ่านระบบกรอง 6 ชั้นเพื่อลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นละอองขนาดเล็กสู่ชั้นบรรยากาศ และนำอากาศเหล่านั้นกลับหมุนเวียนในการอบสีเพื่อลดปริมาณการใช้พลังงาน
สำหรับสีทุกชั้นผิว เลือกใช้สีระบบน้ำเพื่อลดการใช้สารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOC) อีกทั้งรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ ๆ ได้ปรับเปลี่ยนขั้นพื้นฐานด้วยการใช้สีระบบน้ำ เพื่อลดการใช้สารเคมีและขั้นตอนการทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพนักงาน ที่สำคัญวอลโว่ยังปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานของช่างเทคนิคให้มีการสัมผัสเครื่องจักรและสารเคมีน้อยลง เพื่อแสดงถึงความใส่ใจต่อผู้คน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงานวอลโว่อีกด้วย
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย พร้อมตอบรับแผนงาน “Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR)” ของวอลโว่สากล เพื่อยกระดับการบริการในประเทศ โดยจะให้ความสำคัญกับการดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่
- การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและขั้นตอนการทำงานที่เหมาะสมเพื่อผลงานที่มีคุณภาพ ลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม และใช้พลังงานให้น้อยที่สุด
- การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อบริการที่รวดเร็ว มอบประสบการณ์ลูกค้าชั้นเยี่ยมที่ทุกคนพึงพอใจ
- การบริหารทรัพยากรอย่างมีคุ้มค่าเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและยืดหยุ่นของธุรกิจในภาพรวม
ปัจจุบัน ศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน VCDR ของวอลโว่ ในเมืองไทยที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน และพร้อมให้บริการแล้ว มี 2 แห่ง ได้แก่
- บริษัทสแกนดิเนเวียน ออโต้ จำกัด (สาขาหทัยราษฎร์): ตั้งอยู่เลขที่ 55/88 หมู่ 11 ถนนหทัยราษฎร์ แขวงลาดสวาย เขตลำลูกกา จังหวัด ปทุมธานี 12150
- บริษัทนิวตัน บอดี้ แอนด์ เพนท์ จำกัด: ตั้งอยู่เลขที่ 199 ถนนบรมราชชนนี แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170
สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับรายชื่อศูนย์บริการวอลโว่ใกล้บ้านท่านได้ที่สายด่วน 02-305-4499 หรือดูข้อมูลล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ www.volvocars.com/th
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เมืองผู้ดีจัดประมูลออนไลน์ มิตซูบิชิ รุ่นคลาสสิค!
รถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นคลาสสิคทั้ง 14 คัน ประกอบด้วย ‘มิตซูบิชิ โคลท์ ทรานเซอร์’ และ ‘มิตซูบิชิ โคลท์ กาแลนท์’ ซึ่งเป็นรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นแรกๆ ที่จำหน่ายในสหราชอาณาจักร พร้อมกันนี้ยังได้จัดแสดงรถสปอร์ตคลาสสิค รุ่นยอดนิยมในปี 1980 และ 1990 อย่าง ‘มิตซูบิชิ สตาร์เลี่ยน เทอร์โบ’ และ ‘มิตซูบิชิ 3000 จีที’ หรือ ‘จีทีโอ’ พร้อมด้วย ‘รถจี๊ป มิตซูบิชิ’ รุ่นแรก และ ‘มิตซูบิชิ โชกุน’ หรือ ‘ปาเจโร’ รุ่นที่สอง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์รถอเนกประสงค์ในตำนานที่ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มาอย่างยาวนาน
ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สหราชอาณาจักร ยังได้จัดแสดงหนึ่งในสุดยอดยานยนต์สมรรถนะ เจ้าแห่งสนามเวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพ อย่าง ‘มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน’ จำนวน 3 คัน โดย มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน ทั้งสามคันดังกล่าวมีการใช้งานที่น้อยและยังได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม พร้อมกันนี้หนึ่งในนั้นถือเป็นรุ่นไฮไลท์ของการประมูลในครั้งนี้ ได้แก่ ‘รุ่น ทอมมี่ มาคิเน่น อิดิชั่น’ โดยเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา รถคันดังกล่าวได้ถูกประมูลรวมกันทั้งสิ้น 46 ครั้ง และสามารถจบที่ราคาประมูลสูงถึง 3.35 ล้านบาท
โดยการประมูลในครั้งนี้ ยังได้จัดแสดงรถยนต์ ‘มิตซูบิชิ กาแลนท์ จีทีไอ’ ที่สร้างความสำเร็จมากมายให้กับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จากการแข่งขันแรลลี่หลายรายการในสหราชอาณาจักร และ ‘มิตซูบิชิ กาแลนท์ วีอาร์โฟว์’ ที่สามารถคว้าแชมป์จากการแข่งขันแรลลี่รายการ อาร์เอซี ปี 2550 และปี 2551 รวมทั้ง ‘มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน’ ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันในรายการแรลลี่ บริติส แชมเปี้ยนชีพ ปี 2554 โดยการประมูลออนไลน์ดังกล่าวมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2564 นี้
SWATCH BIOCERAMIC ดีไซด์เรียบง่ายสไตล์มินิมอล!
แค่ส่วนผสมของวัสดุก็ลงตัวสุดๆ จากเซรามิก 2 ใน 3 ส่วน และไบโอซอร์สพลาสติก 1 ใน 3 ส่วน กับสองวัสดุที่มีทั้งความยืดหยุ่นและทนทานสุดๆ บวกกับสัมผัสที่นุ่มลื่น เบาสบาย มาในโมเดลตระกูลสุดฮิตที่ใครๆ ก็ต้องรู้จักอย่าง BIG BOLD กับหน้าปัดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 47 มม. ที่เราจะได้เห็นถึงเลเยอร์กลไกการทำงานของนาฬิกาที่ซ้อนกันได้อย่างสวยงาม และโครงสร้างที่น่าหลงใหลของหน้าปัดตัวนี้ได้อย่างชัดเจนกับหน้าปัดแบบซีทรูที่เป็นซิกเนเจอร์ของ SWATCH อีกด้วย เรียกได้ว่าใหญ่จุใจ และสัมผัสได้ถึงการผสมผสานอย่างลงตัว สวมใส่ง่าย และสบายสุดๆ นอกจากนี้ตัวสาย หน้าปัด loop ก็ยังทำมาจากไบโอซอร์สพลาสติกอีกด้วย
SWATCH BIOCERAMIC คอลเลคชั่นนี้มีมาให้เลือกถึง 5 สี สไตล์เรียบๆ คลีนๆ ที่ตั้งใจดีไซน์มาให้เป็นสีเดียวกันทั้งเรือนเพิ่มความกลมกลืนให้นาฬิกาดูเพอร์เฟคยิ่งกว่ารุ่นไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นสีคลาสิคตลอดการอย่างสีขาว หรือ สีดำ หรือจะเป็นสีมาแรงแห่งปี 2021 อย่างสีเทา และสดใสไปกับสีพาสเทลที่ให้ความรู้สึกเบาสบายอย่างสีชมพู และสีฟ้า ที่สายพาสเทลจะจับมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้กับทุกลุคทุกสไตล์
WHAT’S NEXT?
SWATCH เป็นแบรนด์ที่มีการพัฒนาอยู่สม่ำเสมอ และเมื่อพูดถึงการดีไซน์ วัสดุ และเทคโนโลยีแล้วBIOCERAMIC ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานใหม่ในเส้นทางการพัฒนานวัตกรรมของแบรนด์ โดยภายในปี 2021 นาฬิกาของ SWATCH ทั้งหมดจะมีการพัฒนา และนำเอา BIOCERAMIC มาใช้งานมากขึ้น
เตรียมเป็นเจ้าของนาฬิกาที่มาพร้อมกับนวัตกรรมวัสดุล่าสุดนี้ กับ SWATCH BIOCERAMIC ในราคา 4,300 บาท วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ร้าน Swatch ทุกสาขา และ shop.swatch.co.th
212.514 ก.ม./ชม. มีใครให้เร็วกว่านี้มั้ยสถิติใหม่สนามแข่ง Speed Week Australia
ความสำเร็จครั้งนี้ช่วยตอกย้ำสมรรถนะของเครื่องยนต์ 650 รุ่นใหม่ที่ผสานการทำงานกับโครงสร้างรถของ รอยัล เอนฟิลด์ ได้เป็นอย่างดีโดยสถิติเดิมถูกลบโดย ชาลี ฮัลเลม เป็นผู้ทำลายสถิติเดิมในการแข่งขันวันแรกของรายการ Speed Week (วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564) ด้วยความเร็วแรกที่ 121.782 ไมล์ต่อชั่วโมงและขากลับทำความเร็วได้ 123.601 ไมล์ต่อชั่วโมง บันทึกความเร็วรอบแรกที่ 122.691 ไมล์ต่อชั่วโมง
ในเช้าวันที่สอง รถอินเตอร์เซปเตอร์ 650 ทำความเร็วได้ 128.935 ไมล์ต่อชั่วโมงและขากลับ 130.204 ไมล์ต่อชั่วโมง บันทึกความเร็วรอบสองที่ 129.570 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งแอนดรูว์และเคท ฮัลเลม นักแข่งสนามเกลือมากประสบการณ์ จากทีม HRA ที่ประจำอยู่ที่เมืองกีลอง ประเทศออสเตรเลีย ได้ลงความเห็นว่านี่คือผลลัพธ์ที่สุดยอดมากสำหรับรถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ 650 ซีซี เพลาลูกเบี้ยวเดี่ยว สูบคู่ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ในขณะที่ชาลีเชื่อว่ารถคันนี้ยังสามารถแสดงสมรรถนะได้ดีกว่านี้ ซึ่งในบ่ายวันนั้น รถอินเตอร์เซปเตอร์วิ่งด้วยความเร็ว 130.370 ไมล์ต่อชั่วโมง จากนั้นจึงเก็บตัวหนึ่งคืนเพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งรอบสำรองในเช้าวันต่อมา ซึ่งในการวิ่งครั้งต่อมาก็ได้สร้างสถิติครั้งใหม่ อันน่าทึ่งที่ความเร็วสูงสุด 133.779 ไมล์ต่อชั่วโมง และบันทึกสถิติใหม่ที่ 132.050 ไมล์ต่อชั่วโมง
สำหรับสำนักแต่งรถ Mid Life Cycles การที่รถรอยัล เอนฟิลด์ อินเตอร์เซปเตอร์ 650 สามารถผ่านสถิติได้อย่างไร้ปัญหายิ่งทำให้ทีมงานมั่นใจในเครื่องยนต์ของรอยัล เอนฟิลด์ ทวิน 650 มากยิ่งขึ้น รวมถึงโครงรถที่ทำจากเหล็กกล้าที่ถูกดัดแปลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์สำหรับขับขี่ทั่วไปสู่รถเพื่อการแข่งขันพร้อมกับปรับแต่งแบบเรียบง่ายที่เป็นไปตามกฎการแข่งขันในรุ่นนี้ และสำหรับทีมงาน Dry Lakes Racers Australia (DLRA) การแข่งขัน Speed Week 2021 นับเป็นการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นและประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากที่มีการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการเดินทางเข้าออกระหว่างรัฐต่างๆ เป็นระยะเวลาหลายเดือน
นายวิโนด ดาสารี ผู้บริหาร รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “รอยัล เอนฟิลด์ ทวินส์ 650 คือหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดของรอยัล เอนฟิลด์ และยังคงสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการมอเตอร์ไซค์อย่างต่อเนื่อง นี่นับเป็นครั้งที่สองที่เราทำสิ่งที่น่าจดจำด้วยรถทวินส์ โดยในปี 2018 นักขับขี่สนามเกลือบอนเนวิลล์ (Bonneville) ได้บันทึกสถิติความเร็วสูงสุดมากกว่า 159 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่สนามเกลือบอนเนวิลล์ และครั้งนี้ รอยัล เอนฟิลด์ ทวินส์ 650 ก็ได้สร้างสถิติที่น่าจดจำให้กับพวกเราอีกครั้ง และการเป็นที่จดจำครั้งนี้ทำให้เป้าหมายและปรัชญาอันยิ่งใหญ่ของพวกเราถูกต้อง และเราหวังว่าความสำเร็จนี้จะมอบแรงบันดาลใจให้กับนักขับขี่อีกมากมายในการก้าวข้ามขีดจำกัดของพวกเขาและทำตามความฝันได้อย่างเต็มที่”
ทีมงาน Dry Lakes Racers Australia (DLRA) จัดการแข่งขัน Speed Week ประจำปีบนพื้นที่กว้างใหญ่สีขาวที่ทะเลสาบการ์ดเนอร์ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลียที่เป็นทางตรงยาวเพื่อให้นักขับขี่ได้ทำความเร็วมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งสถานที่นี้มีความพิเศษและแตกต่างแห่งเดียวในโลก โดยภายในงานมีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และรถบรรทุกหลายรุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
นายวิมัล ซุมบ์ลี หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวว่า “เรามีความสุขที่รถอินเตอร์เซปเตอร์ 650 ได้ทำลายสถิติความเร็วในงาน Speed Week Australia และนอกจากได้รับชัยชนะจากการแข่งขัน ยังชนะใจลูกค้าในตลาดทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิก เพราะเป็นรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมีลูกค้ามากกว่า 5,000 คน ในเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังเคยได้รับรางวัล Thailand Bike of the Year 2019 ในรุ่น “Best Modern Classic Middle Weight” ในประเทศไทยอีกด้วย และเราเป็นผู้นำแห่งจิตวิญญาณการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างแท้จริงให้กับผู้คนที่ต้องการค้นหาตัวตนและออกไปสำรวจโลกรอบๆ ตัว เหมือนกับที่เราได้ค้นพบสถานที่อีกมากมายในเวลาหลายปีที่ผ่านมาและจะยังคงทำต่อไป นอกจากนี้ เรายังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะขยายเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพของเราในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสร้างคอมมูนิตี้การขับขี่ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และด้วยการสนับสนุนของนักขับขี่ เราหวังที่จะทำความสำเร็จอีกมากมายให้เกิดขึ้น”
รถมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ ทวินส์ 650 ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลกและได้รับคำชมและรางวัลอีกมากมาย โดยรางวัลต่างๆ ได้แก่ รางวัล Bikesales Best Retro Bike 2020, รางวัล Bikesales Best LAMS Retro 2019, รางวัล Thailand Bike of the Year 2019 ในรุ่น ‘Best Modern Classic Middle Weight’, รางวัล Best LAMS Retro: Royal Enfield Interceptor 650 Twin, รางวัล MCN Retro Bike of The Year 2019 ในประเทศอังกฤษสำหรับรุ่น อินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 (Interceptor INT 650) และรางวัล 2019 best looking Naked/standard Motorcycle of the year จากนิตยสาร Motorcyclist ประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับรถคอนติเนนทัล จีที 650 (Continental GT 650)
นาเอลลี่ ฟลอเรส ครูผู้ขับห้องเรียนไปหานักเรียน!
“เมื่อเราทราบเกี่ยวกับการสอนในพื้นที่ห่างไกลของฟลอเรส เราก็อยากเข้าไปช่วย วิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือคือการส่งมอบรถกระบะ นิสสัน เอ็นพี 300 ใหม่* ที่ไทยใช้ชื่อ นิสสัน นาวารา ที่ดัดแปลงให้เป็นห้องเรียนเคลื่อนที่ได้” อาร์มันโด อาวิลา รองประธานฝ่ายผลิตของนิสสัน ประเทศเม็กซิโก (Armando Avila, Manufacturing Vice President, Nissan Mexicana) กล่าว
กระบะบรรทุกของ นิสสัน เอ็นพี 300 ถูกปรับให้เป็นห้องเรียนที่มีผนังสามด้านพร้อมบันไดทางขึ้นแบบพับเก็บได้ ส่วนผนังอีกฝั่งเป็นม่านไว้คอยกันแดดกันฝน โต๊ะและม้านั่งทำจากวัสดุอะคริลิกซึ่งทำความสะอาดง่าย พร้อมฉากกั้นอะคริลิกระหว่างครูและนักเรียนตามมาตรการป้องกันโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บสื่อการสอน และอุปกรณ์ต่าง ๆ และพื้นที่ห้องเรียนที่สว่างสดใสด้วยหลังคาโปร่งแสง
ฟลอเรสใช้เวลาสี่ชั่วโมงต่อวันในการเดินทางไปหานักเรียน แต่รถคันใหม่นี้จะช่วยลดเวลาเดินทาง และการสอนในห้องเรียนใหม่ก็สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น “ขอบคุณนิสสัน เม็กซิโก มาก ฉันรู้สึกประหลาดใจมากสุด ๆ และยิ่งไปกว่านั้นคือการที่นิสสันแปลงโฉมรถคันนี้ให้เป็นห้องเรียนเคลื่อนที่ นักเรียนก็ไม่ต้องนั่งเรียนกลางแดดอีกต่อไป” ฟลอเรสกล่าว
โจน บุสเกตส์ รองประธานฝ่ายการผลิต นิสสัน เม็กซิโก (Joan Busquets, Manufacturing Vice President in Transition of Nissan Mexicana) กล่าวเสริมว่า“ เราตื่นเต้นมากสำหรับการส่งมอบครั้งนี้ เพื่อช่วยให้ นาเอลลี่สามารถสอนนักเรียนของเธอต่อไปได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย เธอสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ และเธอคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด!” โครงการบริจาคกระบะนิสสัน เอ็นพี 300 นี้เกิดขึ้นโดยการสนับสนุนจาก คาร์ลอส เอสโคโต้ ผู้อำนวยการทั่วไปแห่งสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสันแห่งชาติในเม็กซิโก (Carlos Escoto, The General Director of The National Association of Nissan Automobile Dealers in Mexico) ซึ่งช่วยเหลือด้านเครื่องมือและอุปกรณ์การเรียนการสอน

และนี้คือหนึ่งในความมุ่งมั่นของนิสสันที่มีต่อชุมชน คือการสนับสนุนโครงการเพื่อการศึกษาหลายโครงการในประเทศเม็กซิโก นอกนี้เหตุการแพร่ระบาดโรคติดต่อโควิด 19 ที่ยาวนานกว่าปี นิสสันยังได้มอบความช่วยเหลือในด้านสาธารณสุข ร่วมบริจาคหน้ากากอนามัยกว่า 10,000 ชิ้นผ่านศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีนิสสัน (NISTEC, Centro de Desarrollo Tecnológico) ณ เมืองโตลูกา ประเทศเม็กซิโก และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพอีกกว่า 30,000 ชิ้น และเมื่อมีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือในด้านการศึกษาระหว่างที่เกิดโรคระบาดนี้ นิสสันจึงไม่ลังเลที่จะลงมือทำ
‘* หมายเหตุ: รถกระบะนิสสันเอ็นพี 300 คืออีกชื่อหนึ่งของ นิสสัน นาวารา ที่จัดจำหน่ายในภูมิภาคอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ โดยมีฐานการผลิตสำหรับภูมิภาคอยู่ในประเทศเม็กซิโก
“อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามสแควร์วัน” ศูนย์กลางกีฬา แฟชั่น และศิลปะใจกลางกรุง!
พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษจากโซน “Maker Lab” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าทุกคนได้สวมบทครีเอเตอร์ในการตกแต่งสินค้าในสไตล์ของตัวเองที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก นอกเหนือจากนี้ อาดิดาส (ประเทศไทย) ยังได้ร่วมมือกับศิลปินชาวไทยเป็นครั้งแรก ในการระดมพลังความคิดสร้างสรรค์ตกแต่งผนังภายในร้านด้วยผลงานมาสเตอร์พีซที่นำเสนอความเป็นไทยผ่านมุมมองของศิลปินที่มีต่อวัฒนธรรมแห่งย่านสยามสแควร์ ซึ่งผสมผสานกับเอกลักษณ์ของอาดิดาสเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามสแควร์วัน ตั้งอยู่ที่ชั้น LG, ชั้น 1 และชั้น 2 ของศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน มีพื้นที่กว่า 1,050 ตร.ม. อัดแน่นด้วยสินค้าจากอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ ทั้ง รันนิ่ง, เทรนนิ่ง, ฟุตบอล, บาสเก็ตบอล ฯลฯ และสินค้าสปอร์ตแฟชั่นจากอาดิดาส ออริจินอลส์ โดยแบ่งเป็นโซนแต่ละชั้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความสนุกในการช้อปปิ้งอย่างไร้ขีดจำกัด
ที่สำคัญยังเป็นสาขาแรกในประเทศไทยที่มีการตกแต่งห้องลองเสื้อด้วยสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นไทยและผนังภายในร้านด้วยผลงานชิ้นเอกจากการสร้างสรรค์ของสองศิลปินนักวาดภาพประกอบชาวไทย ได้แก่ โตส-ปัญญวัฒน์ พิทักษวรรณ และ เหนือ-จักรกฤษณ์ อนันตกุล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบหลักทั้ง 4 ประการ ได้แก่ Brand (แบรนด์), Sport (กีฬา), City and Culture (เมืองและวัฒนธรรม) และ Craftsmanship (งานประดิษฐ์) ผ่านทางสัญลักษณ์และรายละเอียดต่างๆ ภายในผลงาน เช่น เทคโนโลยีบูสท์ เทคโนโลยี 4D ลู่วิ่ง ดอกจามจุรี ดอกบัว ว่าวจุฬา ลายสานไทย รวมถึงเทคนิคการใช้วัสดุต่างๆ ตามแบบฉบับของศิลปะไทย
นอกจากนี้ ภายในอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามสแควร์วัน ยังประกอบด้วยโซนพิเศษต่างๆ อีกมากมาย อาทิ “Maker Lab” ที่เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าทุกท่านได้ทดลองออกแบบสินค้าอาดิดาสในสไตล์ของตัวเองได้โดยทันทีที่ซื้อสินค้าภายในร้าน โซน “Sustainability” ที่มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นด้วยนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมให้ความรู้และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับพันธกิจด้านความยั่งยืนของอาดิดาสในการสร้างผลิตภัณฑ์ด้วยวัสดุพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมดภายในปี 2024 รวมถึง “Running Lab” ที่มีลู่วิ่งไฟฟ้าให้ลูกค้าทุกท่านได้ทดลองใช้งานรองเท้ากีฬาเพื่อสัมผัสถึงประสบการณ์ในการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบและค้นหารองเท้ากีฬาที่เหมาะสมกับรูปเท้าและการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
พิเศษ! รับของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสาขานี้โดยเฉพาะ เพียงซื้อสินค้าครบ 3,500 บาท รับกระเป๋าผ้า adidas Tote bag ฟรีทันที 1 ใบ มูลค่า 850 บาท หรือซื้อสินค้าครบ 5,000 บาท รับหมอน adidas pillow ฟรีทันที 1 ใบ มูลค่า 1,200 บาท (มีให้เลือกทั้งหมด 2 แบบ) ตั้งแต่วันที่ 11 – 31 มีนาคม 2564 หรือจนกว่าของจะหมด
The All-New OUTBACK พรีเมียมเอสยูวี!
The All-New OUTBACK มาพร้อมเครื่องยนต์ Boxer 2.5 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์ CVT 8 Speed โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ล่าสุด Subaru EyeSight 4.0 ดวงตาอัจริยะคู่ใหม่ที่เพิ่มความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพราะนอกจาก 6 ระบบการทำงานที่มีในอายไซต์รุ่นปัจจุบันแล้วยังขยายมุมรับภาพให้กว้างขึ้นอีก 2 เท่า พร้อมทั้งพัฒนาระบบการทำงานใหม่ เพื่อความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้นอย่าง

- Autonomous Emergency Steering ระบบบังคับเลี้ยวฉุกเฉินอัตโนมัติ: ช่วยหลีกเลี่ยงการชนโดยการหลบหลีกอัตโนมัติไปยังพื้นที่ว่างด้านข้างภายข้างในช่องทางเดิม ในกรณีที่ไม่สามารถเลี่ยงการชนด้วยระบบเบรกอัตโนมัติ (Pre-Collision Braking)
- Lane Centering Control/ Preceeding Vehicle Adaptive Steering Control ระบบบังคับรถให้อยู่กึ่งกลางถนนและระบบบังคับพวงมาลัยตามรถด้านหน้า: ประสานการทำงานร่วมกับระบบ Adaptive Cruise Control ควบคุมพวงมาลัยให้รถอยู่กึ่งกลางถนนในขณะที่ขับตามรถด้านหน้า
- Pre-Collision Braking at Intersection ระบบป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบริเวณทางแยก: มุมมองที่กว้างขึ้นทำให้กล้องสามารถตรวจสอบยานพาหนะที่ขับสวนมาในเส้นทางตรงข้าม ระบบจะช่วยเลี่ยงการชนด้วยการเบรกอัตโนมัติ
- Lane Departure Prevention Function ระบบบังคับพวงมาลัยอัตโนมัติ: เมื่อรถจะหลุดออกนอกเส้นถนน ระบบจะเตือนด้วยเสียงก่อนพวงมาลัยก่อนบังคับพวงมาลัยให้กลับมาอยู่ในเส้นทางอัตโนมัติ
พร้อมกันนี้ ซูบารุ ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดได้แก่

- Driver Monitoring System (DMS) ระบบตรวจสอบผู้ขับ: จะจับการเคลื่อนไหวของใบหน้า หากผู้ขับมีอาการง่วง, หลับ หรือไม่มองไปที่ถนนด้านหน้า ระบบจะแจ้งเตือนบนจอแสดงผลและส่งเสียงเตือน เพื่อให้แน่ใจว่าคนขับมีสมาธิอยู่กับถนน นอกจากนี้ ระบบ DMS ยังสามารถจดจำใบหน้าของผู้ขับละอำนวยความสะดวก โดยการปรับเบาะที่นั่ง, จอแสดงผล, กระจกมองข้าง และระบบปรับอากาศ
- Post-Collision Brake Control: ระบบจะป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรือลดความเสียหายซ้ำซ้อนหลังจากการปะทะ ช่วยบังคับรถไม่ให้หลุดออกนอกเลนโดยการชะลอความเร็วและหยุดรถอัตโนมัติ รวมทั้งเปิดไฟฉุกเฉินแจ้งเตือนรถโดยรอบ
- Reverse Automatic Braking ระบบป้องกันการชนเขณะถอยหลัง: ช่วยตรวจสอบพื้นที่ด้านหลังขณะถอยหลังที่ความเร็วต่ำและจัดการเบรกให้อัตโนมัติ
The All-New Outback สร้างขึ้นบนโครงสร้างตัวถังซูบารุโกลบอลแพลตฟอร์ม (Subaru Global Platform) รุ่นล่าสุด, ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของซูบารุที่ให้การควบคุมที่ดีเยี่ยมและมีเสถียรภาพ เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ใหม่ 2.5 ลิตร (Subaru Boxer Engine) ทำความเร็ว จาก 0 ถึง 100 กม. / ชม. ใน 9.6 วินาที
มีระยะห่างจากพื้น (Ground Clearance) 213 มม. และยังได้รับการออกแบบให้ดูสมบุกสมบันด้วยกันชนที่แข็งแรงและตัวถังที่แข็งแรง ช่องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ขึ้น 522 ลิตรและประตูหลังไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี เป็นคุณสมบัติการใช้งานเอนกประสงค์ที่แท้จริงทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางของครอบครัว
นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งภายในที่กว้างขวางขึ้นด้วยวัสดุตกแต่งคุณภาพสูงและสัมผัสที่นุ่มสบายของเบาะหนังแท้ Nappa จุดเด่นของการตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมดคือหน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 11.6 นิ้ว หน้าจอ LCD ความละเอียดสูง
สามารถเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบเครื่องเสียง Harmon/Kardon 11 ลำโพงและซัฟวูฟเฟอร์ พร้อมกันนี้ หน้าจออัจฉริยะยังเป็นศูนย์กลางในการควบคุมระบบทั้งหมด
ด้วยความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีความปลอดภัยของซูบารุที่ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาดใน The All-New OUTBACK นี้ ทำให้ได้รับการจัดอันดับความปลอดภัยระดับ 5 ดาว โดยสถาบัน (NHTSA) สหรัฐอเมริกาในปี 2021
คุณตวัน คำฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปบริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เปิดเผยถึงการเปิดตัวครั้งแรกในอาเซียนของ The All-New OUTBACK ว่า “ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในทุกการเดินทางคือความปลอดภัย ทำให้ซูบารุตัดสินใจนำ The All-New OUTBACK มาจัดแสดงเพื่อผู้บริโภคชาวไทย โดยรถยนต์รุ่นที่สำคัญที่สุดของซูบารุรุ่นนี้เป็นการยกระดับวิศวกรรมยานยนต์ขึ้นอีกขั้นด้วยการผสมผสานกันอย่างลงตัวของความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีความปลอดภัยกับการใช้งานที่สะดวกสบาย ทำให้ The All-New OUTBACK เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดพรีเมียมเอสยูวี
เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำ! ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42
คุณโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การก้าวข้ามขีดจำกัดคือสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของเมอร์เซเดส-เบนซ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และในปี 2564 จะยังเป็นปีของการเดินทางต่อไปบนเส้นทางที่เราพร้อมพาลูกค้าไปพบกับความพิเศษ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และนวัตกรรมที่บรรจุไว้ภายในรถยนต์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับทุกคน นี่คือที่มาของการสร้างสรรค์บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ในวันนี้ ให้ฉีกทุกกฎเกณฑ์ไปจากที่เราได้เคยได้ทำมา ทั้งเพื่อเว้นระยะห่างและสร้างความปลอดภัยภายใต้สถานการณ์โควิด-19 พร้อมทั้งเซอร์ไพรส์ผู้ชมทุกคนด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคตจากแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเราเลือกตีความอนาคตให้กลายเป็นความจริงใหม่ในยุคปัจจุบัน นำเสนอออกมาเป็น “ประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำลึก” ที่เชื่อมโยงทุกคนให้สามารถเข้าถึงทุกข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ทุกรุ่นที่ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่ทุกคนรอคอยตลอดช่วงเวลาของการจัดงาน ทั้งที่งานมอเตอร์โชว์และที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ”
ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเชื่อมต่อประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ด้วยการพลิกโฉมหน้าการสร้างสรรค์บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายในงานใหม่ทั้งหมด ทั้งในเรื่องของการนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ และประสบการณ์การพูดคุยกับ “ดิจิทัลไกด์” ที่ครอบคลุมและครบครันตอบทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการนำเสนอรถยนต์ที่ผสานเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดภายใต้กลยุทธ์ “Electric First” พร้อมทั้งพาผู้เข้าร่วมงานไปสัมผัสกับนวัตกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ผ่าน “ประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำลึก” (Immersive Digital Experience) ที่จะฉีกทุกกฎการเข้าชมงานมอเตอร์โชว์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
สำหรับไฮไลต์ของรถยนต์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำมาจัดแสดงภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ได้แก่
“Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic” วางจำหน่ายในราคา 4,550,000 บาท การออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ผนวกความเป็นสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหรามาพร้อมขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 197 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 237 กิโลเมตร/ชั่วโมง
“Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic” วางจำหน่ายในราคา 5,140,000 บาท ยนตรกรรมสปอร์ตเปิดประทุนสุดหรู มาพร้อมขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 197 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 234 กิโลเมตร/ชั่วโมง
“Mercedes-Benz The new E-Class” รถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์กับดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวที่พร้อมมอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ และสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยว โดยมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบบปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชันที่ 3 ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.7 วินาที อีกหนึ่งทางเลือกคือเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบขนาด 1,950 ซีซีพร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐาน EURO6 ให้พละกำลัง 194 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 7.3 วินาที ถ่ายทอดพลังจากเครื่องยนต์อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากถึง 6.5%
- Mercedes-Benz The new E-Class มีวางจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่
- Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde ราคา 3,190,000 บาท
- Mercedes-Benz E 220 d AMG Sport ราคา 3,540,000 บาท
- Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic ราคา 3,770,000 บาท
**********
“Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC” วางจำหน่ายในราคา 3,190,000 บาท ยนตรกรรมคอมแพ็คเอสยูวีสายพันธุ์แรงที่มาพร้อมความอเนกประสงค์และดีไซน์สปอร์ตตามปรัชญาของ Mercedes-AMG ในทุกรายละเอียด โดยมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 306 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 3,000-4,000 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.1 วินาที
“Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive” วางจำหน่ายในราคา 4,699,000 บาท ที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีรุ่นแรกในไทยที่ผสานเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเข้ากับความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์ดีเซล พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิต ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,950 ซีซี พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์และอินเตอร์คูลเลอร์ ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชันที่ 3 พร้อมมอบพละกำลังสูงสุดถึง 320 แรงม้า ให้อัตราเร่งที่พุ่งทะยานจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.8 วินาที ขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่พร้อมทลายทุกข้อจำกัดในทุกเส้นทางและตอบสนองต่อทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
นอกจากนี้ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังร่วมมือกับหอการค้าเยอรมัน-ไทยและบริษัทชั้นนำจากประเทศเยอรมนีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ประกาศเปิดโครงการ “Clean Air Initiative” อย่างเป็นทางการ ด้วยจุดมุ่งหมายในการผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ผลิตสินค้าและบริการที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดอากาศที่สะอาดและบริสุทธิ์ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์จะนำโครงการ “Charge to Change” ที่ได้ริเริ่มขึ้นในปีที่แล้วและได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมในการช่วยส่งเสริมให้ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทั่วประเทศไทยหันมาชาร์จเพื่อเปลี่ยนโลกร่วมกัน มารวมอยู่ในโครงการ “Clean Air Initiative” ในครั้งนี้ด้วย
ผู้สนใจสามารถเข้าชมบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 4 เมษายน 2564 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
อาวดี้ รุกต่อเนื่องเปิดตัว The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition ณ Motor Show 2021
The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition ด้วยสมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัยนั้นนับว่าเหนือชั้นอย่างเยี่ยมยอด โดยช่วงล่างมาพร้อมระบบควบคุมโช๊คอัพแบบไฟฟ้า (damper control) ระบบกันสะเทือนมาตรฐาน พร้อมสปริงเหล็กที่คอยควบคุมระบบแดมเปอร์ที่ทำให้เกิดการกระจายแรงที่กว้างขึ้น จึงขับได้สนุกและสบายยิ่งขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid (MHEV) 4 สูบ แบบ direct injection เทอร์โบชาร์จ ซึ่งให้พละกำลังสูงสุดที่ 249 แรงม้า แรงบิดที่ 370 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 6.3 วินาที เกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันเลื่องชื่อ ในรูปแบบ quattro with ultra technology ด้วยความเร็วสูงสุด 237 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ล้อขนาด 20 นิ้ว ลายสปอร์ตทูโทน พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงหน้า-หลัง กระจังหน้าสีดำลาย Honey Comb ได้รับการออกแบบให้มีความสปอร์ต์ดุดัน โดยรูปลักษณ์เส้นสายของ Single frame รูปทรงแปดเหลี่ยมสีดำตื้นขึ้นและกว้างขึ้น ชุดตกแต่งแบบสปอร์ต S line ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมทั้งตกแต่งแบบ Black Edition ภายนอกตัวรถ เพื่อเพิ่มความดุดัน ท้าทายทุกสายตา ขณะที่ไฟหน้า LED daytime running lights ถูกดีไซน์ใหม่ เพิ่มความลงตัวให้กับด้านหน้ารถมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ด้วย Driving Assistance System ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุด้านหลังหากรถด้านหลังเสี่ยงจะวิ่งมาชนจะรั้งเข็มขัดนิรภัย แจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (lane change assist หรือ Blind spot) รวมถึงการแจ้งเตือนด้านข้างด้านท้ายเมื่อจะลงรถ (exit warning) หากมีวัตถุจะวิ่งมาชน เช่น จักรยาน มอเตอร์ไซค์ จะมีสัญญาณไฟเตือน
ภายในห้องโดยสารใหม่ ถูกออกแบบให้มีความเอ็กซ์คลูซีฟ ระดับเฟิร์สคลาส ทำให้ความรู้สึกสบายและโปร่งมากยิ่งขึ้น ขณะที่ระบบการเชื่อมต่อและระบบอินโฟเทนเมนต์ถูกปรับใหม่ ให้ล้ำสมัยมากขึ้น จากการอัปเดต Modular Infotainment Platform (MIB3) รุ่นที่สาม ทำให้การประมวลผลสูงกว่ารุ่นก่อนถึงสิบเท่า ตกแต่งห้องโดยสารภายในด้วยลาย Matte Brushed Aluminum สะกดใจตั้งแต่แรกเห็น เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Sports หุ้มหนัง Fine Nappa ตกแต่งด้วยลาย diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น สปอร์ตท้ายตัด พร้อมสัญลักษณ์ S line และ Paddle shift มาพร้อม Cruise control ระบบ MMI Radio plus ขนาด 10.1 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อ Audi smartphone interface จอแสดงข้อมูลการขับขี่ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว ให้ความสุนทรีย์กับเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen 3 มิติ Ambient Lighting 30 สี เพิ่มความสะดวกสบายควบคุมอุณหภูมิแยกอิสระ 3 โซน และช่องเชื่อมต่อ USB ในห้องโดยสารด้านหน้า-หลัง พนักพิงของเบาะผู้โดยสารด้านหลังสามารถปรับเอนและเลื่อนหน้า-หลังได้ พร้อมเสริมม่านบังแดดเข้ามาให้เพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ที่เก็บสัมภาระ 580 – 1580 ลิตร The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition มีให้เลือก 5 สี คือ Glacier White, Mythos Black, Quantum grey สีเขียวสุดฮิตอย่าง District green และสีใหม่ Ultra Blue มาในราคาสุดคุ้มค่าเพียง 3,990,000 บาท พร้อมแคมเปญพิเศษ ดอกเบีย 0 % 3 ปี ไม่มีบอลลูน ที่ลูกค้าจะพลาดไม่ได้
นอกจากไฮไลท์ที่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในงานแล้ว ที่บูธ อาวดี้ ประเทศไทย ภายในงาน Bangkok Motor Show 2021 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม– 4 เมษายน 2564 ที่ชาเลนเจอร์ฮอล์ เมืองทองธานี ยังมีไฮไลท์สุดยอด ที่สร้างความฮือฮาให้กับทั่วโลก นั่นคือ The New Audi e-tron GT ยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ 4 ประตู ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุด ซึ่งคันที่นำมาจัดแสดง เป็นเพียง 1 ใน 8 คัน ที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์นำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเอเชีย โดยเพิ่งเปิดตัวกับสื่อมวลชนไทยและเปิดตัวกับสาธารณชน ในงานมอเตอร์โชว์เป็นครั้งแรก และเปิดรับจองในงานนี้ด้วย มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย 9 สี คือ e-tron GT quattro ราคา 6,390,000 บาท, รุ่น e-tron GT quattro Performance ราคา 6,790,000 บาท และตัวท็อปที่สุดคือ RS e-tron GT quattro ราคาสุดเร้าใจเพียง 9,490,000 บาท รวมถึงมีรถไฟฟ้า e-tron SUV อีก 2 รุ่น ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ คือ “Audi e-tron Sportback 55 quattro S line” และ Audi e-tron 55 quattro มาจัดแสดงด้วย
อีกไฮไลท์เด่น ที่มั่นใจว่าจะทำให้เหล่า Performance Seeker จะได้ฟินเต็มที่กับกองทัพตระกูล RS รถสปอร์ต สุดล้ำ เต็มไปด้วยสมรรถนะได้นำมาให้ลูกค้ายลโฉม ในทุกเซกเมนต์ แต่ละคันสีสวยโดดเด่น พร้อมสะกดทุกสายตา ตอบทุกโจทย์คนชอบสมรรถนะ ความแรง และความเร็ว ท่านลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียด สเปค สี พร้อมโปรโมชั่นที่คุณจะพลาดไม่ได้ตลอดงาน นำทัพ RS ที่มาร่วมในงาน อย่างสปอร์ตคูเป้ตัวแรง RS 5 Coupé quattro / The New Audi TT RS Coupé สุดยอดไอคอนของอาวดี้ตลอดกาล / RS Q8 quattro SUV Coupé ทรงพลังที่สุดจาก Audi Sport GmbH / RS 4 Avant quattro ยนตรกรรม Avant ที่ถูกสร้างมาด้วย DNA ของรถแข่ง และนับเป็นสเตชั่นแวกอนที่มีสมรรถนะสูง เร้าใจเป็นที่สุด / The New Audi RS Q3 Sportback quattro น้องใหม่ตระกูล RS แรง เร้าใจ
แฟนๆ อาวดี้ สามารถไปยลโฉมยนตรกรรมอาวดี้ ครบทุกเซกเมนต์ รวมกว่า 20 รุ่น ที่ยกขบวนมามาจัดแสดงในงาน Bangkok International Motor Show 2021 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 4 เมษายน 2564 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอล์ อิมแพค เมืองทองธานี ลูกค้าที่สนใจสามารถทดลองขับ หรือติดต่อที่โชว์รูมอาวดี้ ทั้งนี้อีก ไฮไลท์สุดปังของ บูธ อาวดี้ ประเทศไทย ในงานมอเตอร์โชว์ ที่ลูกค้าจะได้รับอย่างแน่นอน เมื่อตัดสินใจเลือกอาวดี้ นั่นคือข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษแห่งปีที่จะพลาดไม่ได้ และถูกใจลูกค้าเป็นอย่างมากมาย กับข้อเสนอ และแคมเปญผ่อน 0% นาน 3-7 ปี ไม่มีบอลลูน อาทิ
· Q8 55 TFSI quattro S line พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 7 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 56,900 บาท
· TT Coupé 45 TFSI quattro S line พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 7 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 26,500 บาท
· A6 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 5 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 50,500 บาท
· Q7 45 TDI quattro พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 5 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 56,900 บาท
· Q3 35 TFSI S line พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 5 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 24,990 บาท
· A5 Coupé 40 TFSI S line พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 3 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 44,990 บาท
· e-tron Sportback 55 quattro S line ดอกเบี้ย 0% 3 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 88,500 บาท
นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวการทำงานของอาวดี้ ที่ทำให้แบรนด์ Audi ในประเทศไทยได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก คือ “Speed” หรือความเร็วเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนแบรนด์ที่สำคัญ โจทย์ที่ท้าทายในทุกวันของอาวดี้คือ ทำอย่างไรจึงจะตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสเปค ราคา โปรโมชั่น รวมถึงการบริการหลังการขาย ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส ทดลองขับ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ภายในงานมอเตอร์โชว์ 2021 อาวดี้ ประเทศไทย ขอนำเสนอรถพรีเมียม SUV ขนาดกลางที่ลูกค้าสอบถามเข้ามาอย่างมากมาย มาเปิดตัวในงานเพิ่มอีก 1 รุ่นนั่น คือ “The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition” ครั้งนี้ทาง อาวดี้ ประเทศไทย ขอใส่ออฟชั่นจัดเต็ม ให้สมกับการรอคอย เชื่อว่า The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition โฉมใหม่ จะสร้างปรากฏการณ์ในยอดขายอย่างมาก ด้วยจุดเด่นของรูปลักษณ์ทั้งภายใน ภายนอก ที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น จะตอบโจทย์ลูกค้าเป็นอย่างดี ตามแบบฉบับของ Crossover Q Family ด้วยความสปอร์ตเร้าใจ ดุดัน แข็งแรง ขับขี่คล่องตัวพร้อมก้าวทะยานไปทุกเส้นทางตามใจต้องการ
