“With Italy, For Italy” โกลบอลแคมเปญล่าสุดสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เดิมทีแคมเปญนี้เป็นการเฉลิมฉลองความสง่างามและส่งเสริมความเป็นเลิศของประเทศอิตาลีให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญวิกฤติ COVID-19 อย่างหนัก แต่เมื่อผลตอบรับดีเกินคาด Lamborghini Asia-Pacific เลยสานต่อแคมเปญสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทันที โดยนำเสนอในรูปแบบ Mini-documentary series ที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ความงาม และความเป็นเลิศของภูมิภาค ขณะเดียวกันก็ไม่หลงลืมเสน่ห์อันคลาสสิคในแบบฉบับอิตาลีและจิตวิญญาณของรถซูเปอร์คาร์สมรรถนะชั้นเลิศแต่ละรุ่นไม่ว่าจะเป็น Aventador S Roadster, Urus, Huracán EVO และ Huracán EVO RWD
ซีรีส์ชุดนี้แบรนด์ได้คว้าศิลปินและช่างภาพท้องถิ่นถึง 5 ท่านมาถ่ายทอดเรื่องราว …โดยออกสตาร์ทการเดินทางที่เมืองหลวงของประเทศไทย อย่าง กรุงเทพมหานคร ผ่านมุมมองของ จิรัฏฐ์ ว่องแพร่วิทย์ ที่หยิบเอาไอคอนนิค วิงส์ หรือประตูดีไซน์ปีกนกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Aventador S มาเล่าเรื่องผ่านรูปปั้นเทวทูตยุคเรเนสซองส์ และนิยาม City of Angels ของกรุงเทพมหานคร ได้อย่างน่าสนใจ
ก่อนเดินทางสู่ประเทศอื่น อาทิ เกาหลีใต้ กับผลงานของสองศิลปิน Ojun Ahn และ Shinseok Kang ที่เลือกนำเสนอบ้านสไลต์ฮันอก – สถาปัตกรรมเกาหลีโบราณร่วมกับดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวของ Urus
ต่อด้วย อากิฮาบาระ ย่านที่เต็มไปด้วยความแฟนตาซีและป๊อปคัลเจอร์แบบญี่ปุ่น กับ Aventador S Roadster เวอร์ชั่นเปิดประทุน ที่ Takaaki Tsukahara นำมาหลอมรวมไว้ได้อย่างกลมกล่อม ก่อนปิดท้ายที่ เมลเบิร์น โดย Michael Amarico ที่หยิบเอาเฉดสีของธงชาติอิตาลีมาจับคู่กับ Huracán EVO RWD Spyder ผ่านการถ่ายภาพด้วยเทคนิค Light Painting
ร่วมสัมผัสความหรูหราโฉบเฉี่ยวของซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ ได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-512-5111
“โคปา เซนส์” การออกแบบเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างลูกฟุตบอลและรองเท้า!
อาดิดาส เปิดตัวรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ล่าสุด “โคปา เซนส์” ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญประจำแฟรนไชส์ “โคปา” เพื่อให้นักฟุตบอลสามารถโชว์ฟอร์มที่ดีที่สุดในสนามแข่งขัน โดยรองเท้าฟุตบอลโคปา เซนส์ ได้มีการออกแบบจากภายในสู่ภายนอกตามโครงสร้างทางกายวิภาคของเท้ามนุษย์ พร้อมผสมผสานด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากอาดิดาส ได้แก่ เซนส์พอดส์ (SENSEPODS) ทัชพอดส์ (TOUCHPODS) และ ซอฟท์สตั๊ด (SOFTSTUDS) ที่จะทำให้ผู้สวมใส่สามารถรู้สึกถึงการสัมผัสบอลแบบเต็มเท้า
ขั้นตอนการออกแบบรองเท้าฟุตบอลโคปา เซนส์ เริ่มจากการศึกษาการทำงานของเท้ามนุษย์อย่างละเอียด โดยทีมงานของอาดิดาส ได้ร่างแบบของพื้นรองเท้าขึ้นมาหลากหลายรูปแบบเพื่อทำความเข้าใจและมองหาจุดที่เท้าสัมผัสกับลูกบอลมากที่สุด จนสามารถคิดค้นนวัตกรรม เซนส์พอดส์ (SENSEPODS) ที่ช่วยลดพื้นที่ว่างบริเวณข้อเท้าและเอ็นร้อยหวายด้วยการใส่วัสดุโฟมที่บริเวณส้นเท้า โดยมีการวางรูปแบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างของเท้าเพื่อลดช่องว่างตรงส่วนนี้และทำให้รองเท้ากับเท้าถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
สำหรับนวัตกรรมที่โดดเด่นของรองเท้าฟุตบอลโคปา เซนส์ อีกหนึ่งอย่างก็คือ ทัชพอดส์ (TOUCHPODS) บนพื้นผิวตรงส่วนกลางเท้าและด้านข้างเท้า ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อดูดซับแรงกระแทกของลูกบอลในบริเวณที่มีการสัมผัสบอลมากที่สุด นอกเหนือจากนี้ รองเท้าฟุตบอลโคปา เซนส์ ยังมีเทคโนโลยี ซอฟท์สตั๊ด (SOFTSTUDS) ที่มีการใช้ปุ่มสตั๊ด 2 ปุ่มที่กลางฝ่าเท้า โดยมีการใช้วัสดุที่บางกว่าเพื่อให้เกิดการโค้งงอตามแรงกระแทกของลูกบอลโดยเฉพาะ
ในส่วนของดีไซน์สุดคลาสสิกของรองเท้าฟุตบอลโคปา เซนส์ นั้นก็มีการใช้เทคโนโลยี ฟิวชันสกิน (FUSIONSKIN) ที่จะห่อรูปเท้าด้วยการผสมผสานอย่างไร้รอยต่อระหว่างวัสดุหนังแท้และวัสดุไพรม์นิท (PRIMEKNIT) และยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยลดการดูดซึมน้ำและปรับเข้ากับรูปเท้าได้ดีขึ้นอีกด้วย ส่วนบริเวณคอลลาร์ของตัวรองเท้าก็ได้มีการปรับให้เข้ากับข้อเท้าเพื่อให้เกิดความกระชับพอดีกับเท้า มีการใช้วัสดุที่นุ่มและยืดหยุ่นเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถยืดขยายตามรูปทรงเท้าของผู้สวมใส่ได้พอดี
รองเท้าฟุตบอลโคปา เซนส์ จะถูกใช้ในการแข่งขันโดยนักฟุตบอลระดับแถวหน้าของโลก ได้แก่ จู้ด เบลลิงแฮม, เมลานี ลอยโปลซ์ และมาร์ตินา โรซุชชี่ และจะวางจำหน่ายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์สโตร์ และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th อาดิดาส แอปพลิเคชัน และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วไป
Mercedes-Benz E-Class ใหม่มาทั้งปลั๊กอินไฮบริดและดีเซล เริ่มต้น 3.19 ล้านบาท!
Mercedes-Benz The new E-Class คือยนตรกรรมอัจฉริยะที่พร้อมมอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ และสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยว โดยมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบบปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชันที่ 3 ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.7 วินาที
อีกหนึ่งทางเลือกคือเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบขนาด 1,950 ซีซีพร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐาน EURO6 ให้พละกำลัง 194 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 7.3 วินาที ถ่ายทอดพลังจากเครื่องยนต์อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากถึง 6.5%
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยชุดแต่ง AMG Body styling ที่มีการปรับดีไซน์ใหม่ให้ดูล้ำสมัยยิ่งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจาก AMG Performance models สะท้อนเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของรถยนต์รุ่น E-Class ด้วยกระจังหน้า diamond radiator grille ลงตัวด้วยไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ Full-LED ที่ออกแบบให้เข้ากันกับกันชนท้ายและฝากระโปรงท้ายดีไซน์ใหม่ พร้อมความโฉบเฉี่ยวของล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG ผสานความหรูหราและความสปอร์ตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังโปร่งสบายด้วยหลังคาแก้วแบบ Panoramic Sunroof ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า
ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหราและสะดวกสบาย ภายใต้การออกแบบที่เติมเต็มความสปอร์ตกับชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package แม่นยำทุกการควบคุมด้วยพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตใหม่แบบ 3 ก้านท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch control เพื่อให้ทุกการควบคุมเป็นไปตามธรรมชาติภายใต้หลักสรีรศาสตร์ เบาะนั่งแบบสปอร์ตเพิ่มความกระชับในทุกรูปแบบการขับขี่ พร้อมคอนโซลหุ้มด้วยหนัง ARTICO ตลอดทั้งคัน สามารถปรับอารมณ์ของรถให้เป็นไปตามความรู้สึกด้วยไฟล้อมรอบห้องโดยสารแบบ Premium Ambient light ที่สามารถเลือกปรับได้มากถึง 64 เฉดสี พร้อม Animation เปลี่ยนสีอัตโนมัติแบบเคลื่อนไหวให้เลือกได้มากถึง 10 แบบ เพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester® surround sound system พร้อมลำโพงจำนวน 13 ตำแหน่ง
ใน Mercedes-Benz The new E-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน อาทิ ระบบแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนช่องจราจรแบบ Blind Spot Assist พร้อมระบบแจ้งเตือนก่อนเปิดประตูแบบ Exit Warning ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินแบบ Active Brake Assist ระบบช่วยเหลือก่อนเกิดอุบัติเหตุ PRE-SAFE® เซ็นเซอร์รอบคันจำนวน 12 จุด แบบ PARKTRONIC พร้อมระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบ
Active Parking Assist และกล้องแสดงภาพรอบคันแบบ 360 องศา ฯลฯ Mercedes-Benz The new E-Class พร้อมผสานทุกการควบคุมเข้าด้วยกันผ่านระบบ MBUX รุ่นล่าสุดที่แสดงผลผ่านหน้าจอแบบ Digital Widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้วจำนวน 2 หน้าจอ รวมถึงฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถยนต์ E-Class ทุกรุ่น โดยเฉพาะฟังก์ชันการติดต่อสื่อสารกับศูนย์บริการได้โดยตรงทั้งการสั่งงานผ่านหน้าจอรถยนต์ หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถสามารถควบคุมรถยนต์จากระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือได้อีกด้วย
Mercedes-Benz The new E-Class มีวางจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่
- Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde ราคา 3,190,000 บาท
- Mercedes-Benz E 220 d AMG Sport ราคา 3,540,000 บาท
- Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic ราคา 3,770,000 บาท
มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์รุ่น E-Class ถือเป็นรถยนต์ Contemporary Luxury จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดมาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกปีในพ.ศ. 2489 โดยมียอดขายสะสมมากถึง 14 ล้านคันทั่วโลกจนได้รับฉายาว่าเป็น “Heart of the brand” และเฉพาะตัวถัง W213 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปีพ.ศ. 2559 ก็สามารถทำยอดขายสะสมทั่วโลกรวมกว่า 1.2 ล้านคัน
สำหรับ Mercedes-Benz The new E-Class ใหม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ยกระดับความหรูหราและสะดวกสบายเพิ่มขึ้นในทุกรายละเอียดเพื่อมอบทุกสิ่งที่ผู้ใช้รถต้องการ ภายใต้ดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวที่จะสะกดทุกสายตา ซึ่งผสานความหรูหราและความสปอร์ตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกทั้งในส่วนของตัวถัง กระจังหน้า ไฟหน้า และไฟท้าย เรื่อยไปจนถึงห้องโดยสารภายในที่เปิดโอกาสให้คุณดื่มด่ำกับสุนทรียภาพของความหรูหราและสะดวกสบายในทุกรายละเอียด พร้อมระบบความปลอดภัยที่ครบครัน นอกจากนี้ เรายังมีทางเลือกของเครื่องยนต์ที่ทั้งทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและเครื่องยนต์ดีเซลเป็นสองทางเลือกให้กับแฟน E-Class ด้วย ทั้งหมดนี้ ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มั่นใจว่า Mercedes-Benz The new E-Class จะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่พร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ลักชัวรีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 ก่อนที่เราจะมีรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ทยอยมาสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดและผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในปีนี้”
The new MINI Cooper S Countryman เริ่มต้นไม่ถึง 2 ล้านบาท!
ดีไซน์ของมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ใหม่ ด้านหน้ากลมกลืนด้วยครอบกันชนสีเดียวกับตัวถัง ส่งให้ตัวรถมีรูปลักษณ์ที่หมดจดและหรูหรายิ่งกว่าเคย ส่วนกระจังหน้าในดีไซน์ใหม่ มาในกรอบทรงหกเหลี่ยมในแบบฉบับมินิ ล้อมรอบด้วยกรอบโครเมียมบาง
โดดเด่นด้วยลวดลายกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมที่เสริมความโดดเด่นด้วยอักษร S สีแดง ล้อมด้วยขอบโครเมียม ด้านหน้ารถที่ออกแบบใหม่ มาพร้อมไฟหน้า LED ในทรงกลมมน และไฟวงแหวนที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟส่องสว่างระหว่างวันและไฟเลี้ยวในตัวเดียวกัน มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ใหม่ ในชุดแต่งมาตรฐาน
มาพร้อมกับไฟตัดหมอก LED โดยที่ไฟวงแหวนครึ่งวงบนของไฟตัดหมอกทำหน้าที่เป็นไฟจอด
ส่วนกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ มีแผงใต้กันชนที่เสริมให้มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ใหม่ ดูทรงพลังและทันสมัยเป็นพิเศษ ไฟท้ายแนวตั้งในกรอบโครเมียมเสริมความเอ็กซ์คลูซีฟและเอกลักษณ์ตามแบบฉบับแบรนด์สัญชาติอังกฤษ ฟังก์ชั่นไฟหน้าและท้ายทั้งหมดมาพร้อมกับเทคโนโลยี LED คุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในขณะที่ไฟท้ายโดดเด่นด้วยดวงไฟในลวดลายของธงยูเนียนแจ็ค มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน
เอนทรี ใหม่ มาพร้อมกับล้ออัลลอย 18 นิ้ว ลาย Pair Spoke ในขณะที่มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม
มากับล้อขนาด 18 นิ้ว ลาย Black Pin Spoke
มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดถึง 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที ขับขี่สนุกตามสไตล์มินิด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตช์คู่ Steptronic 7 จังหวะ และแบบ Paddle Shift ในรุ่นไฮทริม โดยเครื่องยนต์มาพร้อมกับท่อร่วมไอเสียที่ผสานกับฝาสูบและเทอร์โบชาร์จเจอร์ จึงช่วยให้สามารถลดอุณหภูมิของไอเสียและระบบอัดอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบฉีดตรงในเครื่องยนต์เบนซินตัวนี้ยังสามารถทำงานด้วยแรงดันสูงสุดที่เพิ่มขึ้นจาก 200 เป็น 350 บาร์
มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ใหม่ ผสานสมรรถนะที่รองรับการขับขี่หลากหลายรูปแบบเข้ากับการออกแบบห้องโดยสารเพื่อการใช้งานที่หลากหลายไม่แพ้กัน โดยมาพร้อมกับเบาะหลังที่กว้างเต็ม 3 ที่นั่ง นอกจากนี้ เบาะนั่งแถว 2 ยังสามารถปรับพับในแบบ 40 : 20 : 40 เพื่อขยายปริมาตรความจุสัมภาระจาก 450 ลิตร เป็นสูงสุดถึง 1,390 ลิตร ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุผิวหน้าในสีดำ Piano Black โดยในรุ่นไฮทริม ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยเส้นสาย Chrome Line สีเงิน ขณะที่ชุดแต่ง MINI Excitement Package และไฟโลโก้ MINI ที่ฉายออกจากกระจกมองข้างลงสู่พื้นถนน เติมเต็มความหรูหราให้มินิ คันทรีแมน ใหม่ โดดเด่นยิ่งขึ้น
ระบบแสดงผล MINI Head-Up Display ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากห้องนักบินของเครื่องบินเจ็ท จะแสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญ เช่น ความเร็วของรถ ให้ผู้ขับขี่เห็นได้โดยไม่บดบังทัศนียภาพบนท้องถนน ส่วนหน้าจอสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว บริเวณกลางแผงคอนโซล มาพร้อมกับระบบ MINI Connected ซึ่งเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมสนับสนุนผู้ขับขี่บนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางหรือข้อมูลอื่น ๆ ผ่าน
การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน มอบความสะดวกสบายใน
ทุกการเดินทาง

- มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เอนทรี ใหม่ ราคาจำหน่าย: 1,999,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
- มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ใหม่ ราคาจำหน่าย: 2,529,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
ทั้งสองรุ่นย่อยของมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ใหม่ จะเปิดตัวผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อพาเหล่าแฟน ๆ มินิ โลดแล่นไปกับการเดินทางที่เหนือทุกความคาดหมายภายใต้แคมเปญ #MeAndMINI48Hours ที่จะเปิดให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ใหม่ อย่างเต็มที่ ด้วยการยืดระยะเวลา
การทดสอบรถเป็น 48 ชั่วโมง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ www.mini.co.th
**********
แค่ 60 วินาที ก็เป็นเจ้าของมินิได้ พร้อมรับของขวัญสุดพิเศษในมหกรรมออนไลน์ MINI Always-on
แฟน ๆ มินิทั่วไทยสามารถเป็นเจ้าของมินิคันใหม่ได้เร็วกว่า ง่ายกว่า และสะดวกกว่าครั้งไหน ๆ ในมหกรรมออนไลน์ MINI Always-on ที่จะเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ที่ www.mini.co.th เท่านั้น
ในโอกาสนี้ ลูกค้าที่จองรถมินิทุกรุ่นที่ร่วมรายการ 100 คันแรกผ่านทางเว็บไซต์ www.mini.co.th นอกจากจะได้ออกรถไปโลดแล่นให้จุใจแล้ว ยังจะได้รับชุดของขวัญพิเศษจาก MINI Lifestyle Collection มูลค่าถึง 9,287 บาทอีกด้วย
“ฟินาเล อิสตันบูล 21” ฉลองครบรอบ 20 ปีลูกบอลแห่งดวงดาว!
ลวดลายดวงดาวที่อยู่บนลูกฟุตบอลถูกนำมาใช้ในการแข่งขันเป็นครั้งแรกในปี 2001 ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรูปดาวในโลโก้ประจำการแข่งขันยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ก่อนที่จะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจำการแข่งขันระดับสูงสุด ซึ่งได้รวบรวมเหล่าทีมที่ดีที่สุดมาแข่งขันกันเพื่อจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์แห่งวงการฟุตบอล
ฟินาเล อิสตันบูล 21 ถูกสร้างขึ้นมาโดยยึดตามดีไซน์ของลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เป็นการผสมผสานระหว่างอดีตและปัจจุบันไว้ในลูกฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานระดับสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น บนพื้นผิวของลูกฟุตบอลยังมีการตกแต่งด้วยแถบเส้นสีแดง ซึ่งมีการพิมพ์ด้วยตัวเลขปีการแข่งขันและเมืองที่จัดการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ และปิดท้ายด้วยลวดลายดวงดาวที่มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์
นอกจากนี้ ฟินาเล อิสตันบูล ยังมีการเสริมคุณสมบัติด้านการควบคุมทิศทาง เสถียรภาพในการลอยกลางอากาศ และการยึดเกาะกับพื้นผิว โดยมีการใช้ความร้อนเชื่อมชิ้นส่วนหกเหลี่ยมกับชิ้นส่วนรูปดาวที่มีการวางซ้อนกันและเคลือบเงา รวมถึงการใช้กาวที่พัฒนาขึ้นมาบนพื้นฐานแห่งความยั่งยืน ทำให้ลูกฟุตบอลลูกนี้มีพื้นผิวที่แนบเนียน ไร้รอยต่อและช่วยให้สามารถจับบอลแรกได้ดียิ่งขึ้นในเวลาแข่งขันจริงอีกด้วย
ลูกฟุตบอลฟินาเล อิสตันบูล 21 จะถูกนำมาใช้ในการแข่งขัน ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2020/21 วางจำหน่ายในราคา 4,200 บาท ที่ อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์สโตร์ และซูเปอร์สปอร์ต เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป
BMW Motorrad เปิดตัวโปรแกรมกิจกรรมเอาใจบีเอ็มดับเบิลยูไรเดอร์ตัวจริง
อะไรทำให้ต้องไปกับบีเอ็มดับเบิลยู นอกจากจะได้พบปะกับไรเดอร์คอเดียวกันแล้ว โปรแกรมต่างๆ ที่จัดโดยบีเอ็มดับเบิลยูล้วนมีมาตรฐานความปลอดภัยค่อนข้างสูง อย่างโปรแกรมทริประยะไกล BMW Motorrad Tour Experience จัดเต็มทั้งรถเซอร์วิสและมาร์แชล ที่ได้รับการรับรองจาก BMW Motorrad International Tour Guide Academy ส่วนเทรนนิ่งก็ควบคุมโดยผู้ฝึกสอนที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน BMW Motorrad International Instructor Academy (IIA)
ไรเดอร์ที่เป็นบิมเมอร์ด้วยคงรู้กันดีว่าถ้าเป็นโปรแกรมที่บีเอ็มดับเบิลยูจัดเพื่อนๆ ต่างแบรนด์จะต้องอิจฉา เพราะทางบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนให้เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูที่เข้าร่วมกิจกรรมไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวน ความพิเศษนี้ต้องยกเครดิตให้กับคุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและฝ่ายขายประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่เคยมอบความสุขสนุกสนานให้กับชาวบิมเมอร์ในโปรแกรม The Ultimate JOY Experience ของฝั่งรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูมาแล้ว
สำหรับไรเดอร์ที่เป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู ทางบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ชวนบีเอ็มดับเบิลยู ไรเดอร์ ตัวจริงมา แอด LINE Official Account ที่สร้างขึ้นสำหรับ BMW Motorrad Experience Program โดยเฉพาะ เพื่อใช้อัพเดตข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมทั้งหมด ซึ่งไลน์ถูกเลือกใช้เพราะเป็นช่องทางสื่อสารที่สะดวกที่สุดในตอนนี้ โดยช่องทางนี้จะไม่เน้นเรื่องการขายแต่จะเน้นพูดคุยกันง่ายๆ ฟิลเพื่อนชวนเทรนนิ่งชวนออกทริป ซึ่งผลตอบรับออกมาดีมาก หลายๆ คนเตรียมตัวพร้อมร่วมกิจกรรมทันทีที่ BMW Motorrad Experience Program เปิดรับสมัคร
ติดตามเรื่องราวน่าสนใจและความเคลื่อนไหวของโปรแกรม BMW Motorrad Experience Program ได้ทาง facebook.com/BMWMotorradTH และ BMW-Motorrad.co.th รับรองสนุกแน่!
พาชม 5 ความเจ๋ง! BMW VIRTUAL EXPERIENCE.
เป็นการเปิดตัว The New BMW 5 Series ที่ว้าวมากๆ เพราะนอกจากการถ่ายแบบเทคเดียวจบ เสื้อผ้าหน้าผม องค์ประกอบต่างๆ ในคลิปทีมงานให้ความใส่ใจสุดๆ แบบพร็อพตรงยุคไม่มีหลุดขอบอกเลยว่าไม่ง่าย มาเราจะเล่าให้ฟัง 5 จุดสุดว้าวก่อนจะเป็น BMW VIRTUAL EXPERIENCE.
1. ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหา BMW 5 Series ทั้ง 6 เจเนอเรชั่น สภาพนางฟ้าเหมือนรถที่เพิ่งถอยมาใหม่เมื่อปี 1972 รถยนต์ BMW 5 Series ทั้ง 6 เจเนอเรชั่นเป็นเหมือนหัวใจหลักที่จะบอกเล่าเรื่องราวการพัฒนาทั้งรูปร่างหน้าตาและเทคโนโลยีของ BMW 5 Series จนมาถึงรุ่นปัจจุบัน แถมยังเป็นการสะท้อนยุคสมัยต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
2. ความลื่นไหลของการดูคลิปครั้งนี้คงต้องยกให้กับเทคนิกการถ่ายทำแบบ Long Take ที่คนดำเนินเรื่องต้องบอกเล่าความเป็นมาของ BMW 5 Series ทั้ง 6 คันก่อนจะมาถึง The New BMW 5 Series ในความยาวกว่า 10 นาทีแบบไม่มีการตัดต่อ เรียกว่าถ้าสะดุดขาตัวเองก็ต้องมาเริ่มถ่ายใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงนักแสดงสมทบ ทีมไฟ ทีมกล้อง ทีมเสียง ทีมจอภาพ ทีมเตรียมรถ บอกได้เลยว่างานนี้คนที่แบกภาระหนักสุดคงหนีไม่พ้นผู้ดำเนินรายการ…อยากรู้เหมือนกันว่าถ่ายไปกี่เทคกว่าจะได้เนียนๆ 12.29 นาที
อีกจุดที่น่าสนใจคือกราฟฟิกที่แสดงบนจอ LED ขนาดใหญ่เท่าตึกที่ทำออกมาได้เท่สุดๆ เสริมบรรยากาศตามยุคสมัยได้เป็นอย่างดี ในการวางแผนการถ่ายทำครั้งแรกทีมงานตั้งใจตั้งจอยาวๆ ไปกับรถ 6 คันแล้วพิธีกรก็เดินผ่านไปทีละรุ่น แต่ด้วยขนาดจอที่ใหญ่กว่า 7 เมตรทำให้ไม่สามารถหาสตูดิโอได้
ทางออกเดียวคือการใช้จอเพียงแค่ 3 จอตั้งเป็นมุม แล้วใช้เทคนิกการเปลี่ยนฉากเหมือนละครเวทีมาใช้ทำให้ทีมงานมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการเปลี่ยนพร๊อพในแต่ละยุคให้เข้ากับรถ BMW 5 Series ที่เอามาเข้าฉาก ความยากไม่ใช่เพียงแค่ความเร็ว แต่รถที่เอามาเข้าฉากก็ต้องเข็นเข้ามาเพราะการถ่ายทำแบบนี้ใช้เสียงจริงจึงไม่สามารถขับรถเข้ามาในฉากได้…จุดนี้ต้องปรบมือให้ทีมเซ็ทอัพจริงๆ
3. งานนี้สิ่งที่สะกดผมไว้ได้คือนางแบบเอ้ย! พร็อพประกอบฉากทีมงานช่างหาช่างขุดเสียเหลือเกิน แค่หา BMW 5 Series ทั้ง 6 เจเนอเรชั่นสภาพนางฟ้าได้ก็ว่าแน่แล้ว นี้ยังอุตส่าห์พากันนั่งไทม์แมชชีนไปขนเอาทั้งมือถือ Motorola รุ่นกระดูกหมา, คอมพิวเตอร์ Mac รุ่นแรก, iBook G3 หอยเชลล์ มาได้อีก…ยอมใจทีมพร็อพ
4. เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย งานนี้ต้องยกนิ้วให้ทีมเสื้อผ้าจาก Tube Gallery ที่เคยสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับ BMW Thailand ไว้หลายคอลเลคชั่น คอลเลคชั่นที่ตรึงตาตรึงใจที่สุดคงหนีไม่พ้นแฟชั่นเซ็ท ‘Be The One Who Dares’ ที่เปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show 2018 งานนี้ Tube Gallery กลับมารังสรรค์เสื้อผ้าสุดเก๋ให้ตรงยุคตรงสมัยสวยงามสมจริง เริ่ดสะแมนแตน!
5. และนี่เป็นครั้งแรกของการเปิดตัวรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมผ่านระบบออน์ไลน์ที่ใช้ผู้ดำเนินรายการระดับต้นๆ ของเมืองไทยถึง 3 ท่าน อย่างคุณอู๋ Spin9 / คุณเคน The Standard / คุณซี ดาราพิธีกรมาดเท่ห์ ถ่ายทอดผ่าน 3 ช่องทางอย่าง BMW Thailand, The Standard และ Workpoint ที่ออกอากาศพร้อมกันผ่านทาง Platform Facebook ซึ่งทั้ง 3 คนถ่ายทำแบบ Long Take ในเนื้อหาเดียวกันเรียกว่าใครแฟนใครก็ไปเลือกดูกันเอาเอง เพราะคนดูจะได้เนื้อหาครบถ้วนเหมือนกันหมดในรสชาติที่แตกต่างกัน แต่เห็นอย่างนี้ผู้ดำเนินรายการคงเตรียมตัวกันมาอย่างหนักท่องสคริปต์กันหลายวันแน่ๆ ถึงได้แม่นไลน์กันขนาดนั้น
ทั้งหมดที่เล่ามายังมีอีกหลายจุดที่อยากให้ไปลองดูกันเองว่าทีมงานเค้าจัดเต็มทุกจุดจริงๆ BMW VIRTUAL EXPERIENCE. ถือเป็นมิติใหม่ของการเปิดตัวรถแบบออนไลน์ด้วยความกล้าคิดกล้าทำกล้าเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสมดั่งคอนเซ็ป Change The Way You Lead, Lead The Way You Change โลกเปลี่ยนไปแล้ว บีเอ็มดับเบิลยูก็เปลี่ยนแล้วเช่นกัน แล้วคุณพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยน!
IKEA x Byredo เติมกลิ่นแห่งความทรงจำให้บ้านด้วยเทียนหอม “OSYNLIG/โอซืนลิก”
OSYNLIG ภาษาสวีเดนแปลว่า Invisible หรือจับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการแลกเปลี่ยนความเห็นและทำงานร่วมกับ Ben Gorham ผู้ก่อตั้ง Byredo เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่ากลิ่นสามารถนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย ปลุกความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่ที่เคยไปและผู้คนที่เคยพบได้ในทันที ซึ่งเบน ได้กล่าวว่า “กลิ่นของบ้านให้อารมณ์และมีส่วนอย่างมากต่อความรู้สึกว่าคุณอยู่ที่นั่น แม้ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่เป็นสถานที่ที่คุณได้ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ เพื่อสร้าง
ความทรงจำด้วยกัน รวมถึงความรู้สึกสุขสบายและปลอดภัย”
ทางด้าน James Futcher หัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์ของอิเกีย ได้นำแนวคิดดังกล่าวมาต่อยอดเป็น Invisible design หัวใจในการสร้างสรรค์คอลเล็คชั่นนี้ ว่า “พวกเราส่วนใหญ่คิดว่าบ้านเป็นสิ่งของทางกายภาพที่จัดวางพื้นที่ให้เหมาะสมตามความต้องการส่วนบุคคลได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเมื่อมาออกแบบสิ่งที่มองไม่เห็น อยู่เหนือฟังก์ชั่นการใช้งาน แต่กลับช่วยเติมเต็มความรู้สึก เช่น แสง อารมณ์ และบรรยากาศ ความท้าทายในการพัฒนาคอลเล็คชั่น OSYNLIG/โอซืนลิก นั้นไม่ใช่การทำเทียนหอม แต่คือการกระตุ้นให้ผู้คนหวนเข้าสู่ความทรงจำและสิ่งที่เป็นนามธรรมอื่นๆ ในขณะที่พวกเขาอยู่ในบ้าน”
เทียนหอม OSYNLIG/โอซืนลิก บรรจุในภาชนะเซรามิก สองโทนสีที่ผสมผสานกัน สื่อถึงส่วนผสมของเทียนหอมกลิ่นนั้นๆ สัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมหมายถึงระดับกลิ่นหอม ท็อปโน้ต มิดเดิ้ลโน้ต และเบสโน้ต การออกแบบเน้นใช้งานได้มากที่สุดโดยมีฝาปิดที่ใช้ดับไฟหรือเป็นฐานรอง เมื่อเทียนหมด ภาชนะบรรจุสามารถนำไปใช้จัดเก็บสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ หรือตกแต่งบ้าน ช่วยให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น
คอลเล็คชั่นเทียนหอม OSYNLIG/โอซืนลิก มีโทนกลิ่นให้เลือกถึง 3 สไตล์ รวม 13 กลิ่น ได้แก่
โทนกลิ่นหอมสดชื่น: กลิ่นใบชาผสมเวอร์บีนา, กลิ่นผลแบล็คเคอร์แรนท์ผสมฟรีเซีย, กลิ่นทับทิมผสมอำพัน, กลิ่นโหระพาผสมมินต์ และ กลิ่นมะเดื่อผสมสนไซเปรส; โทนกลิ่นดอกไม้: กลิ่นพีชบลอสซั่มผสมไผ่, กลิ่นไลแลคผสมอำพัน, กลิ่นกุหลาบผสมราสเบอร์รี และ กลิ่นดอกฝ้ายผสมแอปเปิ้ลบลอสซั่ม; โทนกลิ่นไม้หอม: กลิ่นไม้เบิร์ชผสมสนจูนิเปอร์, กลิ่นฟืนผสมเครื่องเทศ, กลิ่นไม้จันทน์ผสมวานิลลา และกลิ่นยาสูบผสมน้ำผึ้ง
มี 3 ขนาดในราคาที่จับต้องได้ ขนาด 7 x 8 ซม. ราคา 199 บาท / ขนาด 10 x 11 ซม. ราคา 399 บาท / ขนาด 11 x 21 ซม. ราคา 990 บาท
สาวกเทียนหอม แวะมาสัมผัสกลิ่นหอมหรูหราในราคาย่อมเยาตามความชอบได้ที่ อิเกีย บางนา และ
อิเกีย บางใหญ่ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ IKEA.co.th (สินค้ามีจำนวนจำกัด)
Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ!
Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium จัดเต็มกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,925 ซีซี ให้กำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตรที่ 1,200-3,200 รอบ/นาที ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7 วินาที การขับขี่ราบรื่นด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและนุ่มนวล พร้อมประหยัดเชื้อเพลิงกว่า 6.5%
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “Full time” แบบ 4MATIC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถและการทรงตัวบนถนนที่เปียกลื่น รวมถึงการขับขี่บนทางแบบ OFF-ROAD ให้การควบคุมการขับขี่ที่เฉียบคม มั่นใจ แถมยังนุ่มนวลตลอดการเดินทางในทุกสภาพถนนด้วยระบบช่วงล่างแบบ AIRMATIC และนี้เป็นครั้งแรกที่จะได้พบกับฟังก์ชันเตรียมรถเข้าสู่เครื่องล้างอัตโนมัติ โดยจะทำงานอย่างสอดคล้องร่วมกับระบบ AIRMATIC เพียงสั่งงานผ่านหน้าจอ media display
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ที่สามารถปรับความเข้มของแสงและความยาวของลำแสงได้อิสระจากกัน โดยมีระบบตรวจจับวัตถุที่คำนวณความสว่างอัตโนมัติ และไฟท้ายแบบ LED พร้อมล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบาดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 21 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ (Panoramic sliding sunroof) ที่เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าเพิ่มความสุนทรียะในการขับขี่
ภายในห้องโดยสารซึ่งรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ท่าน ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างขวางและสะดวกสบายมาตรฐานเดียวกับ S-Class ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 60 มิลลิเมตร จึงมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างและโปร่งสบายขึ้น โดยเฉพาะที่นั่งแถว 2 ที่สามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมบันทึกตำแหน่งที่นั่งได้ และยังสามารถปรับเลื่อนเบาะถอยหลังได้ถึง 10 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับวางขา
พนักพิงสามารถปรับเอนได้มากกว่าเดิม ส่วนเบาะที่นั่งแถว 3 เป็นที่นั่งแบบ full-size ที่สามารถนั่งได้จริงรองรับคนที่มีความสูง 194 เซนติเมตรเลยทีเดียว พร้อมระบบ EASY-ENTRY ที่ออกแบบเป็นพิเศษให้เบาะและพนักพิงของที่นั่งแถว 2 สามารถพับขึ้นด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อให้เข้าสู่ที่นั่งแถว 3 ได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญเบาะที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 สามารถพับได้อย่างอิสระ เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและเพิ่มพื้นที่ความจุสำหรับเก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 2,400 ลิตร ตอบสนองทุกความต้องการ ทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความกว้างขวางตามแบบฉบับรถยนต์อเนกประสงค์
ในห้องโดยสารยังเพิ่มความชิลด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ที่มีให้เลือกถึง 64 สี โดย Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 เพื่อความบันเทิงแบบ MBUX Rear Seat Entertainment จำนวน 2 จอ ขนาด 11.6 นิ้ว พร้อมระบบควบคุมหน้าจอแบบสัมผัส เพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยหูฟังแบบ wireless head sets คุณภาพสูง
Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ให้ความสะดวกในการขับขี่ด้วยระบบแสดงภาพผ่านกล้อง 360° ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยไม่ว่าจะเป็นภาพมุมสูง (Bird’s-eye perspective) และภาพมุมด้านข้างล้อหน้า ช่วยให้คุณถอยจอดรถได้อย่างแม่นยำ พร้อมให้คุณเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay™ หรือ Android Auto™ และเลือกปรับแต่งรูปแบบของการแสดงผลได้หลากหลาย อาทิ “Classic”, “Sport”, “Progressive” และ “Subtle” รวมไปถึงแผงควบคุมระบบสัมผัสบริเวณพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ต ที่ให้คุณควบคุมทุกอย่างได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และยังมาพร้อมกับระบบ Vehicle Monitoring ที่ช่วยให้คุณมองเห็นสถานะของรถยนต์ผ่านแอปลิเคชัน
Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC) โดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่กระจังหน้าคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดบอดสายตา (Blind Spot Assist) ที่ทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12 กม./ชม. ระบบ Active Lane Keeping Assist ที่ช่วยดึงรถกลับเข้าช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติหากตรวจพบความเสี่ยงในการชน ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์ของรถยนต์รุ่นนี้คือ บริการ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้น และความสะดวกสบายที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่าง ๆ ตามต้องการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ
- Mercedes-Benz emergency call system ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชนและถุงลมนิรภัยทำงาน เซ็นเซอร์ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที
- Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชันของ Mercedes me connect ได้
- Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่าง ๆ ได้
- Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ
- Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยแอปพลิเคชัน Mercedes Me Service
สำหรับระบบ MBUX นั้น เป็นระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2 จุดคือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส (หน้าจอส่วนอินโฟเทนเมนต์) และ Touchpad ที่อยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ MBUX เป็นระบบมัลติมีเดียที่สามารถปรับแต่งหรือปรับเปลี่ยนตามลักษณะ การใช้งานจริงของผู้เป็นเจ้าของรถได้ ซึ่งเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และรถยนต์ได้เป็นอย่างดี โดยระบบนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ
- Navigation ระบบนำทางแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ GPS ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และแผนที่ที่แสดงผลแบบสามมิติ (3D) ด้วยกราฟิกที่มีความละเอียดสูง ในการนำทางโดยผู้ใช้สามารถหาจุดหมายที่ต้องการได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอ นอกจากนั้นยังสามารถรายงานสภาพถนนและสถานะของร้านค้าต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย
- Personal profiles ที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์
- Linguatronic ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก (natural speech recognition) ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”
Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 6,499,000 บาท

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ รถระดับผู้บริหารสายซิ่ง!
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เจเนอเรชั่นที่ 7 นี้ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะดุดตากระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% ในรูปทรงแปดเหลี่ยมแบบใหม่ ยาวลงมาบรรจบกับกันชนหน้า ล้อมรอบด้วยกรอบที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว เส้นสายของตัวรถให้ความรู้สึกทรงพลังตั้งแต่ด้านหน้าลากยาวไปถึงด้านหลัง
สวยงามดูแข็งแรงด้วยการออกแบบซี่ในกระจังหน้าให้ยื่นออกมาเล็กน้อย สร้างมิติที่สอดรับกับไฟหน้า Adaptive LED รูปตัว L ในดีไซน์เรียวยาวเพิ่มความดุดันยิ่งขึ้น ช่องดักอากาศแนวตั้งทั้งสองข้างบนกันชนหน้าเสริมความโดดเด่นให้แก่การเล่นเส้นสายของดีไซน์แบบใหม่ เน้นย้ำถึงความสง่างามและทรงพลังกว่าที่เคย
ดีไซน์ด้านท้ายรถสื่อถึงรูปลักษณ์ที่ผสานความสง่างามและล้ำสมัยด้วยเส้นสายที่คมชัดและทรงพลัง ไฟท้าย LED มาในรูปแบบสามมิติทรงตัว L รับกับไฟหน้า โฉบเฉี่ยวด้วยกรอบสีดำ สร้างความสะดุดตาบนท้องถนน โดยทั้งไฟท้ายและไฟเบรกได้รับการออกแบบมาให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่มีรูปโฉมที่ไม่ซ้ำใคร เสริมลุคสปอร์ตด้วยท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ท้ายรถทั้งสองด้านซึ่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของกันชนท้ายไว้ได้อย่างลงตัว
มิติตัวรถที่ยาวกว่ารุ่นก่อนหน้า 27 มิลลิเมตร ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่มีความยาว 4,963 มิลลิเมตร แต่ยังคงประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ไว้ได้อย่างลงตัวด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้าน (Cd) เพียง 0.23 มาพร้อมชุดแต่ง M Aerodynamics และล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Double-spoke ขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น 520d M Sport และล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Y-spoke แบบสลับสี ขนาด 19 นิ้ว ในรุ่น 530e M Sport ขณะที่รุ่น 530e Elite มาพร้อมล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ลาย Double-spoke
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบคือเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบปลั๊กอินไฮบริด พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ใหม่ล่าสุด โดยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบใน BMW 520d M Sport ให้พละกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที ส่งให้ตัวรถเคลื่อนจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.5 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขณะที่ BMW 530e Elite และ 530e M Sport มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่ให้กำลัง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด ส่งกำลังรวมสูงสุดถึง 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุด 420 นิวตันเมตร และสามารถเพิ่มกำลังส่งในการเร่งความเร็วได้มากยิ่งขึ้นด้วยระบบ XtraBoost ซึ่งปลดปล่อยพละกำลังเสริมมากถึง 40 แรงม้า ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเมื่อขับขี่ในโหมด SPORT จึงสามารถโลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 5.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
BMW 530e Elite และ 530e M Sport สามารถขับขี่แบบไร้มลพิษได้เป็นระยะทาง 52 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 12.0 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่ติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลัง นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดทั้งสองรุ่น ยังมีระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยต่ำเพียง 41 กรัมต่อกิโลเมตรตามการอ้างอิงผล ECO Sticker ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดขนาดใหญ่ในประเทศไทย
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ยังให้การควบคุมที่เฉียบคมด้วยฐานล้อที่ยาวและกว้าง รวมทั้งการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ช่วงล่างมาพร้อมเพลาหน้าแบบปีกนกคู่และเพลาหลังแบบ five-link จึงขับขี่ได้อย่างนุ่มสบายทั้งในชีวิตประจำวันและขณะเดินทางไกล รวมถึงในการขับขี่ที่ต้องใช้ความคล่องตัวสูง
เพื่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยวที่ดีกว่าเดิม BMW 530e M Sport ยังมีระบบปรับองศาของล้อหลัง (Integral Active Steering) ที่มีระยะกว้างกว่ารุ่นก่อนหน้า ส่งล้อหลังมาช่วยเสริมสมรรถนะการเข้าโค้งเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วมากกว่า 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังช่วยเสริมความคล่องตัวขณะเข้าจอด โดย BMW 530e M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบ Adaptive ขณะที่รุ่น 520d M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบ M Sport
เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ได้รับการยกระดับให้ล้ำสมัยเพื่อช่วยเหลือการขับขี่ในสภาวะที่หลากหลาย BMW 520d M Sport และ 530e M Sport มาพร้อมระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) และฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในสภาวะต่าง ๆ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go (Active cruise control with Stop & Go function) ใน BMW 530e M Sport และระบบควบคุมความเร็วคงที่ พร้อมฟังก์ชันช่วยลดความเร็ว (Cruise Control with braking function) ใน BMW 520d M Sport และ 530e Elite
รวมถึงระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Attentiveness Assistant) ในทั้งสามรุ่น นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยอีกมากมายในทุกรุ่นเพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ เช่น เซนเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side Impact Protection) ระบบ Active Protection และเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control) และสำหรับ BMW 530e M Sport ยังมาพร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายโดยเฉพาะขณะถอยจอดและจอดขนาน
อีกหนึ่งความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ คือการออกแบบภายในห้องโดยสาร ที่ผสานความสง่างามและความล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญที่จะให้บรรยากาศที่สมบูรณ์แบบทั้งสำหรับการขับขี่และมอบความสะดวกสบายแม้ขณะเดินทางไกล ตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมและงานฝีมือสุดประณีตจากช่างผู้เชี่ยวชาญ ปุ่มบริเวณคอนโซลกลางมาในสีดำเงาเพื่อความหรูหราตัดกับพวงมาลัยหุ้มหนังมัลติฟังก์ชั่น
พวงมาลัยหุ้มหนังมัลติฟังก์ชั่น M Sport พร้อมคอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec ในรุ่น 520d M Sport และ 530e M Sport ทั้งสามรุ่นมาพร้อมเบาะหนังแท้ Dakota ภายในห้องโดยสารของ BMW 520d M Sport และ 530e M Sport ตกแต่งด้วยอลูมิเนียมลาย Rhombicle Smoke Grey พร้อมแถบโครเมี่ยม ขณะที่ BMW 530e Elite ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาพร้อมแถบโครเมียม
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาในด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดย BMW 520d M Sport และ 530e M Sport มาพร้อมจอ BMW Head-up Display และระบบ BMW Live Cockpit Professional แสดงผลบนจอ Control Display ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการใหม่ล่าสุด BMW Operating System 7 ที่ปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น
และยังมาพร้อมระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะ (Comfort Access System) ที่รองรับ BMW Digital Key ซึ่งเปลี่ยนให้ iPhone กลายเป็นเหมือนกุญแจรถ สามารถล็อกและปลดล็อกรถได้โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะสั้นแบบ NFC (Near Field Communication) โดยรองรับผู้ใช้ได้สูงสุดถึง 5 คน นอกจากนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกควบคุมระบบการทำงานของรถยนต์ ระบบความบันเทิงและการสื่อสาร ระบบการเชื่อมต่อ และระบบนำทางได้ผ่านทางจอ Control Display ระบบสัมผัส ระบบ iDrive ปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัย ระบบสั่งงานด้วยเสียงผ่าน BMW Intelligent Personal Assistant และ BMW gesture control และที่สำคัญยังสามารถมองภาพโดยรอบรถแบบผ่านมือถือของเราได้อีกด้วย
- BMW 520d M Sport ราคา 3,539,000 บาท
- BMW 530e Elite ราคา 2,999,000 บาท
- BMW 530e M Sport ราคา 3,739,000 บาท
โดยทั้งสามรุ่นมาพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard ซึ่งครอบคลุมการบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 3 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง ทั้งสามรุ่นยังมีให้เลือกใน 5 สี ได้แก่ Alpine White, Black Sapphire metallic, Bluestone metallic และ Phytonic Blue รวมทั้งสี Bernina Grey Amber effect สำหรับ BMW 520d M Sport และ 530e M Sport

