อาวดี้ รุกต่อเนื่องเปิดตัว The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition ณ Motor Show 2021
The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition ด้วยสมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัยนั้นนับว่าเหนือชั้นอย่างเยี่ยมยอด โดยช่วงล่างมาพร้อมระบบควบคุมโช๊คอัพแบบไฟฟ้า (damper control) ระบบกันสะเทือนมาตรฐาน พร้อมสปริงเหล็กที่คอยควบคุมระบบแดมเปอร์ที่ทำให้เกิดการกระจายแรงที่กว้างขึ้น จึงขับได้สนุกและสบายยิ่งขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid (MHEV) 4 สูบ แบบ direct injection เทอร์โบชาร์จ ซึ่งให้พละกำลังสูงสุดที่ 249 แรงม้า แรงบิดที่ 370 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 6.3 วินาที เกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันเลื่องชื่อ ในรูปแบบ quattro with ultra technology ด้วยความเร็วสูงสุด 237 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ล้อขนาด 20 นิ้ว ลายสปอร์ตทูโทน พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงหน้า-หลัง กระจังหน้าสีดำลาย Honey Comb ได้รับการออกแบบให้มีความสปอร์ต์ดุดัน โดยรูปลักษณ์เส้นสายของ Single frame รูปทรงแปดเหลี่ยมสีดำตื้นขึ้นและกว้างขึ้น ชุดตกแต่งแบบสปอร์ต S line ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมทั้งตกแต่งแบบ Black Edition ภายนอกตัวรถ เพื่อเพิ่มความดุดัน ท้าทายทุกสายตา ขณะที่ไฟหน้า LED daytime running lights ถูกดีไซน์ใหม่ เพิ่มความลงตัวให้กับด้านหน้ารถมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ด้วย Driving Assistance System ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุด้านหลังหากรถด้านหลังเสี่ยงจะวิ่งมาชนจะรั้งเข็มขัดนิรภัย แจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (lane change assist หรือ Blind spot) รวมถึงการแจ้งเตือนด้านข้างด้านท้ายเมื่อจะลงรถ (exit warning) หากมีวัตถุจะวิ่งมาชน เช่น จักรยาน มอเตอร์ไซค์ จะมีสัญญาณไฟเตือน
ภายในห้องโดยสารใหม่ ถูกออกแบบให้มีความเอ็กซ์คลูซีฟ ระดับเฟิร์สคลาส ทำให้ความรู้สึกสบายและโปร่งมากยิ่งขึ้น ขณะที่ระบบการเชื่อมต่อและระบบอินโฟเทนเมนต์ถูกปรับใหม่ ให้ล้ำสมัยมากขึ้น จากการอัปเดต Modular Infotainment Platform (MIB3) รุ่นที่สาม ทำให้การประมวลผลสูงกว่ารุ่นก่อนถึงสิบเท่า ตกแต่งห้องโดยสารภายในด้วยลาย Matte Brushed Aluminum สะกดใจตั้งแต่แรกเห็น เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Sports หุ้มหนัง Fine Nappa ตกแต่งด้วยลาย diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น สปอร์ตท้ายตัด พร้อมสัญลักษณ์ S line และ Paddle shift มาพร้อม Cruise control ระบบ MMI Radio plus ขนาด 10.1 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อ Audi smartphone interface จอแสดงข้อมูลการขับขี่ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว ให้ความสุนทรีย์กับเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen 3 มิติ Ambient Lighting 30 สี เพิ่มความสะดวกสบายควบคุมอุณหภูมิแยกอิสระ 3 โซน และช่องเชื่อมต่อ USB ในห้องโดยสารด้านหน้า-หลัง พนักพิงของเบาะผู้โดยสารด้านหลังสามารถปรับเอนและเลื่อนหน้า-หลังได้ พร้อมเสริมม่านบังแดดเข้ามาให้เพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ที่เก็บสัมภาระ 580 – 1580 ลิตร The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition มีให้เลือก 5 สี คือ Glacier White, Mythos Black, Quantum grey สีเขียวสุดฮิตอย่าง District green และสีใหม่ Ultra Blue มาในราคาสุดคุ้มค่าเพียง 3,990,000 บาท พร้อมแคมเปญพิเศษ ดอกเบีย 0 % 3 ปี ไม่มีบอลลูน ที่ลูกค้าจะพลาดไม่ได้
นอกจากไฮไลท์ที่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในงานแล้ว ที่บูธ อาวดี้ ประเทศไทย ภายในงาน Bangkok Motor Show 2021 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม– 4 เมษายน 2564 ที่ชาเลนเจอร์ฮอล์ เมืองทองธานี ยังมีไฮไลท์สุดยอด ที่สร้างความฮือฮาให้กับทั่วโลก นั่นคือ The New Audi e-tron GT ยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ 4 ประตู ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุด ซึ่งคันที่นำมาจัดแสดง เป็นเพียง 1 ใน 8 คัน ที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์นำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเอเชีย โดยเพิ่งเปิดตัวกับสื่อมวลชนไทยและเปิดตัวกับสาธารณชน ในงานมอเตอร์โชว์เป็นครั้งแรก และเปิดรับจองในงานนี้ด้วย มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย 9 สี คือ e-tron GT quattro ราคา 6,390,000 บาท, รุ่น e-tron GT quattro Performance ราคา 6,790,000 บาท และตัวท็อปที่สุดคือ RS e-tron GT quattro ราคาสุดเร้าใจเพียง 9,490,000 บาท รวมถึงมีรถไฟฟ้า e-tron SUV อีก 2 รุ่น ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ คือ “Audi e-tron Sportback 55 quattro S line” และ Audi e-tron 55 quattro มาจัดแสดงด้วย
อีกไฮไลท์เด่น ที่มั่นใจว่าจะทำให้เหล่า Performance Seeker จะได้ฟินเต็มที่กับกองทัพตระกูล RS รถสปอร์ต สุดล้ำ เต็มไปด้วยสมรรถนะได้นำมาให้ลูกค้ายลโฉม ในทุกเซกเมนต์ แต่ละคันสีสวยโดดเด่น พร้อมสะกดทุกสายตา ตอบทุกโจทย์คนชอบสมรรถนะ ความแรง และความเร็ว ท่านลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียด สเปค สี พร้อมโปรโมชั่นที่คุณจะพลาดไม่ได้ตลอดงาน นำทัพ RS ที่มาร่วมในงาน อย่างสปอร์ตคูเป้ตัวแรง RS 5 Coupé quattro / The New Audi TT RS Coupé สุดยอดไอคอนของอาวดี้ตลอดกาล / RS Q8 quattro SUV Coupé ทรงพลังที่สุดจาก Audi Sport GmbH / RS 4 Avant quattro ยนตรกรรม Avant ที่ถูกสร้างมาด้วย DNA ของรถแข่ง และนับเป็นสเตชั่นแวกอนที่มีสมรรถนะสูง เร้าใจเป็นที่สุด / The New Audi RS Q3 Sportback quattro น้องใหม่ตระกูล RS แรง เร้าใจ
แฟนๆ อาวดี้ สามารถไปยลโฉมยนตรกรรมอาวดี้ ครบทุกเซกเมนต์ รวมกว่า 20 รุ่น ที่ยกขบวนมามาจัดแสดงในงาน Bangkok International Motor Show 2021 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 4 เมษายน 2564 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอล์ อิมแพค เมืองทองธานี ลูกค้าที่สนใจสามารถทดลองขับ หรือติดต่อที่โชว์รูมอาวดี้ ทั้งนี้อีก ไฮไลท์สุดปังของ บูธ อาวดี้ ประเทศไทย ในงานมอเตอร์โชว์ ที่ลูกค้าจะได้รับอย่างแน่นอน เมื่อตัดสินใจเลือกอาวดี้ นั่นคือข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษแห่งปีที่จะพลาดไม่ได้ และถูกใจลูกค้าเป็นอย่างมากมาย กับข้อเสนอ และแคมเปญผ่อน 0% นาน 3-7 ปี ไม่มีบอลลูน อาทิ
· Q8 55 TFSI quattro S line พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 7 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 56,900 บาท
· TT Coupé 45 TFSI quattro S line พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 7 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 26,500 บาท
· A6 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 5 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 50,500 บาท
· Q7 45 TDI quattro พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 5 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 56,900 บาท
· Q3 35 TFSI S line พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 5 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 24,990 บาท
· A5 Coupé 40 TFSI S line พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% 3 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 44,990 บาท
· e-tron Sportback 55 quattro S line ดอกเบี้ย 0% 3 ปี ไม่มีบอลลูน ผ่อนเดือนละ 88,500 บาท
นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวการทำงานของอาวดี้ ที่ทำให้แบรนด์ Audi ในประเทศไทยได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก คือ “Speed” หรือความเร็วเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนแบรนด์ที่สำคัญ โจทย์ที่ท้าทายในทุกวันของอาวดี้คือ ทำอย่างไรจึงจะตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสเปค ราคา โปรโมชั่น รวมถึงการบริการหลังการขาย ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส ทดลองขับ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ภายในงานมอเตอร์โชว์ 2021 อาวดี้ ประเทศไทย ขอนำเสนอรถพรีเมียม SUV ขนาดกลางที่ลูกค้าสอบถามเข้ามาอย่างมากมาย มาเปิดตัวในงานเพิ่มอีก 1 รุ่นนั่น คือ “The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition” ครั้งนี้ทาง อาวดี้ ประเทศไทย ขอใส่ออฟชั่นจัดเต็ม ให้สมกับการรอคอย เชื่อว่า The New Audi Q5 45 TFSI quattro S line Black Edition โฉมใหม่ จะสร้างปรากฏการณ์ในยอดขายอย่างมาก ด้วยจุดเด่นของรูปลักษณ์ทั้งภายใน ภายนอก ที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น จะตอบโจทย์ลูกค้าเป็นอย่างดี ตามแบบฉบับของ Crossover Q Family ด้วยความสปอร์ตเร้าใจ ดุดัน แข็งแรง ขับขี่คล่องตัวพร้อมก้าวทะยานไปทุกเส้นทางตามใจต้องการ
นาฬิการะบบโครโนกราฟแบบไขลาน INTRA-MATIC CHRONOGRAPH H คลาสสิกสไตล์อเมริกัน
นาฬิกา Intra-Matic Chronograph H รุ่นใหม่ในคอลเลคชั่นล่าสุดนี้ กลับมาเพื่อคืนชีพยุคทองแห่งนาฬิกาสปอร์ตอีกครั้ง ด้วยการนำโครโนกราฟแบบไขลานอันโดดเด่นกลับมาอีกครั้งเพื่อหวนคืนจิตวิญญาณของความเป็นอเมริกันคลาสสิค โดยนาฬิกา Intra-Matic Chronograph H รุ่นใหม่นี้ ไม่ได้สร้างขึ้นเพียงเพื่อบอกเวลาเท่านั้น แต่ได้รับการสร้างขึ้นเพื่อใช้งานแบบไขลาน เพื่อเป็นนาฬิกาจับเวลา เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่จะทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสและรู้สึกถึงการออกแบบและประดิษฐ์นาฬิกาแบบอนาล็อกอย่างแท้จริง
นาฬิกา Intra-Matic Chronograph H ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาโครโนกราฟ A และ B ซึ่งเป็นที่นิยมในปี 1968 ตัวเรือนยังคงความเป็นเอกลักษณ์จากรุ่นดั้งเดิมและยังรวมดีไซน์ใหม่แบบร่วมสมัยไว้ด้วย ซึ่งถือเป็นการผสมผสานทั้งสองสไตล์อันละเอียดอ่อนเอาไว้ได้อย่างลงตัว นาฬิกาเรือนนี้จึงมีเสน่ห์ดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบความเรียบง่ายบริสุทธิ์และความซับซ้อนของกลไกโครโนกราฟแบบไขลานได้เป็นอย่างไร้ข้อกังขา
Hamilton ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนากลไกนาฬิกาโครโนกราฟไขลานแบบใหม่ออกมาเป็นเทคโนโลยีที่ชื่อ Hamilton caliber H-51 เนื่องในโอกาสพิเศษสำหรับการกลับมาของนาฬิกาในครั้งนี้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มาพร้อมกับพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง และยังช่วยยกระดับความวินเทจดั้งเดิมให้ดูมีความทันสมัยมากขึ้นไปพร้อมกัน
นอกจากเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดแล้ว Intra-Matic Chronograph H มาพร้อมกับดีไซน์ตัวเรือนทำจากสแตนเลสสตีลมาพร้อมสายหนังสีดำหรือสายสแตนเลสสตีลถักลายตาข่าย หน้าปัดขนาด 40 มม. เสริมความโดดเด่นบนหน้าปัดแพนด้าสีดำและสีขาวด้วย Super-LumiNova® ซึ่งชวนทำให้นึกถึงสีเก่า ๆ ของเรเดียม รวมไปถึงกระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์แบบนูน ที่สะท้อนลักษณะเฉพาะของนาฬิกาโครโนกราฟของ Hamilton ที่ไม่มีใครเทียบได้ในช่วงทศวรรษที่ 1960s และ 1970s
60 ปี มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย และความมุ่งมั่นเพื่อสังคมไทย!
มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงาน “60 ปี มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย และความมุ่งมั่นเพื่อสังคมไทย” ว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เริ่มต้นการผลิตรถยนต์ ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2460 จวบจนปัจจุบันเป็นเวลา 104 ปี หลังจากนั้น ได้เข้ามาเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2504 โดยวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดัน ให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้กับประเทศ ผ่าน 7 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ การจ้างงาน การพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์ การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การส่งออก การช่วยเหลือสังคม และสิ่งแวดล้อม และ ในปี พ.ศ. 2507 เราเริ่มผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 เราเริ่มการผลิตรถยนต์ที่โรงงาน 1 แหลมฉบัง ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 424,000 คันต่อปี ถือเป็นศูนย์การผลิตที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาศูนย์การผลิตของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ทั่วโลก”
ยิ่งไปกว่านั้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์ที่ผลิตโดยฝีมือคนไทยเป็นรายแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จวบจนปัจจุบัน เรามียอดการส่งออกสะสมครบ 4.4 ล้านคัน และส่งไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 120 ประเทศ ล่าสุดเรามีความยินดีที่จะประกาศว่า เราได้บันทึกอีกก้าวสำคัญด้วยการผลิตรถยนต์ มิตซูบิชิ ครบ 6 ล้านคันในประเทศไทย ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนของลูกค้า ซัพพลายเออร์ เพื่อนสื่อมวลชน และรัฐบาลไทย ผมขอใช้โอกาสนี้กล่าวขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่ทำให้เรา ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี”
มร.เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายในประเทศ และบริการหลังการขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “ตลอดระยะเวลา 60 ปี ของการดำเนินธุรกิจของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย มีรถยนต์มิตซูบิชิ วิ่งอยู่บนถนนเมืองไทยแล้วกว่า 1.7 ล้านคัน เรารู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มีผู้ให้การสนับสนุนมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าพันธมิตรทางธุรกิจของเรา รวมถึงรัฐบาลไทยและนโยบายต่างๆ ที่เข้ามาช่วยส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจของเรา และเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและส่งความสุขให้แก่คนไทยทุกคน เราได้จัดกิจกรรมพิเศษมากมายตลอดปี เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปี นอกเหนือจากแคมเปญ “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน” เราจะเปิดตัว ‘รถยนต์โมเดลพิเศษ’ และรถยนต์รุ่นพิเศษพร้อมคอนเซ็ปต์สีแดง ‘Passion Red Edition’ ” พร้อมบริจาคเงินจากยอดขายของรถยนต์รุ่นดังกล่าว
รถยนต์สีแดงพิเศษ 3 รุ่นแรก ที่เปิดตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Passion Red Edition’ ประกอบด้วยมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ แอททราจ และมิตซูบิชิ มิราจ ซึ่งจะมีเฉดสีแดงแตกต่างกันไป มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รถอเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยม พร้อมสีใหม่ แดง Meduim Red แสดงถึงความมุ่งมั่นของลูกค้า ที่จะไปถึงยังจุดหมายที่ไม่มีใครไปถึงและได้สัมผัสประสบการณ์และความสุขที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อคนที่รัก มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ ทั้งสองรุ่นพิเศษมาพร้อมสีแดง Red Metallic และหลังคาดำ พร้อมการตกแต่งพิเศษในรุ่น ‘Special Edition’ เพื่อยกระดับความมีสไตล์ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในเมืองที่มองหาแรงบันดาลใจเพื่อทุกความสำเร็จในชีวิต
ที่มาของการเลือกใช้สีแดง เนื่องมาจาก สีแดงคือสีที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นสีของโลโก้ประจำแบรนด์ อีกทั้งยังเป็นสีแห่งตำนานเจ้าสนาม อย่างมิตซูบิชิ ปาเจโร ด้วยชัยชนะถึง 12 ครั้ง จากสนามแข่งแรลลี่สุดหฤโหดระดับโลก อย่าง ปารีส-ดาการ์ และเป็นสีของมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน เจ้าแห่งสนาม เวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพ และจากตำนานบัลลังก์แชมเปียนเหล่านี้ ทำให้สีแดง เป็นสีที่เป็นสัญลักษณ์แห่งสมรรถนะที่ทรงพลังเพื่อให้โลกได้จดจำ สีแดงจึงเป็นสี ที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่จะขับเคลื่อนความพึงพอใจและความมุ่งมั่น สู่ความสำเร็จให้แก่ลูกค้า พร้อมกับมุ่งตอบแทนสังคมและสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ไปพร้อมๆ กันด้วย
นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังจะเผยโฉม ‘มิตซูบิชิ ไทรทัน ‘รักกิจ เอดิชั่น’ รถกระบะรุ่นพิเศษที่เปี่ยมด้วยสีสันสะดุดตา เพื่อฉลองครบ 60 ปี ซึ่งรถกระบะรุ่นพิเศษนี้ เป็นความร่วมมือกันระหว่าง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และคุณรักกิจ ควรหาเวช ศิลปินแนวสตรีทอาร์ตชื่อดัง ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ศิลปะแนวเรขาคณิตที่มีสไตล์เฉพาะตัว มีความแน่วแน่ ในการสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นของตนเอง ความไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้และลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำให้วันนี้ เขาสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นศิลปินแนวสตรีทอาร์ตชื่อดังแถวหน้าในระดับโลก เรื่องราวของคุณรักกิจ สะท้อนภาพความมุ่งมั่นและยืนหยัดต่อการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ผลงานกราฟิกที่เต็มไปด้วยสีสันถ่ายทอดมาสู่รถยนต์ที่ทรงพลังอย่างมิตซูบิชิ ไทรทัน ได้แรงบันดาลใจมาจากเทพเจ้าไทรทัน เทพแห่งท้องทะเล เกิดเป็นผลงานชื่อ “THE GREAT TRITON” สัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นของการสร้างสไตล์ในแบบของตัวเอง รถกระบะรุ่นพิเศษนี้ จะเผยโฉมให้ชมอย่างเป็นทางการที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 นี้
“เรารู้สึกภูมิใจที่คุณรักกิจได้มาร่วมสร้างผลงานศิลปะสุดพิเศษให้กับมิตซูบิชิ ไทรทัน การให้การสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานของคุณรักกิจและศิลปินชาวไทยท่านอื่นๆ สะท้อนถึงแนวคิดเรื่อง “Drive Your Ambition” ของเรา ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมุ่งมั่นและฝ่าฟันไปสู่ความสำเร็จ มร. โคอิโตะ กล่าวสรุป
และเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณลูกค้าชาวไทยและตอบแทนสังคมไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังประกาศเปิดตัวโครงการเพื่อสังคม ที่ให้ลูกค้าสามารถมีส่วนร่วมกับโครงการได้ โดยเมื่อซึ้อรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต สีแดง Medium Red มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะร่วมบริจาคเงิน 5,000 บาท ต่อคัน และ 2,000 บาท ต่อคัน เมื่อซื้อรถยนต์รุ่นพิเศษ 3 รุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิตซูบิชิ มิราจ รุ่น ‘Special Edition’ และ มิตซูบิชิ ไทรทัน ‘รักกิจ เอดิชั่น’ ตั้งแต่ 22 มีนาคม จนถึง 31 ธันวาคม 2564 โดยเงินที่รวบรวมได้ทั้งหมด จะถูกนำไปบริจาค เพื่อการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนใน 3 ด้าน ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สุขภาพและชีวอนามัย และการศึกษาและจริยธรรม
สำหรับก้าวต่อไปจากนี้ แผนธุรกิจระยะกลาง 3 ปี ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น จะยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความเติบโตทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย อีกทั้งยังคงมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจของไทยและศักยภาพการเติบโตของเศษฐกิจในประเทศ มีรายงานความคืบหน้าในการดำเนินธุรกิจของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือการเปิดโรงพ่นสีแห่งใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างในส่วนอาคารไปเกือบเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว กำหนดแล้วเสร็จและเปิดทำการภายในปลายปี 2564
และเพื่อสร้างความต่อเนื่องให้กับนโยบายด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2564 เป็นต้นมา ด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่ศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่แหลมฉบัง
สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่มาช่วยตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ผลิตและเปิดตัวรถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี โมเดลล่าสุด โมเดลเดียวของเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ในประเทศไทย ในปี 2563 และเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2563 จำหน่ายแล้วในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากถึง 270,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคมปี 2563 ที่ผ่านมา รวมถึงยังเป็นรถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดที่ขายดีที่สุดในตลาดยุโรปในปี 2563 อีกด้วย และเพื่อก้าวสู่สังคมไร้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น พบว่า ตราบจนปัจจุบัน รถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริดเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เฉพาะจากปลายท่อไอเสียรถยนต์ แต่หมายรวมถึงทั้งกระบวนการการผลิตทั้งหมด ทั้งจากการผลิตกระแสไฟฟ้า และจากกระบวนการการผลิตรถยนต์อีกด้วย
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมีแผนขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อให้เข้าถึงผู้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น และในเดือนมีนาคมนี้ เราจะมีผู้จำหน่ายทั้งหมดครบ 240 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย และมีเป้าหมายขยายเพิ่มเป็น 250 แห่งภายในปี 2564 เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยในปี 2563 บริษัทฯ คว้า 3 รางวัลจากทั้งหมด 4 รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม (TAQA) นอกจากการเพิ่มจำนวนผู้จำหน่าย บริษัทฯ ยังรักษามาตรฐานความเป็นเลิศและการมีบุคลากรที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน
อีกหนึ่งด้านที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญคือการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ด้วยการดำเนินกิจกรรมการตลาด ต่าง ๆ ที่เข้าถึงลูกค้าในระดับชุมชนและท้องถิ่นผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่าย สำหรับบริการหลังการขาย รถยนต์ทุกรุ่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มาพร้อมกับความมั่นใจในคุณภาพและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมของบริการหลังการขาย ภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ดูแลลูกค้าด้วยสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพ อะไหล่แท้ การบริการโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝนอบรมเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ลูกค้ายังจะได้รับแพ็คเกจ บริการหลังการขาย ‘Mitsubishi Service Package’ ได้แก่ ฟรีค่าบริการเช็คระยะ 5 ปีและฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี บริษัทฯ ยังยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายด้วยการมอบการรับประกัน 5 ปีและฟรีค่าแรง 5 ปี ให้เป็นการรับประกันมาตรฐาน พร้อมกับโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ Warranty Plus นานสูงสุดรวม 7 ปี ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานรถยนต์มิตซูบิชิที่มาพร้อมการบริการที่ไว้วางใจได้และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และมีราคาขายต่อ น่าพึงพอใจ
บริษัทฯ จะยังสานต่อแนวคิดระดับโลก ‘Drive Your Ambition’ ที่จะมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความโดดเด่น มั่นใจ ผสมผสานจิตวิญญาณของการผจญภัยและมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จ
BMW M4 Competition Coupé แรงหน้าหงาย! ในราคา 9.999 บาท
ขุมพลังที่เป็นหัวใจหลักของ BMW M4 Competition Coupé ใหม่ ผสานพลังจากเครื่องยนต์เบนซินรอบสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ในตระกูล M เข้ากับสมรรถนะจากเทคโนโลยี M TwinPower Turbo รุ่นใหม่ล่าสุด มาในขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง มอบแรงบิดเต็มสูบสูงถึง 650 นิวตันเมตร ที่ 2,750 – 5,500 รอบต่อนาที ส่งพละกำลังเร้าใจที่ 375 กิโลวัตต์ / 510 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที พร้อมพุ่งทะยานจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ M Steptronic Sport พร้อม Drivelogic ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดการสูญเสียกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมผ่านคันเกียร์ M หรือแป้นเปลี่ยนเกียร์บริเวณพวงมาลัย
องค์ประกอบสำคัญที่สร้างความปราดเปรียว คล่องตัว และการควบคุมที่เฉียบคมให้แก่รถยนต์ในตระกูล M คือโครงสร้างตัวถังและแชสซีอันแข็งแกร่ง เสริมประสิทธิภาพด้วยระบบช่วงล่าง Adaptive M พร้อมโช้คอัพที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพลาหน้าและเพลาท้ายยืดหยุ่นด้วยการตั้งค่าตามหลักจลนศาสตร์ของ รุ่น M และยังมาพร้อมระบบ M Servotronic ช่วยปรับกำลังพวงมาลัยให้เหมาะสมกับความเร็วแต่ละช่วงของการขับขี่ เพิ่มประสิทธิภาพการชะลอความเร็วด้วยระบบเบรก M compound ที่มอบการตอบสนองอย่างทันใจ สร้างประสบการณ์ขับขี่สไตล์สปอร์ตอย่างไร้ขีดจำกัดยิ่งขึ้นด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ M Dynamic Mode ช่วยให้ดริฟท์รถได้อย่างถึงใจยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ BMW M4 Competition Coupé ใหม่ ยังได้รับการติดตั้งระบบ M Drive Professional ที่พัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อเสริมสัมผัสที่เร้าใจยิ่งขึ้นขณะขับขี่ในสนามแข่ง โดยมาพร้อมระบบ M Traction Control ที่ปรับระดับระบบป้องกันล้อหมุนฟรีได้ถึง 10 ระดับตามความต้องการของผู้ขับขี่ก่อนสั่งการให้ DSC ทำงาน และยังครอบคลุมถึงระบบ M Drift Analyser ที่สามารถบันทึกและวิเคราะห์คะแนนความแม่นยำในการเข้าโค้งของผู้ขับขี่ พร้อมระบบ M Laptimer ช่วยบอกเวลาการขับขี่ต่อรอบ รวมถึงข้อมูลการขับขี่อื่น ๆ ในสนามแข่ง BMW M4 Competition Coupé ใหม่ ยังมาพร้อมระบบเฟืองท้าย M Sport และ ล้ออัลลอย M Forged ลาย Double-spoke แบบสลับสี ขนาด 19 นิ้ว ในล้อหน้า และ 20 นิ้วในล้อหลัง
ดีไซน์โฉมใหม่ของ BMW M4 Competition Coupé สะท้อนถึงความทรงพลังอันโดดเด่นและความหลงใหลในการขับขี่ยิ่งกว่าที่เคย สะกดสายตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่แนวตั้งขนาดใหญ่ตัดกับซี่แนวนอนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเฉพาะสำหรับ. BMW M สอดรับกับซุ้มล้อที่มีเส้นสายหนักแน่นพร้อมช่องระบายอากาศด้านข้างสไตล์ M กาบข้างพร้อมชิ้นส่วนในสไตล์เดียวกันบริเวณกระโปรงหน้าและท้ายรถ เสริมการตกแต่งที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Carbon ซึ่งประกอบไปด้วยหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมครีบเสริมประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ฝาครอบกระจกข้าง กาบข้าง และสปอยเลอร์หลังในวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ และยังมาพร้อมท่อไอเสียแบบคู่ ไฟหน้า Adaptive LED พร้อมระบบ BMW Laserlight
ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยลวดลายเส้นสายที่เด่นชัด เข้ากันอย่างลงตัวกับการออกแบบที่ตอกย้ำถึงความเอาใจใส่ในความสะดวกสบายและสุนทรียภาพในการขับขี่ โดย BMW M4 Competition Coupé มาพร้อมเบาะนั่ง M carbon ทรง bucket เป็นครั้งแรก ซึ่งรวมเอารูปแบบเบาะที่นั่งของรถแข่งเข้าไว้กับโครงสร้างคาร์บอนน้ำหนักเบา แต่ยังคงเน้นย้ำความสะดวกสบายสำหรับการขับขี่ระยะไกล รายละเอียดตะเข็บเย็บแสดงถึงประณีตบรรจงของช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ
พนักพิงศีรษะสามารถถอดเก็บได้สำหรับการขับขี่ในสนามแข่งและตราสัญลักษณ์ M เรืองแสง สามารถปรับไฟฟ้าได้ และยังมาพร้อมเข็มขัดนิรภัยที่รองรับการยึดแบบหลายจุด เสริมความปลอดภัยมั่นคงตามแบบฉบับรถแข่ง ปุ่ม M Mode บริเวณคอนโซลกลางใช้สำหรับตั้งค่าการตอบสนองและรูปแบบของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ต่าง ๆ ส่วนมาตรวัดและจอ BMW Head-up Display แสดงข้อมูลระหว่างการขับขี่ในสภาวะต่าง ๆ ตามสไตล์ M นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ ROAD, SPORT และ TRACK สำหรับการขับขี่ในสนามแข่ง
BMW M4 Competition Coupé มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ล้ำสมัยอย่างครบครัน ช่วยให้การขับขี่ในสภาวะต่าง ๆ ง่ายดายยิ่งขึ้น เช่น เซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ระบบเตือนออกนอกช่องทางเดินรถ ตลอดไปจนถึงระบบ Driving Assistant และ Parking Assistant รุ่น Plus สำหรับระบบบันเทิงและสื่อสาร ทำงานบนระบบ BMW Live Cockpit Professional จอแสดงผลแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมระบบนำทางที่ดึงข้อมูลจากระบบคลาวด์ BMW Maps และ BMW Intelligent Personal Assistant
BMW M4 Competition Coupé ใหม่ ราคาจำหน่าย: 9,999,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard) มีให้เลือกใน 3 สีใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่ สีเหลือง Sao Paulo Yellow non-metallic, สีแดง Toronto Red metallic และสีเขียว Isle of Man Green metallic
นวัตกรรมลดเสียงรบกวนในรถยนต์จากนิสสัน คว้ารางวัลจาก Popular Science 2020
นิตยสาร Popular Science ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1872 มุ่งเน้นการรายงานเรื่องนวัตกรรม และการค้นพบที่แปลกใหม่ โดยเป็นหนึ่งในแบรนด์สื่อที่เก่าแก่และได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา สำหรับรางวัล The Best of What’s New Award จะมอบให้แก่ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นในด้านนวัตกรรม ที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนั้น ๆ
แผ่นอะคูสติกสังเคราะห์ที่นิสสันคิดค้นขึ้นนี้ เป็นวัสดุซับเสียงที่มีน้ำหนักเบา และมีหลักการการทำงานไม่ซับซ้อน โดยเป็นการผสมผสานระหว่างโครงสร้างแบบผลึกและแผ่นฟิล์มพลาสติกเพื่อควบคุมการสั่นสะเทือนของอากาศ จึงจำกัดการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียงที่มีช่วงกว้างของการสั่นมากถึง (500 – 1,200 เฮิร์ทซ์) อาทิ เสียงเครื่องยนต์ และเสียงจากบนท้องถนน ในขณะที่วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ในการจำกัดคลื่นเสียงในช่วงกว้างนี้มักเป็นแผ่นยางที่มีน้ำหนัก แผ่นอะคูสติกสังเคราะห์ของนิสสันนั้นมีน้ำหนักเบา เพียง 1 ใน 4 ของแผ่นยางทั่วไปเท่านั้น แต่คงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการซับเสียงในระดับเดียวกัน
วัสดุอะคูสติกสังเคราะห์จะเป็นนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการยานยนต์ คิดค้นขึ้นโดยทีมวิศวกรของนิสสัน ที่มุ่งเน้นการสร้างห้องโดยสารที่เงียบสงบ และยังตอบโจทย์ในด้านการลดน้ำหนักรวมของรถยนต์ ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน และเพิ่มระยะทางในการขับขี่ให้มากขึ้นอีกด้วย
ซึซึมุ มิอุระ วิศวกรด้านวัสดุอาวุโส (Susumu Miura, Nissan’s advanced material engineer) ผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจ็คแผ่นอะคูสติกสังเคราะห์กล่าว “การพัฒนาและนำนวัตกรรมแผ่นอะคูสติกสังเคราะห์มาใช้ตอกย้ำว่านิสสันต้องการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สบายและเพลิดเพลินยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้าทุกท่าน”
วัสดุอะคูสติกสังเคราะห์ กำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนาเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยนวัตกรรมนี้เป็นการตอกย้ำว่านิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ ได้รับการพัฒนาเพื่อมายกระดับประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้า
New Ford Ranger FX4 Max เรนเจอร์ตัวลุยสืบทอด DNA แร็พเตอร์!
ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ F-O-R-D ตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกสีเทาเข้มตั้งแต่ฝาครอบกระจกมองข้าง มือจับประตู ซุ้มล้อไปจนถึงกันชนท้าย ด้านหลังตกแต่งด้วยโรลบาร์สีดำยาวทอดตลอดกระบะท้าย บันไดข้างได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเท่และดุดัน พร้อมพื้นผิวกันลื่นสำหรับการใช้งานออฟโรด
FX4 Max ใหม่ สะท้อนสมรรถนะและความสมบุกสมบัน ด้วยการปรับจูนระบบกันสะเทือนและช่วงล่างใหม่เพื่อตอบสนองการขับขี่ออฟโรดที่ดีเยี่ยม พร้อมยางออลเทอร์เรน KO2 จาก BF Goodrich เช่นเดียวกับรถกระบะดีเอ็นเอฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ อย่างฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยยางขนาด 265/70 R17 มอบความมั่นคงในการยึดเกาะถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ และพื้นผิวด้านข้างที่คงทนยิ่งขึ้น เข้ากับล้ออัลลอยสีเทาเข้มขนาด 17 x 8 นิ้ว ทั้งด้านหน้าและหลัง ออฟเซ็ท +42 มม. ทำให้ฐานล้อกว้างขึ้นถึง 26 มม. ขณะที่ล้ออะไหล่เป็นล้ออัลลอยพร้อมยางออลเทอร์เรนเช่นกัน พร้อมติดตั้งคิ้วล้อดีไซน์ใหม่เพื่อเน้นความโดดเด่นของฐานล้อที่กว้างขึ้น ทำให้ส่วนประกอบภายนอกทั้งหมดดูเข้ากันอย่างลงตัว
ช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ พร้อมลุยทุกเส้นทางด้วยระบบกันสะเทือน FOX Shock แบบโมโนทิวบ์ขนาด 2 นิ้ว ทั้งด้านหน้าและหลัง โดยโช้คหลังมาพร้อมกับ Sub-Tank ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับแรงกระแทกและเพิ่มความทนทานในการใช้งานแบบออฟโร้ด ผสานกับคอยล์สปริงด้านหน้าที่มีการปรับจูนใหม่และการควบคุมความสะเทือนด้านหลังแบบโช้คไขว้เพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระ ด้านแหนบรองน้ำหนักได้รับการพัฒนาให้เหมาะทั้งกับการขับขี่แบบออฟโรดและยังพร้อมรับน้ำหนักในการบรรทุกและลากจูง
ด้วยระบบกันสะเทือนที่ยกสูงขึ้น 20 มม. บวกกับการใช้ยางออลเทอร์เรน ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ มี ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground clearance) ยกสูงจากพื้นถนนมากถึง 256 มม. ซึ่งสูงกว่ารุ่น XLT ยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ยังมีมุมเงยและมุมจากที่ถูกยกระดับขึ้นจากรุ่น XLT เพื่อตอบสนองการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้อย่างเต็มที่
ด้านระบบส่งกำลัง ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ทำงานด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 981 กก. และลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500 กก. ทำให้มีพลังเหลือเฟือไม่ต่างจากรุ่นพี่อย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์
ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ มาพร้อมกับการออกแบบอันโดดเด่นตั้งแต่บันไดข้างโลหะสีดำสไตล์ออฟโรดพร้อมผิวกันลื่น ชุดผ้ายางปูพื้นภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานแบบออฟโรดโดยเฉพาะ เบาะนั่งพิเศษเฉพาะฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ใช้วัสดุหนังแท้ หนัง Alcantara และหนังสังเคราะห์ใหม่ที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ รวมถึงการปักสัญลักษณ์ FX4 Max ที่เป็นเอกลักษณ์บนเบาะคู่หน้า แป้นเหยียบคันเร่งสไตล์สปอร์ต พวงมาลัยหุ้มด้วยหนังสีดำ สีเดียวกับลวดลายตกแต่งแผงคอนโซลและขอบประตู ยกระดับความโดดเด่นและความรู้สึกดุดัน
ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ให้ความสะดวกสบายด้วยระบบ Keyless Entry/ Push Start หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมระบบนำทาง และระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้านบนแผงคอนโซลของ FX4 Max ใหม่ พร้อมรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดด้วยช่องต่อพ่วงอุปกรณ์ออฟโรด Upfitter Switch พร้อมช่องต่อ AUX 6 ตำแหน่ง เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อและควบคุมการใช้งานอุปกรณ์เสริมต่างๆ อาทิ ชุดไฟ วินซ์ และไฟสปอตไลท์ พร้อมติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 250 แอมป์ เพื่อรองรับการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เสริม ลดการพึ่งพาแบตเตอรีภายในรถ
ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ เปิดตัวพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 5 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน ไลท์นิ่ง บลู, สีแดง ทรูเรด, สีขาวอาร์กติก ไวท์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ค และสีเทา คองเคอร์ เกรย์ ซึ่งเป็นสีเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ โดยสีเทาจะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน
ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ เปิดตัวพร้อมราคาสุดเร้าใจเพียง 1,189,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure และเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ ด้วยการมอบการรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) ข้อมูลเพิ่มเติม www.ford.co.th/truck/ranger/fx4-max/
BMW M340i xDrive ใหม่ ครั้งแรกของรุ่น M Performance ที่ประกอบในประเทศ!
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ส่งความแรงเร้าใจสู่แฟน ๆ ชาวไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ ซีรีส์ 3 ซีดานที่มาพร้อมสมรรถนะเต็มพิกัดระดับ M Performance และยังเป็นรถยนต์ M Performance รุ่นแรกที่ประกอบภายในประเทศ มาพร้อมสมรรถนะความแรงที่สืบทอดจากรถแข่ง สอดประสานความคล่องตัวสำหรับการขับขี่ในตัวเมือง พร้อมยกระดับประสิทธิภาพและความปราดเปรียวอย่างรอบด้าน ตั้งแต่อัตราเร่งไปจนถึงระบบเบรก เสริมการควบคุมเฉียบคมเหนือชั้น
บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดในตระกูลซีรีส์ 3 ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบสมรรถนะโดดเด่นและความคล่องตัวสูงสุด ส่งพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียงขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo สร้างพละกำลังสูงสุด 285 กิโลวัตต์ / 387 แรงม้า ที่ 5,800 – 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 5,000 รอบต่อนาที ส่งสปอร์ตซีดานตัวแรงให้โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.4 วินาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ Steptronic แบบสปอร์ต 8 จังหวะ ตอบสนองรวดเร็วทันใจ พร้อมอัตราทดเกียร์ที่สั้นในจังหวะเกียร์ต่ำ จึงเสริมประสิทธิภาพขณะเร่งความเร็ว ทำงานควบคู่กับฟังก์ชั่น Launch Control เพิ่มพลังความแรงสูงสุดในช่วงออกตัว และผู้ขับขี่ยังสามารถเปลี่ยนไปใช้แป้นเปลี่ยนเกียร์บริเวณพวงมาลัยได้ตลอดเวลาหากต้องการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง
บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ ยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive อันชาญฉลาดที่กระจายกำลังแบบแปรผันระหว่างเพลาหน้าและเพลาท้ายตลอดเวลา เพื่อป้องกันการลื่นไถลของล้อ ขณะเพิ่มความคล่องตัวและเสถียรภาพการทรงตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ระบบ xDrive ยังเน้นการส่งกำลังไปยังล้อหลัง เพื่อมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่เร้าใจในแบบของบีเอ็มดับเบิลยู ส่วนโหมดการขับขี่ SPORT และ SPORT+ ในระบบ Driving Experience Control ยังช่วยเสริมความปราดเปรียวและมั่นใจด้วยการถ่ายเทกำลังไปยังล้อหลังมากขึ้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวขณะเข้าโค้ง บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ยังมาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้าแบบ M Sport ช่วยยกระดับการควบคุมล้อ การทรงตัว และความคล่องตัวให้เฉียบคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การออกแบบช่วงล่างแบบเฉพาะตัวในสไตล์ M ยังเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่เสริมสมรรถนะความสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive โดยมาพร้อมช่วงล่างแบบ Adaptive M และระบบกันสะเทือนควบคุมด้วยไฟฟ้า ทำงานประสานกับพวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันตามการหมุนและความเร็ว (Variable Sport Steering) ตอบสนองได้อย่างแม่นยำและทันใจ อีกทั้งยังมาพร้อมระบบเบรก M Sport ที่มีระยะเบรกสั้น ตอบสนองฉับไว ให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงการชะลอความเร็วที่มีประสิทธิภาพได้ทันทีที่เท้าแตะเบรก ซึ่งเป็นผลจากการส่งกำลังเบรกโดยตรงและแรงดันไฮดรอลิกที่แตกต่างกัน จากคาลิเปอร์เบรกแบบแบบยึดติดอยู่กับที่ 4 ลูกสูบ และจานเบรกขนาด 348 มิลลิเมตรที่ล้อหน้า พร้อมคาลิเปอร์แบบเคลื่อนที่ 1 ลูกสูบ และจานเบรกขนาด 345 มิลลิเมตรบริเวณล้อหลัง ทั้งยังสะดุดทุกสายตาด้วยคาลิเปอร์เบรกสีฟ้าพร้อมโลโก้ M เข้าคู่กับล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke แบบสลับสีและยางรันแฟลต
เพื่อเพิ่มความอุ่นใจแก่ผู้ขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ยังพกระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus มาอย่างครบครัน สำหรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ มาพร้อมระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องจราจร (Lane Departure Warning) และเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control) ขณะที่ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง
สมรรถนะอันโฉบเฉี่ยวของบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ยังสื่อผ่านเอกลักษณ์การดีไซน์และชุดแต่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระโปรงหน้า ขอบประตูด้านล่าง และท้ายรถที่ได้รับการออกแบบให้เสริมการระบายอากาศและการไหลผ่านของอากาศได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่นอย่างกระจังหน้าทรงไตคู่ในลวดลายใหม่แบบตาข่าย สปอยเลอร์ท้ายสไตล์ M สีเดียวกับตัวถัง และท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยมคางหมู กลิ่นอายความสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ยังสะท้อนจากระบบไฟหน้า BMW Laserlights และองค์ประกอบต่าง ๆ ในสี Cerium Grey metallic ตั้งแต่ฝาครอบกระจกข้าง ช่องดักอากาศ กรอบกระจังหน้า ฝาครอบปลายท่อไอเสีย ตลอดไปจนถึงตัวอักษรบอกชื่อรุ่นที่ท้ายรถ
ส่วนห้องโดยสารมาพร้อมกับเบาะนั่งตอนหน้าแบบสปอร์ตบุลาย M คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec เพดานหลังคาภายในสี Anthracite และพวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M Sport พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ ภายในตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมลาย Tetragon เติมเต็มบรรยากาศเหนือระดับอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์เฉพาะตัวที่บ่งบอกชื่อรุ่น M340i xDrive บริเวณขอบประตูหน้า พร้อมปรากฎโลโก้ M340i บนแผงหน้าปัดดิจิทัล
เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอื่น ๆ ในบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ยังรวมถึงระบบ BMW Live Cockpit Professional ที่แสดงผลบนแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง BMW Navigation System รุ่น Professional บนจอระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว และยังมาพร้อมระบบ BMW Head-up Display และหลังคากระจกเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า
บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive มาให้เลือกสรรใน 3 สี ได้แก่ สีดำ Black Sapphire สีเทา Mineral Grey และสีขาว Mineral White ในราคา 3,999,000 บาท พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard ครอบคลุมระยะเวลาบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง โดยจะเปิดให้จองผ่านช่องทางออนไลน์ในวันที่ 3 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 15:40 น. เป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ shop.bmw.co.th
มินิ ประเทศไทย มอบ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน สนับสนุนนักกีฬา SUP ระดับโลกระหว่างเก็บตัวในไทย!
แดเนียล ฮาชุลโย นักกีฬา SUP ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในยุโรปเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับสองการแข่งขันใหญ่ ซึ่งรวมไปถึง ‘2021 SUP World Championships’ ที่จะจัดขึ้นในประเทศบ้านเกิดอย่างฮังการี และ ‘SUP 11 City Tour’ ที่จะจัดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยระบุว่าเกาะช้างและภูเก็ตเป็นสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สงบเงียบ จึงช่วยให้มีสมาธิกับการฝึกซ้อมได้อย่างดีเยี่ยม และจะเดินทางไปด้วยมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ที่จะช่วยสนับสนุนแชมป์ SUP ในช่วงเวลาเตรียมตัวครั้งนี้
นอกจากความมุ่งมั่นที่จะคว้าแชมป์การแข่งขันระดับโลกแล้ว ฮาชุลโย ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนากีฬา SUP ในไทย ภายใต้ความร่วมมือกับ เอสยูพี สเตชั่น ประเทศไทย และพันธมิตรอื่น ๆ ปัจจุบัน ฮาชุลโย เป็นโค้ชระดับนานาชาติให้กับทีม SUP ทีมชาติไทยซึ่งประกอบไปด้วยสามนักกีฬาหญิงและสามนักกีฬาชาย โดยมีความหวังว่าจะช่วยยกระดับนักกีฬาเหล่านี้ให้สามารถเป็นตัวแทนประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับโลกได้
มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เป็นรถที่โดดเด่นด้วยแนวคิดการออกแบบที่ครบเครื่อง พร้อมด้วยพื้นที่ภายในสารพัดประโยชน์สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารรวม 5 ที่นั่ง ที่สำคัญเบาะนั่งแถว 2 ยังสามารถปรับพับในแบบ 40 : 20 : 40 เพื่อขยายปริมาตรความจุสัมภาระจาก 450 ลิตร เป็นสูงสุดถึง 1,390 ลิตร ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้อย่างกว้างขวาง มาพร้อมกับระบบแสดงผล MINI Head-Up Display ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากห้องนักบินของเครื่องบินเจ็ท ที่จะแสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญ เช่น ความเร็วของรถ ให้ผู้ขับขี่เห็นได้โดยไม่บดบังทัศนียภาพบนท้องถนน ส่วนหน้าจอสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว บริเวณกลางแผงคอนโซล มาพร้อมกับระบบ MINI Connected ซึ่งเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมสนับสนุนผู้ขับขี่บนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางหรือข้อมูลอื่น ๆ ผ่านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน มอบความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง
คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “แนวคิดการออกแบบที่ครบครันของมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ส่งต่อเสน่ห์อันแข็งแกร่งที่แฟน ๆ มินิต่างสัมผัสได้ ด้วยความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายบนท้องถนน ทำให้มินิ คันทรีแมน เป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์สำหรับแอคทีฟไลฟ์สไตล์และกิจกรรมกลางแจ้งที่แชมป์ SUP ระดับโลกต้องการระหว่างฝึกซ้อม ทั้งยังมาพร้อมกับพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง และพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ที่ช่วยให้พกพาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการฝึกซ้อมไปได้ทุกแห่งหน ทั้งหมดนี้ทำให้มินิ คันทรีแมน เป็นรถยนต์เพื่อการผจญภัยที่สมบูรณ์แบบ ครบเครื่องทั้งการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ สะท้อนจิตวิญญาณของกีฬาทางน้ำได้เป็นอย่างดี และประโยชน์ใช้สอยภายในที่รองรับทุกความท้าทาย”
สำหรับปี 2564 นี้ มินิประเทศไทยเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อให้ลูกค้ามินิได้มาทดสอบสมรรถภาพและเพิ่มพูนทักษะการพายเรือแบบยืนกับแชมป์โลกกีฬา SUP อย่าง มร. แดเนียล ฮาชุลโย ติดตามรายละเอียดได้เร็ว ๆ นี้ที่ www.mini.co.th
อาวดี้ ประเทศไทยเปิดตัวสปอร์ต SUV ตัวโหด The New Audi RS Q3 Sportback quattro พร้อม Compact SUV ตัวท๊อปอีก 2 รุ่น!
The New Audi RS Q3 Sportback quattro เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัด (Sport Compact SUV Coupé) ที่มีสมรรถนะสูง หล่อเข้มดุดัน ด้วยชุดตกแต่งภายนอกแบบ Glossy Black RS ตกแต่ง Audi Ring และชื่อรุ่นด้วยสี Glossy Black คาลิปเปอร์เบรกสีแดง กระจังหน้าลายรังผึ้งขนาดใหญ่สีดำเงา กันชนรูปทรงบูมเมอแรงที่ออกแบบมาพิเศษเฉพาะ สำหรับ The New Audi RS Q3 Sportback quattro นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนความสำเร็จของ Audi Sport GmbH ด้วยการออกแบบที่แตกต่าง ถ่ายทอดประสบการณ์การขับขี่เสมือนอยู่ในสนามแข่ง ขณะที่เมื่อใช้ในชีวิตประจำวันก็ขับสนุกไม่แพ้รถสปอร์ต ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 5 สูบ แถวเรียงในตำนาน
พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง (direct injection) เทอร์โบชาร์จ ซึ่งได้แรงบันดาลใจอันแรงกล้ามาจากสนามแข่งมอเตอร์สปอร์ต เทอร์โบ (2.5 ลิตร 20 วาล์ว) ที่ได้รับรางวัล International Engine of the Year Award ติดต่อกันถึง 9 ครั้ง ให้กำลัง 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์ 480 นิวตันเมตร 1,950 – 5,850 รอบต่อนาที อัตราเร่งที่เหลือร้าย 0 ถึง 100 กม. / ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง เกียร์ S tronic 7 จังหวะ ผสมผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ quattro เพิ่มแรงดึง แรงฉุดกระชาก ผ่านล้อทั้ง 4 ล้อโดยอิสระ ทำให้เสถียรภาพในการขับขี่ยึดเกาะถนนมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมรถแบบไดนามิก เสริมสร้างความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น (อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 10.8 กิโลเมตร/ลิตร การปล่อย CO2 214 g/km*) *ข้อมูลเกี่ยวกับการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและการปล่อย CO2 ตลอดจนระดับประสิทธิภาพในแต่ละช่วงขึ้นอยู่กับขนาดยางและล้ออัลลอยที่ใช้
ความโดดเด่นใน The New Audi RS Q3 Sportback quattro สปอร์ตคูเป้สุดโหดแห่ง พ.ศ.นี้ ที่เชื่อมั่นว่าจะถูกใจและสะใจขาซิ่งไปตามๆ กัน คือ Optimum power delivery กับเสียงคำรามสุดดุดันของเครื่องยนต์ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เกิดจากการปรับแต่งระบบท่อไอเสียใหม่ ช่วงล่างแบบ RS sports ถูกตั้งค่าให้มีคาแรคเตอร์ของการขับขี่แบบสปอร์ต ลดความสูงตัวถังลง 10 มิลลิเมตร ด้านหน้าแบบ McPherson ด้านหลังแบบ Four-link ชุดแต่ง Black Edition ประกอบด้วย ตกแต่งกันชนหน้า-หลังด้วยสีดำเงา กระจกมองข้าง ขอบประตู และโลโก้หน้า-หลังสีดำ ทำให้รถดูสปอร์ต ดุดัน แฝงไปด้วยสีสันไว้อย่างลงตัว
The New Audi RS Q3 Sportback quattro เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ไม่เพียงถูกออกแบบให้มอบประสบการณ์การขับขี่และสมรรถนะตามแบบฉบับของรถสปอร์ตอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังให้ความสะดวกสบาย ความคล่องตัว ภายในห้องโดยสารตกแต่งชุดลาย Carbon Twill เบาะนั่งสีดำคู่หน้า แบบ RS Sports ตกแต่งแบบ honeycomb หุ้มหนัง Fine Nappa พร้อมประทับตราสัญลักษณ์ RS บริเวณพนักพิงหลัง
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้ม Alcantara แบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมสัญลักษณ์ RS และ Paddle shift พิเศษสำหรับ RS Q3 เข็มขัดนิรภัยตกแต่งด้วยขอบสีแดง ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen แบบ 3 มิติ ลำโพง 15 ตำแหน่ง กำลังขับ 680 วัตต์ หลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เบาะด้านหลังสามารถพับเพื่อขยายพื้นที่การใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ พื้นที่เก็บสัมภาระจุได้ถึง 1,400 ลิตร
Audi Virtual Cockpit plus สามารถตอบสนองการใช้งานให้ผู้ขับขี่เลือกดูข้อมูลที่เหมาะสมแต่ละสถานการณ์ ผ่านจอ LCD ความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว ผู้ขับขี่สามารถเลือกดูข้อมูลที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ง่ายเพียงแค่กดปุ่ม “view” บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน เมื่อเลือกมุมมองแบบ “classic” แสดงผลมาตรวัดความเร็วและรอบเครื่อง หรือแบบ “infotainment” แบบ 3 มิติที่มีรายละเอียด รวมถึงมีหน้าจอรูปแบบ RS ที่แสดงผลในแบบสปอร์ตเช่นเดียวกันกับมาตรวัดของรถแข่ง มาพร้อมกับหน้าจอ MMI Navigation plus with MMI touch ขนาด 10.1 นิ้ว
The New Audi RS Q3 Sportback quattro ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เต็มไปด้วยความสนุก แต่มีความปลอดภัยในการใช้งาน ไฟหน้าเป็นแบบ Matrix LED ที่ให้แสงสว่างคล้าย แสงธรรมชาติในเวลากลางวัน ผสานการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์และกล้องด้านหน้ารถที่จะตรวจจับ ความเคลื่อนไหวของรถคันอื่นบนท้องถนน และพร้อมที่จะปรับลดการส่องสว่างของหลอดไฟ LED แต่ละดวงเพียงเสี้ยววินาที เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนสายตาผู้ขับขี่รถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหรือคันที่วิ่งสวนมา เสริมสร้างความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีไฟท้ายแบบ LED นวัตกรรมใหม่ของเทคโนโลยีแสงสว่างที่มีประสิทธิภาพความแม่นยำสูง ไม่เกิดเงาและแสงสะท้อน ออกแบบในลักษณะ 3 มิติ เห็นได้อย่างชัดเจน ไฟหน้า-หลังเพิ่มระบบไฟวิ่งแบบไดนามิกทำให้ดูโดดเด่น สะดุดตาเมื่อเวลาเปิดไฟเลี้ยวหรือไฟฉุกเฉิน
The New Audi RS Q3 Sportback quattro มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ลาย 5-V-spoke polygon มีสีให้เลือกถึง 8 สี คือ Glacier white, Mythos black, Daytona grey, Nardo grey, Pulse orange, Turbo blue, Kyalami green และTango red สำหรับราคาที่เหนือความคาดหมาย คือ 4,750,000 บาท และเพื่อให้ลูกค้าได้มีทางเลือกหลากหลาย ตามนโยบาย Product Variety
ตามคำเรียกร้องของลูกค้า อาวดี้ ประเทศไทย ไม่รอช้าเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ลุคสปอร์ตพรีเมียม มาเอาใจลูกค้าที่ตามหาความแรง เร้าใจ อีก 2 รุ่น คือ The New Audi Q3 Sportback 40 TFSI quattro S line Black Edition และ The New Audi Q3 40 TFSI quattro S line Black Edition โดยทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมขุมพลังใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมระบบ Start/Stop ตัดการทำงานเครื่องยนต์อัตโนมัติ แรงม้าเพิ่มขึ้นเป็น 180 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ตอบสนองการขับขี่ได้เยี่ยมยอดด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.8 วินาที เกียร์ S tronic 7 จังหวะ พร้อมระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise Control หล่อเข้มด้วยชุดแต่งภายนอก Black Edition อาทิ กระจกมองข้าง ขอบกระจกประตู ราวหลังคา กระจังหน้า ตกแต่งกันชนหน้าหลัง และสเกิร์ตข้างตกแต่งด้วยสีดำเงา สร้างความโดดเด่น
ภายในห้องโดยสารถูกอัพเกรดด้วยวัสดุและการจัดวางที่ทันสมัย เบาะหนังคู่หน้าเป็นแบบ Sports พร้อมสัญลักษณ์ S line จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ Virtual cockpit ขนาด10.25 นิ้ว ระบบ MMI Radio plus พร้อมหน้าจอแบบสัมผัส (MMI touch) ขนาด 8.8 นิ้ว เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ผ่านระบบ Audi smartphone interface สามารถใช้ระบบนำทาง ผ่าน Google Maps จาก Apple CarPlay ได้ เบาะที่นั่งด้านหลังทั้ง 3 ตำแหน่ง สามารถเลื่อนไปด้านหน้าได้ หรือพับพนักพิงลง เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระ โดยมีความจุสูงถึง 1,525 ลิตร ในรุ่น SUV และ 1,400 ลิตร ในรุ่น Sportback
โดยในรุ่น Sportback ดีไซน์ลุคสปอร์ต สุดเท่ห์พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยแนวหลังคาลาดเอียงจรดท้าย อันเป็นเอกลักษณ์ ปราดเปรียว ภายในกว้างขวาง ทำให้สามารถจัดพื้นที่ใช้สอยอย่างลงตัว เหมาะทุกการเดินทาง เพื่อเพิ่มความสปอร์ตมากขึ้น อาวดี้ใจดี ใส่ล้อขนาด 20 นิ้ว ซึ่งใหญ่ที่สุดในรุ่นนี้ให้ โดดเด่นและแตกต่างด้วยลาย 5 Twin spoke rotor design ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากใบพัดเครื่องบิน ในรุ่น The New Audi Q3 Sportback 40 TFSI quattro S line Black Edition มีให้เลือก 6 สี คือ Glacier white, Mythos black, Daytona grey, Pulse orange, Turbo blue และสีใหม่เฉพาะรุ่นนี้ คือ Dew silver โดยราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพียง 2,990,000 บาท
ส่วนในรุ่น The New Audi Q3 40 TFSI quattro S line Black Edition มีความโดดเด่น ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์ของอาวดี้ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED พร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ลายใหม่ดีไซน์สปอร์ตทูโทน 5-twin-arm ขนาดหน้าสัมผัสยางกว้างขึ้น เพิ่มการยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี ตัวถังขยายขนาดใหญ่ขึ้นทุกมิติ สามารถเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างสบายๆ จากอุปกรณ์ตกแต่งที่ให้มาครบครัน จึงทำให้ The New Audi Q3 40 TFSI quattro S line Black Edition เป็นอีกรุ่นที่ให้ความคุ้มค่า ในราคาเพียง 2,750,000 บาท มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สียอดนิยม Chronos grey,Glacier white, Mythos black, Daytona grey, Pulse orange และ Turbo blue
ปัจจุบัน Audi Q3 มีรุ่นย่อย ให้เลือกตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถ มากถึง 6 รุ่นย่อยคือ
- Q3 35 TFSI ราคา 2,299,000 บาท
- Q3 35 TFSI S line ราคา 2,499,000 บาท
- Q3 Sportback 35 TFSI S line ราคา 2,649,000 บาท
- Q3 40 TFSI quattro S line Black Edition ราคา 2,750,000 บาท
- Q3 Sportback 40 TFSI quattro S line Black Edition ราคา 2,990,000 บาท
- RS Q3 Sportback ราคา 4,750,000 บาท
นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า จากความสำเร็จของ กลยุทธ์เขย่าพอร์ตที่สามารถเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ Audi จากรถหรู นำเข้า ราคาแพง จับต้องได้ยาก ให้เป็นรถหรู นำเข้า ที่มีทั้งความหรูหรา คุณภาพดี สวย เร้าใจ ทั้งภายในภายนอก และมีเทคโนโลยีความปลอดภัยดีเยี่ยม ในราคาที่จับต้องได้ ปีนี้อาวดี้จึงยังคงเน้นกลยุทธ์ Attractive & Affordable และ Product Variety เพื่อให้ยนตรกรรมอาวดี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง โดยล่าสุดได้รับไฟเขียวจาก AUDI AG ให้นำสุดยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์น้องใหม่แห่งตระกูล RS Series The New Audi RS Q3 Sportback quattro ซึ่งมีคาแรคเตอร์โดดเด่น รูปทรงคูเป้ โฉบเฉี่ยว สะดุดตา สะท้อนความเป็นรถในตระกูล RS ได้ชัดเจน ถือเป็นสปอร์ตคูเป้ตัวโหด มาสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดรถหรู และลูกค้าชื่นชอบความแรงได้เป็นอย่างดี
รถยนต์ Audi ทุกรุ่นเป็นรถนำเข้าจากประเทศเยอรมัน ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขายที่มีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา โดยเปิดบริการตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. จันทร์ถึงอาทิตย์ หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามหรือสั่งจองได้ที่โชว์รูม อาวดี้ ทั่วประเทศ
ตะลุยกองถ่าย…ซุ่มดูการถ่ายทำ Mercedes-Benz Business Performance 2020 แบบ LONG SHOT!
เมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่รอช้าปรับแผนรับมือทันที โดยการแถลงผลประกอบการประจำปี 2563 ผ่านคลิปที่มีความยาว 22 นาทีโดยความเจ๋งของคลิปนอกจากจะมีเนื้อหาสำคัญในการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา แต่ที่สะกดผมไว้ได้ตลอด 22 นาทีคือ… ชมคลิปก่อนแล้วเดี๋ยวมาคุยกัน
เป็นยังไงบ้างกับคลิปความยาว 22 นาทีที่ถ่ายทำกันแบบ Long Shot คือถ่ายกันแบบยาวๆ โดยดำเนินเรื่องผ่านพิธีกรสาวแสนสวย จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์ ที่พาเราไปพบผู้บริหารทั้ง 4 ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในโลเคชั่นสุดยิ่งใหญ่อลังการอย่างกับพิพิธภัณฑ์แต่จริงๆ แล้วที่นี่คือ Mercedes-Benz Training Center ที่ตั้งอยู่บางนานี่เอง
คลิปที่ถ่ายแบบ Long Shot ที่ยาวถึง 22 นาทีเค้าถ่ายกันยังไง แล้วแต่ละคนทำไมจำบทพูดกันได้ตั้งมากมาย พูดกันคล่องแบบไม่มีสะดุด แถมยังดูเป็นธรรมชาติมาก…ครับเราจะพาทุกคนแอบหลังตากล้องไปดูการทำงานของเค้ากัน
ก่อนถ่ายวันจริงทีมงานทุกคนตั้งแต่ โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, ผู้ช่วยผู้กำกับ, ช่างกล้อง, ช่างไฟ ทีมงานทุกคนยันแม่บ้านเริ่มงานกันแต่เช้าเพื่อ Block shot ว่าจะถ่ายทำยังไง เดินมาจากมุมไหนก้าวเท้าไหนก่อน หยุดตรงไหนกี่นาที เพื่อที่จะประเมินปัญหาที่จะเกิดล่วงหน้า ทำวนไปแบบนั้นทั้งวันเพื่อให้ทีมงานทุกคนจำได้ว่าตอนถ่ายจริงต้องทำอะไรตรงไหนมั่ง
เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนพร้อมกันที่ Mercedes-Benz Training Center เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว ผู้กำกับสั่งแอ๊คชั่นคุณจูนก็เดินยาวพร้อมกล่าวทักทายจากหน้าตึกเข้ามาในตึกพบกับคุณโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ทั้งคู่กล่าวทักทายพูดคุยร่ายยาวอย่างเป็นกันเองดูเป็นธรรมชาติจนอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าเค้าจำสิ่งที่จะพูดทั้งหมดที่ได้อย่างไร
มาหายสงสัยตอนหันไปเจอทีมงานที่อยู่หลังกล้องถือป้ายสคริปต์หลายแผ่น เห็นอย่างนี้ก็ต้องยอมรับในเรื่องสมาธิของทั้งท่านประธานและคุณจูนที่อ่านได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติมาก หลังจากที่คุยกับท่านประธานเสร็จคุณจูนก็เดินยาวไปพบกับผู้บริหารท่านอื่นโดยผ่านห้องต่างๆ ภายในอาคาร Mercedes-Benz Training Center บอกได้เลยว่าถ่ายทำออกมาเนียนมากๆ คงต้องยกเครดิตให้กับคาเมร่าแมนพร้อมอุปกรณ์ระดับฮอลลีวูด
คาเมร่าแมนเรียกว่ามีบทบาทสำคัญมากๆ นอกจากการแบกกล้องที่มีน้ำหนักไม่เบาแล้วยังต้องเดินตามพิธีกรไปทุกที่ และในบางจุดก็ต้องไปเล่นกายกรรมบนเซกเวย์เพื่อความลื่นไหลของภาพอีก ไม่เทพจริงคงทำไม่ได้ นอกจากคาเมร่าแมนแล้วทีมงานทุกคนก็ทำงานกันอย่างมืออาชีพจริงๆ ทุกคนต้องท่องไว้เสมอว่าการถ่าย Long Shot ถ้ามีตรงไหนผิดขึ้นมาหมายถึงการย้อนกลับไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งนอกจากจะเสียเวลา และพลังงานแล้วยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก
เสียง คัท! จากผู้กำกับดังขึ้นนั้นหมายถึงทุกอย่างได้สิ้นสุดลงแล้ว ผลที่ได้ก็อย่างในคลิป Mercedes-Benz Business Performance 2020 ผมอยากให้ลองดูกันดีๆ แม้คลิปจะดูเรียบง่ายแต่จริงๆ แล้วมีอะไรมากมายซ่อนอยู่จนน่าแปลกใจ จนผมไม่แน่ใจว่านี่คือการถ่าย Long Shot 22 นาทีจริงๆ ..แล้วคุณล่ะคิดว่าไง?

