สีสันเหนือกาลเวลา! ราโด ทรู ทินไลน์ เลส์ คูล์เลอร์ เลอ กอร์บูร์ซิเย่
สีสันมีความสำคัญต่อการออกแบบอย่างแท้จริง อานุภาพของสีได้รับการรังสรรค์ขึ้นใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยฟังก์ชั่นและเอฟเฟกต์ด้านการออกแบบสีนั้นได้รับการพัฒนาและวางแนวคิดใหม่ โดย เลอ กอร์บูร์ซิเย่ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ส่งมอบสีสันให้กับงานด้านการก่อสร้าง ส่งมอบประสบการณ์จากความว่างเปล่าสู่ชุดสีเชิงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มอบความกลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติและสามารถผสมผสานได้ทุกแนวทาง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องให้ความสำคัญต่อผลลัพธ์ของสีที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบและการออกแบบสีเชิงสถาปัตยกรรม

ซึ่ง Charles Edouard Jeanneret Gris (ชื่อโดยกำเนิดของ Le Corbusier) หนึ่งในสถาปนิกและนักออกแบบระดับตำนาน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานศิลปะ ภาพวาด กราฟิก ประติมากรรมและสิ่งทอ และเป็นผู้ที่สามารถจำแนกเฉดสีได้ถึง 63 เฉดสี จาก 2 คอลเลคชั่น ซึ่งทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็น 9 กลุ่มด้วยเฉดและโทนสีที่ต่างกัน สีทั้ง 63 เฉดของ Le Corbusier นำไปสู่การพัฒนาชุดสีเชิงสถาปัตยกรรม “Architectural Polychromy” ที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันและได้รับการพิสูจน์โดยสถาปนิกและนักออกแบบชั้นนำว่าเป็นชุดสีเชิงสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่น
นอกจากนี้ระบบสีของ Le Corbusier ยังเป็นที่ยอมรับว่าสามารถถ่ายทอดข้อมูลด้านจิตวิทยาในทุกๆ เฉดสี โดยสีสันแห่งสถาปัตยกรรมของ Le Corbusier ได้ถูกคิดค้นและเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1931 ก่อนพัฒนาต่อเนื่องและสร้างความฮือฮาอีกครั้งในปี 1959 และยังคงได้รับการยกย่องว่ามีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันและมีความสำคัญกับการออกแบบอย่างแยกกันไม่ได้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 90 ปีหลังจากที่ชุดสีเหล่านี้ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรก
ขณะที่ RADO ผู้สรรสร้างนนาฬิการะดับโลกเป็นที่รู้จักในนาม “ผู้นำเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์” ของวงการนาฬิกาในยุคปัจจุบัน ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่เป็นผู้นำด้านการสร้างสีสันที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จในการสร้างสีสันลงบนวัสดุไฮเทคเซรามิกถึง 14 สี นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้ไฮเทคเซรามิกครั้งแรกในปี 1986 และได้กลายเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการพัฒนาสีในวัสดุไฮเทคเซรามิกนับแต่นั้นเป็นต้นมา
เพื่อเฉลิมฉลองสีสันแห่งตำนานและพิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบ ในปีนี้ RADO มีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอนาฬิการุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่นจำนวน 9 สี 9 เรือน ในคอลเล็คชั่น True Thinline Les Couleurs™ Le Corbusier ที่มีชุดเซ็ตสีแบบพิเศษ ทำจากไฮเทคเซรามิก แต่ละเรือนเป็นตัวแทนของสีหนึ่งสีจากเก้ากลุ่มที่อยู่ในชุดสี แต่ละเรือนแสดงถึงความก้าวล้ำด้านเทคโนโลยีของ RADO ในการฉีดขึ้นรูปไฮเทคเซรามิกแบบเป็นชิ้นเดียว ถือเป็นการปฏิวัติวงการการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ด้านการบุกเบิกของแบรนด์ โดยมีเพียง RADO เท่านั้นที่สามารถผลิตสีเหล่านี้บนตัวเรือนเวลาระดับโลกได้!
เทคนิกตัดต่อเบื้องต้น ‘อยู่บ้านยังไงให้เหมือนไปเที่ยว’
สิ่งแรกที่ต้องมีคือแอปตัดต่อภาพ ซึ่งผมขอแนะนำแอป Snapseed เพราะเท่าที่ลองมาหลายแอป Snapseed ไม่ใช่แอปที่ใช้ง่ายที่สุดแต่เป็นแอปที่ครอบจักรวาลที่สุดแล้วครบเครื่องใช้ได้ตั้งแต่มือใหม่ยันมืออาชีพ แอนดรอยโหลดที่นี่ https://bit.ly/3o2hqvl OS โหลดที่นี่ https://apple.co/2JgTV2T ส่วนภาพวิวสวยๆ ก็สามารถโหลดได้ที่ pexels.com ถ้าแค่เอามาตัดต่อเล่นไม่ใช่เพื่อการค้าก็สบายโหลดได้ทุกรูป
หลังจากโหลด Snapseed ก็ทำการลงทะเบียนแล้วใช้งานได้เลย เพียงเลือกรูปที่เราต้องการขึ้นมา ในที่นี้ผมเลือกรูปนอนชิลในรถ มิตซูบิชิ เอ็กซ์เพนเดอร์ ครอส ที่ถ่ายแถวลานตลาดนัดแถวบ้าน
แล้วเราก็กด คำว่า TOOLS มุมล่างขวาจะมีไอคอนขึ้นเยอะแยะแต่ให้เราไถลงมาข้างล่างแล้วกด Double Exposure จะมีบาร์ไอคอนโชว์ขึ้นมาด้านล่าง
กดที่ไอคอนรูปภาพ+ จะมีภาพที่เราเซฟไว้จากเว็บ pexels.com เลือกมา 1 ภาพ ภาพที่โชว์ขึ้นมาจะเป็นเหมือนฟิล์มใสๆ ทำให้เราสามารถจัดองค์ประกอบได้ เอียง ขยายอะไรก็ว่าไป ในขั้นตอนนี้ผมก็ขยับให้มันเข้ากับรถให้ดูว่ารถมันอยู่บนพื้นไม่ลอยหรือไม่จมเกินไป พอใจแล้วกดเครื่องหมายถูก
ต่อไปกดไอคอนมุมบนขวาที่เป็นภาพกระดาษซ้อนๆ กดไปแล้วจะมีเมนูบาร์โชว์ขึ้นมาให้กด View edits จะมีแถบสีฟ้าขึ้นมาให้กดไอคอนพู่กันบนกระดาษ
ก่อนที่จะเริ่มไดคัทภาพผมแนะนำให้กดที่ไอคอนลูกตาที่บาร์ด้านล่างก่อน เราจะเห็นส่วนที่เราไม่ต้องการเป็นสีแดงทำให้ดูง่ายขึ้น ที่สำคัญพู่กันที่ใช้ลบภาพไม่สามารถปรับขนาดได้ แนะนำให้ขยายภาพให้ใหญ่ที่สุดก่อนจะทำให้ลบง่ายขึ้น
แต่ถ้าลบเกินเข้าไปในเนื้องานในที่นี้ผมหมายถึงรถละกันถ้าเราลบกินเข้าไปในรถมากไป ก็ให้ไปกดที่ลูกศรลงตรงบาร์ด้านล่างจาก 100 ให้เหลือ 0 จากพู่กันจะกลายเป็นยางลบเราก็เอาไปถูตรงสีแดงที่กินเข้ามาในเนื้องานแทน
ถูไปให้ทั่วส่วนที่เราลบทิ้งจะเห็นเป็นสีแดง เทคนิคอย่างนึงที่ทำให้สนุกขึ้นคือการใช้ปากกาเขียนจอมือถือซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ ผมว่าแบบที่ผมใช้ดีสุดละมี 2 หัวให้ใช้ แถมหัวที่ปลายเป็นแป้นพลาสติกใสก็เขียนลื่นปรื๊ดๆ แต่ถ้าไม่มีก็ใช้นิ้วเราเนี่ยแหละถูๆ ไปได้เหมือนกัน
พอเราลบจนเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่คำสั่ง Double Exposure แล้วกดที่ไอคอนแถบปรับแต่ง จะมีแถบเลื่อนแสดงขึ้นมา ให้เลื่อนจุดกลมๆ ไปด้านขวาสุด ภาพที่เราเห็นใสๆ ตอนแรกก็จะชัดแจ๋วสวยงาม
ก่อนที่เราจะเอาภาพที่เรารีทัชสวยงามอย่างมืออาชีพไปโชว์สู่สายตาชาวโลกแอป Snapseed ก็สามารถปรับแต่ง แสง สี มู้ด โทน ได้อีก ครบเครื่องจบในแอปเดียว
เรียบร้อยจาก mitsubishi xpander cross ที่ถ่ายในโลเคชั่นบ้านๆ ก็กลายเป็นฟิลชิลๆ บรรยากาศริมเล
แถมมุมเก๋ๆ ให้อีกมุมตู้คอนเทนเนอร์มุมนี้ปกติไม่ได้หาถ่ายกันง่ายๆ แต่เราสามารถเพียงมีแอป Snapseed
เป็นยังไงกันบ้างกับเทคนิคเบื้องต้นของการรีทัชภาพที่ผลออกมาระดับมืออาชีพเหมือนไปถ่ายในสถานที่จริงไม่มีจกตา ถ้ามีข้อสงสัยตรงไหนสามารถโพสต์ถามได้ที่คอมเม้น ส่วนถ้าสนใจ mitsubishi xpander cross ก็สามารถไปติดตามได้ที่ลิงค์นี้เราทำรีวิวไว้ให้แล้ว https://bit.ly/3anYYI9
ASICS และ KIKO KOSTADINOV เผยการร่วมมือครั้งสำคัญ กับการคอลแลปส์แบบ MULTI-SEASON
ในปี 2018 การคอลแลปส์ระหว่าง ASICS และ Kiko Kostadinov ถือเป็นการทำงานร่วมกันแบบ Convergence คือการรวมเอาดีไซน์บนแนวคิดแบบ Utilitarianism ที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ของ Kiko Kostadinov บวกเข้ากับรองเท้าที่มีประสิทธิภาพของ ASICS และเมื่อรองเท้ารุ่น GEL-BURZ 1 ได้เปิดตัวในแฟชั่นโชว์ Kiko Kostadinov’s Spring/Summer ในปี 2018 ทำให้ GEL-BURZ 1 กลายเป็นรองเท้าที่โด่งดังสุดคลาสสิค จนได้ไปวางจำหน่ายในย่านช้อปปิ้งชื่อดังระดับโลกอย่าง Dover Street Market, The Broken Arm และ SSENSE ยิ่งทำให้มีคนรู้จักและสนใจในแบรนด์ ASICS และ Kiko Kostadinov มากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ ASICS และ Kiko Kostadinov มีผลงานดีไซน์รองเท้าร่วมกันมาแล้วกว่า 10 แบบ ซึ่งมักจะถูกเปิดตัวในโชว์ของ Kiko Kostadinov ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละคอลเลคชั่น และถูกออกแบบให้เข้ากับเทคโนโลยีของ ASICS จนได้รับการยกย่องมาตลอดในเรื่องความสบายด้วยเทคโนโลยี FLYTEFOAM™ และ GUIDANCE LINE™ ซึ่งถือเป็นการผสมผสานรองเท้ากีฬากับแฟชั่นเอาไว้ได้อย่างลงตัว
ด้วยความนิยมและเป็นที่ต้องการของนักสะสมสายแฟ ASICS และ Kiko Kostadinov เพิ่มระดับการทำงานร่วมกันไปอีกขั้น โดยทั้งสองแบรนด์ยังได้ประกาศอีกว่า Kiko Kostadinov จะมาร่วมดีไซน์รองเท้าของ ASICS SportStyle ในหลายๆคอลเลคชั่น โดยจะมีดีไซน์เนอร์สองพี่น้องอย่าง Laura และ Deanna Fanning เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งโปรเจคนี้จะทำให้เราเห็นทีมดีไซน์เนอร์ของ Kiko Kostadinov ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ASICS รวมถึงให้คำแนะนำการดีไซน์โมเดลใหม่ วัสดุของรองเท้าและสีต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้ ASICS SportStyle โดนใจแฟนๆ ยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นครั้งนี้จะไม่เป็นเพียงแค่การ Co-brand แต่จะใช้เครื่องหมายที่แตกต่างกันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการริเริ่มใหม่ การพัฒนาดังกล่าวเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำคัญของ Kiko Kostadinov ที่มีต่อ ASICS ซึ่งยังทำให้เห็นว่า ASICS ให้ความสำคัญกับ Kiko Kostadinov เห็นได้จากวิสัยทัศน์ของทีมดีไซน์เนอร์ที่ได้ออกแบบและสร้างแรงบันดาลใจในสิ่งต่างๆ ให้กับคอลเลคชั่นต่างๆ ของ ASICS
นี่ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของ ASICS และถือเป็นสัญญาณการเติบโตของแบรนด์ที่จะก้าวไปสู่วงการแฟชั่นมากยิ่งขึ้น จักรวาลของ Kostadinov จะผสานเข้ากับ DNA ของ ASICS SportStyle ซึ่งจะนำเสนอแนวคิดและสไตล์ใหม่ๆ ในโปรเจค UB1-S GEL-KAYANO™ 14 ถือเป็นโมเดลแรกในโครงการการริเริ่ม ซึ่งจะเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีของ ASICS ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยรองเท้าที่สมบูรณ์แบบ และยังเป็นการบอกถึงทิศทางใหม่ๆ ของรองเท้า SportStyle
UB1-S GEL-KAYANO™ 14 จะวางจำหน่ายในวันที่1 ธค. 2020 ในราคา 5,900 บาท ที่ atmos และ CARNIVAL เท่านั้น
ปลดปล่อยจินตนาการทางลิ้นให้ ‘อิสระ’ ร้านอาหารไทยฟิวชั่น ณ เมืองภูเก็ต โดยแชมป์มาสเตอร์เชฟชาวโครเอเชียน
ด้วยแรงบันดาลใจจากรสชาติอาหารไทยอันซับซ้อน ผนวกกับคอนเส็ปต์การรับประทานอาหารในสไตล์ญี่ปุ่นแบบ ‘อิซากายะ (Izakaya)’ ลูกค้าจะสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศแบบสบายๆ เป็นกันเอง และสนุกสนานไปกับการลิ้มลองเมนูอาหารที่จัดไว้สำหรับรับประทานร่วมกัน ตามแบบฉบับของครอบครัวไทย เมนูของร้านจะสะท้อนถึงความชื่นชมและหลงใหลของเชฟนิโคลา ที่มีต่ออาหารไทยและอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเชฟได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องถิ่น ผสานรสชาติจัดจ้านแบบอาหารใต้ดั้งเดิม และกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น สร้างสรรค์เป็นเมนูของร้านอิสระด้วยความประณีต เพื่อส่งมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่แตกต่างไม่เหมือนใคร
อาหารแต่ละจานของร้านได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นตามแนวคิดของแบรนด์ ที่ต้องการเน้นความเป็น ‘อิสระ’ หรือ freedom อย่างแท้จริง เชฟนิโคลา ได้ผสมผสานรสนิยมและเทคนิคการปรุงอาหารแบบยุโรปเข้าไปในอาหารจานเด่นของร้าน ไม่ว่าจะเป็น Spicy Tuna Tartare ทูน่ารสเผ็ด คลุกเคล้ากับ อะโวคาโด วาซาบิมาโย ไข่ปลาอิคุระ ทานกับแผ่นเกี๊ยวนาโช่
Crab Cakes with Penang Curry เค้กปูราดแกงสไตล์ปีนัง ทานคู่กับ สลัดกุหลาบแอปเปิ้ล Barracuda Teriyaki with Shitake Chestnut Risotto ปลาน้ำดอกไม้ย่างสไตล์ เทอริยากิ ทานคู่กับริซอตโต้เกาลัดและเห็ดเทมปุระ รวมถึง Chili Crab Tagliatelle XO Carbonara & Grilled Tiger Prawn พาสต้าคาโบนาร่าปู และซอส XO ทานคู่กับกุ้งลายเสือย่าง

โซนบาร์ที่สวยงามมีชีวิตชีวาของร้านอิสระ พร้อมมอบประสบการณ์การดื่มที่มีสไตล์ ด้วยเครื่องดื่มที่ผ่านการคัดสรรและครีเอทมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นค็อกเทล หรือออร์แกนิกไวน์ ก็สามารถจับคู่อย่างกับอาหารร่วมสมัยของเชฟนิโคลาได้อย่างลงตัว
ประสบการณ์รับประทานอาหารที่ร้านอิสระ คือความรู้สึกเป็นอิสระจากกรอบและกฎเกณฑ์ต่างๆ และเพลิดเพลินไปความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศของร้านที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม และงานศิลปะชั้นเยี่ยม ซึ่งงานออกแบบตกแต่งภายใน ได้รับแรงบันดาลใจจากธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน ไฟ น้ำ อากาศ รวมไปถึงการบริการชั้นเลิศจากทีมงานที่มีประสบการณ์ของเกาะภูเก็ต เพื่อประสบการณ์การรับประทานอาหารบนเกาะสวรรค์ที่น่าจดจำ
ร้านอิสระ ตั้งอยู่ที่หาดกะตะน้อย เปิดให้บริการอาหารกลางวันและอาหารค่ำ ทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 13.30 – 23.00 น. สำรองที่นั่งโทร +66 (0) 76604296
เผยโฉมแรก ตัวต้นแบบ CIVIC ทายาทรุ่นที่ 11
เส้นสายรอบคันมีความชัดเจนแข็งแรง การออกแบบภายในสอดคล้องกับรูปลักษณ์ภายนอกคือเรียบง่ายกับอุปกรณ์น้อยชิ้นดูสะอาดตา ส่วนการเปิดตัว All NEW Honda Civic รุ่นที่ 11 คงจะได้เห็นกันในปี 2021 ช้ากว่านี้ไม่ดีแน่เพราะปล่อยภาพมาซะเยอะเลยส่วนตอนนี้ไปดูภาพของตัวต้นแบบ ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่11 กันก่อนละกัน

เปิดประสบการณ์สุดเอ๊กซ์กับ BMW xDrive Experience
โอกาสดีมาถึงแล้วกับกิจกรรม BMW xDrive Experience อีกหนึ่งกิจกรรมที่เหล่าแฟนๆ BMW รู้จักกันเป็นอย่างดีเพระเป็นโปรแกรมเพิ่มทักษะการขับรถที่ได้มาตรฐานเดียวกับ BMW Driving Experience ทั่วโลกโดยครูฝึกไทยที่ผ่านการสอบจากประเทศเยอรมัน เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นการเรียนขับรถที่อัดแน่นด้วยความรู้และได้รับประสบการณ์ตรงในการขับขี่สุดมันส์ที่ยากจะลืมอย่างแน่นอน
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนเริ่มสนใจแต่ติดตรงที่เราไม่ได้ใช้รถ BMW ไปได้มั้ย?…ไปได้ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของรถยี่ห้ออะไรก็สามารถไปได้หมด รู้อย่างงี้แล้วก็ไปลุยกันได้เลยกับกิจกรรม BMW xDrive Experience กิจกรรมจัดที่ฐานลับ BMW xLand จังหวัดชลบุรี และที่สำคัญเราจะได้ลุยเส้นทางป่าเขาและอุปสรรคหลากหลายด้วยรถยนต์ BMW X3 รถยนต์อเนกประสงค์คันหรูที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ BMW xDrive ที่ทุกคนที่ได้ขับต้องร้องว้าววว…
พอมาถึงฐานลับ BMW xLand เราจะเริ่มต้นจูนกันก่อนโดยครูฝึกจะมาอธิบายเรื่องท่านั่งขับรถ และการจับพวงมาลัยที่เหมาะสม การปรับท่านั่งและการจับพวงมาลัยที่ถูกต้องจะทำให้การขับรถของเรามีประสิทธิภาพ และสนุกกับการขับรถมากยิ่งขึ้น เมื่อจูนกันเรียบร้อยก็ไปประจำที่รถ BMW X3 กันได้เลย ในรถแต่ละคันจะนั่งกัน 2 คนเผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้โดยจะมีวิทยุคลื่นสั้นประจำรถ 1 เครื่องเอาไว้พูดคุยกับครูฝึก
ในช่วงเช้าจะเป็นการอุ่นเครื่องกันเบาๆ ก่อนที่จะออกไปลุยจริง โดยจะมีสถานีทดสอบต่างๆ ให้ได้ทำความคุ้นเคยกับรถ BMW X3 กันก่อนในสถานีแรกก็จะเป็นการทดสอบในเรื่องของอัตราการเร่งและระยะเบรคบนพื้นผิวขรุขระ ขับวนไปอยู่ 2-3 รอบจนเริ่มคุ้นกับท่านั่งและรถแล้วเราก็ไปที่สถานีต่อไป
สถานีเนินสลับที่ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากอะไรแต่พอได้ขับเข้าไปจริงๆ ก็สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อย เพราะเมื่อรถวิ่งเข้าไปแล้วจะเหลือล้อที่สัมผัสกับพื้นแค่ 3 ล้อสลับซ้ายขวาหน้าหลังดุ๊กดิ๊กๆ แค่เริ่มต้นก็ตื่นเต้นแล้ว
สถานีต่อมาคือเนินเอียง 30 องศา สถานีนี้เราจะพาเจ้า BMW X3 เอียงไปบนเนิน ครูฝึกจะคอยแนะนำเราผ่านเสียงวิทยุในรถ คนขับว่าตื่นเต้นแล้วคนนั่งตื่นเต้นกว่าเพราะเหมือนรถมันพร้อมจะตะแคงคว่ำอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยความสามารถของรถบอกได้เลยว่า 30 องศานี้เบบี้มากๆ แต่อย่าลองเลย
สุดท้ายก่อนออกไปลุยจริงในป่าเขาลำเนาไพรก็มาเจอกับเครื่องเล่นสูงชันดำทะมึนตรงหน้า สิ่งนั้นคือสะพานที่จำลองความชันที่บอกได้เลยว่าถ้าเจอจริงๆ คงไม่มีใครวิ่งขึ้นไป แต่ แต่ แต่ ครูฝึกบอกทุกคนต้องขับ BMW X3 ผ่านขึ้นไปทุกคนมาขนาดนี้ถอยไม่ได้แล้ว…ลุย! ครูฝึกแนะนำให้เราจับพวงมาลัยตรงๆ แล้วเหยียบคันเร่งให้รถค่อยๆ ไต่ความชันขึ้นไปทีละน้อยอย่างนุ่มนวล
ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive ที่มากับ BMW X3 ก็พาเราไต่ขึ้นเนินอย่างช้าแต่หวาดเสียวเพราะภาพด้านหน้าผ่านกระจกไปจะเห็นแต่พื้นฟ้าเท่านั้น พอไต่มาถึงบนยอดก็ถึงเวลาลงแบบหัวปักลงไปเลย หวาดเสียวแต่ปลอดภัยมากๆ ทำให้มั่นใจได้ว่าบ่ายวันนี้เราจะสนุกกับการลุยป่ากับ BMW X3 แน่นอน
เราพร้อมจะลุยกันแล้วววว! หลังจากผ่านการอุ่นเครื่องกับสถานีทดสอบทั้ง 4 สถานีตอนนี้เราก็พร้อมที่จะลุยกันแล้ว ในช่วงต้นก่อนจะไปออฟ โรด เรายังมีโอกาสได้ทดสอบความเร็วและช่วงล่างของ BMW X3 บนทางเรียบ แม้จะเป็นรถเอนกประสงค์ขนาดกลางแต่สามารถควบคุมได้ง่ายทั้งทางตรงและทางโค้งคดเคี้ยว ส่วนเรื่องอัตราเร่งไม่ต้องพูดถึงเพียงกดคันเร่งลงไปรถก็พุ่งทะยานจนหลังติดเบาะกันเลย
ยังเพลิดเพลินกับทางเรียบอยู่ดีๆ เสียงวิทยุก็ดังขึ้นเป็นเสียงจากรถครูฝึกว่าเราจะลงข้างทางเพื่อเข้าป่ากันแล้ว จบประโยคก็เลี้ยวรถตัดเข้าทางลูกรังวิ่งๆ ลุยๆ แบบถ้าเป็นรถเราจะขับแบบนี้มั้ย ทางที่ไปก็ครบรส มีทั้งหลุมบ่อ โคลนเลน แอ่งน้ำ เรียกว่าจบกิจกรรมครั้งนี้ไปเจอถนนแบบไหนก็ไม่กลัว
เราจบกิจกรรมวันนี้ด้วยชาเลนจ์เบาๆ กับสถานีจิมคาน่า gymkhana กลางหุบเหมืองหินที่มีพื้นผิวที่ลื่นและขรุขระ มีทั้งหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ งานนี้ถ้าใครอยากชนะคงต้องดึงทักษะทั้งหมดที่ฝึกในช่วงเช้ามาใช้แบบไม่มีกั๊กเพราะคนที่วิ่งแล้วทำเวลาได้ดีที่สุดจะได้รางวัลเก๋ๆ จาก BMW Thailand ไปอวดเพื่อนๆ อีกด้วย ถือเป็นการจบกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานเฮฮาให้กับคนที่มาร่วมกิจกรรม BMW xDrive Experience ในครั้งนี้ ได้ทั้งความรู้ ความสนุกสนานเฮฮา และเพื่อนใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ยากจะลืม
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลกิจกรรม BMW Driving Experience ได้ที่ www.bmw.co.th
********************
ปัจจุบันกิจกรรม BMW Driving Experience ในประเทศไทยมีให้ได้เรียนกันถึง 4 คอร์สด้วยกันได้แก่
- BMW Driving Experience: Basic Training Course
- BMW Driving Experience: Advanced Training Course (ต้องผ่านคอร์ส Basic มาก่อน)
- BMW xDrive Experience
- BMW M Experience (ต้องผ่านคอร์ส Basic มาก่อน)
ทุกคอร์สเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าร่วมได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์ BMW สามารถติดตามข่าวการรับสมัครได้ที่ facebook.com/bmwthailand
Honda e:TECHNOLOGY เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต!
นับเป็นความท้าทายและแรงกระตุ้นของฮอนด้า ในการพัฒนาการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ฮอนด้า ได้มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง แต่ยังเป็นมิตร
ต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำ ลดการสิ้นเปลืองของพลังงาน และนับจากนี้ ฮอนด้า พร้อมที่จะสื่อสารถึงเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ e:TECHNOLOGY
Honda e:TECHNOLOGY เป็นชื่อที่ใช้เรียกเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงของฮอนด้า ที่จะถูกนำไปใช้กับทุกผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่างๆ โดยฮอนด้าแบ่งประเภทของเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงในรถยนต์ ดังนี้
- ระบบขับเคลื่อนไฮบริด (Hybrid) ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวกับเครื่องยนต์และแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน
- ระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ที่ผสมผสานการทำงานจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า และสามารถรองรับการชาร์จพลังงานไฟฟ้าจากภายนอกได้ด้วยการเสียบปลั๊ก มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่ต่ำ
- ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle) มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์
- ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell) มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ โดยปล่อยของเสียเป็นหยดน้ำบริสุทธิ์
ทั้งนี้ ฮอนด้า ได้พัฒนาและติดตั้งเทคโนโลยีข้างต้นในรถยนต์ของฮอนด้า และส่งมอบสู่ลูกค้าแล้วหลากหลายรุ่น อาทิ ฮอนด้า อี รถซิตี้คาร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% และ ฮอนด้า คลาริตี้ ฟิวเซลล์ รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนที่ได้เปิดตัวแล้วในประเทศญี่ปุ่น
ภายใต้ ฮอนด้า อี:เทคโนโลยี (Honda e:TECHNOLOGY) จะมีอักษร “อี” (e:) อยู่ในชื่อของผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยฮอนด้า ได้ริเริ่มการสื่อสารผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริด ในชื่อ อี:เอชอีวี (e:HEV)
ระบบขับเคลื่อน อี:เอชอีวี (e:HEV) นับเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต ด้วยการผสานการทำงานอันทรงพลังของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน สู่ระบบขับเคลื่อนไฮบริด โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่น คือ การมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม แรงบิดที่ทรงพลัง อัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล อีกทั้งประหยัดน้ำมันและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยในประเทศไทย ฮอนด้า ได้ติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฮบริด Sport Hybrid i-MMD ในรถยนต์เซกเมนต์พรีเมียม ซีดานอย่าง ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด เป็นรุ่นแรก และนับจากนี้ ยนตรกรรมฮอนด้าที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดประสิทธิภาพสูง จะได้รับการสื่อสารภายใต้ชื่อ อี:เอชอีวี (e:HEV) ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญของฮอนด้า ในการพัฒนายานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็น 2 ใน 3 ของยอดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าทั่วโลกภายในปี 2030
‘วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย’ เปิดตัวคลังสินค้าระดับ 1,000 ล้านบาทในไทย!
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวคลังสินค้าวอลโว่แห่งใหม่อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย “VOLVO CAR THAILAND CENTRAL DISTRIBUTION & TRAINING CENTER” (VCT CDTC) บนถนนบางนา-ตราด กม. 23 จังหวัดสมุทรปราการ ทุ่มเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อให้เป็นคลังสินค้าหลักแบบครบวงจรของวอลโว่ในภูมิภาคอาเซียน บนพื้นที่ขนาด 23,331 ตารางเมตร ส่วนคลังสินค้าสามารถจัดเก็บรถยนต์วอลโว่ได้มากถึง 550 คัน มีฝ่ายบริหารการจัดเก็บอะไหล่และชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพ
ตลอดจนฝ่ายการตรวจสอบสภาพรถยนต์ด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานระดับโลก ก่อนส่งมอบรถยนต์วอลโว่ไปยังผู้จัดจำหน่ายทั่วภูมิภาคเพื่อส่งตรงยังลูกค้าต่อไป อีกทั้งยังมีศูนย์ฝึกอบรมตามมาตรฐานสากลและศูนย์รถยนต์วอลโว่เพื่อการทดสอบสมรรถนะสำหรับสื่อมวลชน คลังสินค้าแห่งนี้สามารถรองรับการเติบโตและการขยายธุรกิจของวอลโว่ได้ในอนาคต สอดคล้องตามแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของวอลโว่ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจรถยนต์ระดับพรีเมียมของภูมิภาค
มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “คลังสินค้า Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center หรือ VCT CDTC ใหม่ ถูกออกแบบพิเศษเพื่อ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในความร่วมมือกับพันธมิตร กลุ่ม WHA ได้ติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการคลังสินค้าและสต็อกชิ้นส่วนอะไหล่ที่ล้ำสมัย ซึ่งถูกออกแบบเพื่อรองรับแผนกลยุทธ์ระยะยาวสำหรับประเทศไทย พวกเราเน้นในเรื่องของคุณภาพเป็นสำคัญ
รถคันใหม่ทุกคันจะเข้ารับการตรวจคุณภาพอย่างละเอียด ตามขั้นตอนก่อนที่จะถูกส่งให้กับผู้ค้าปลีกและลูกค้า นี้เป็นสิ่งที่เราสามารถให้ความมั่นใจได้ว่ารถทุก ๆ คันที่ออกจากคลังสินค้านั้นสมบูรณ์แบบสำหรับลูกค้า นอกจากนี้วอลโว่ยังได้วางแผนล่วงหน้าและทำการติดตั้งตัวชาร์ตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์รีชาร์จใหม่ รวมไปถึง รถยนต์ไฟฟ้า ที่เราจะเปิดตัวในปีหน้า เราเชื่อมั่นว่าคลังสินค้าแห่งใหม่นี้จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของวอลโว่สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างก้าวกระโดดในอนาคตอย่างแน่นอน”
Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center (VCT CDTC) มีพื้นที่ถึง 23,331 ตารางเมตร โดยได้รับการออกแบบให้เป็นคลังสินค้าขนาดใหญ่แบบ Built-to-Suit ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยวอลโว่มีแผนการบริหารคลังสินค้าอย่างครอบคลุมโดยจัดตั้งให้เป็นศูนย์กลางของ 5 หน่วยงานหลักในธุรกิจรถยนต์วอลโว่ ได้แก่
- Distribution Center ศูนย์การกระจายสินค้าขนาดใหญ่ที่ติดตั้งระบบการบริหารจัดการสุดไฮเทค ทั้งยังตั้งอยู่ในทำเลที่มีการคมนาคมสะดวกสบายและเชื่อมต่อกับช่องทางการกระจายสินค้าต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถจัดส่งรถยนต์วอลโว่ไปยังลูกค้าและผู้จัดจำหน่ายทั่วภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Pre-Delivery Service (PDS) เปิดตัวเป็นครั้งแรกที่นี่ มอบบริการตรวจสอบสภาพรถยนต์วอลโว่ตามมาตรฐานระดับโลก มี Software Station ในการตรวจสอบความสมบูรณ์แบบของรถยนต์ เราให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องคุณภาพ รถยนต์คันใหม่ของเราทุกคันจะต้องผ่านจุดตรวจสอบคุณภาพมากมายหลายขั้นตอน ก่อนที่จะถูกส่งมอบให้แก่ผู้ค้าปลีกและลูกค้าของเรา ด้วยกระบวนการอันพิถีพิถันนี้เอง ทำให้เรามั่นใจว่ารถยนต์ทุกคันที่ออกจากคลังสินค้าจะมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด
- Parts Distribution Center ศูนย์กลางการบริหารชิ้นส่วนและอุปกรณ์อะไหล่รถยนต์วอลโว่ เลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการบริหารจัดการคลังสินค้า เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริการทั้งก่อนและหลังการขายได้แบบครบวงจร ตลอดจนการรับประกันชิ้นส่วนและอุปกรณ์อะไหล่ตลอดอายุการใช้งานรถยนต์วอลโว่ (Customer Lifetime Parts Warranty)
- Training Center ศูนย์ฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงและที่ปรึกษาการขายรถยนต์วอลโว่แห่งใหม่ ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพมากประสบการณ์จากฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยตกแต่งศูนย์ฝึกอบรมให้เป็นห้องเวิร์กช็อปแนวใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Volvo Personal Service (VPS) มอบบรรยากาศที่หรูหราโปร่งสบายสไตล์สแกนดิเนเวียนเช่นเดียวกับศูนย์บริการรถยนต์วอลโว่ทั่วประเทศ
- Press Car Center ศูนย์บริการรถยนต์วอลโว่เพื่อการทดสอบสมรรถนะของสื่อมวลชน ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน PDS Center (Pre-Delivery Service Center) และ เจ้าหน้าที่ Press Car เพื่อการประสานงานกับสื่อมวลชนในการนำรถยนต์วอลโว่ไปทดสอบสมรรถนะ ด้วยพื้นที่ของ VCT CDTC ที่กว้างขวาง เราจึงมีพื้นที่จอดรถส่วนตัวอย่างเพียงพอสำหรับสื่อมวลชน พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงห้องรับรองเพื่อการประสานงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับรถยนต์และบริการ รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ อย่างครบถ้วน
วอลโว่ คาร์ เล็งเห็นว่า “ประสบการณ์ของลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด” ทำให้การดำเนินการทุกด้านของวอลโว่มีความสอดคล้องกับแนวความคิดและประสบการณ์ที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จากความรู้สึกที่แท้จริง
“นอกจากมีเป้าหมายเพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่ต้องประสานงานทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มลูกค้าและสื่อมวลชนทุกท่าน วอลโว่ยังเล็งเห็นว่าภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับพรีเมียมในเมืองไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตสูงทั้งในปัจจุบันและอนาคต การเปิดคลังสินค้าแบบครบวงจรแห่งใหม่แห่งนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของวอลโว่ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำธุรกิจรถยนต์พรีเมียมอย่างแท้จริง รวมถึงการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังสินค้าเพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจของวอลโว่ในภูมิภาคนี้ในอนาคต” มร.คริส เวลส์ กล่าวเสริม
BMW R 18 First Edition ครูสเซอร์พันธุ์แท้สานต่อตำนานเครื่องยนต์บ็อกเซอร์บีเอ็มดับเบิลยู
ความโดดเด่นของ BMW R 18 First Edition ใหม่ คงหนีไม่พ้นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบขนาดใหญ่มโหฬารที่ได้รับการพัฒนาให้ทรงพลังทั้งในด้านดีไซน์และประสิทธิภาพ โดยเป็นการยกระดับต่อจากเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบดั้งเดิมที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดเริ่มผลิตขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466
โดยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบรุ่นใหม่นี้ มีพละกำลังมากที่สุดในบรรดาเครื่องยนต์ประเภทเดียวกันที่ BMW เคยผลิตออกจำหน่าย โดยตัวเครื่องยนต์มีความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที และส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดในระหว่าง 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจมีเอกลักษณ์
ระบบขับเคลื่อนมาในโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ที่โดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่างๆ อย่างการเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่างๆ นอกจากนี้สวิงอาร์มหลังยังได้รับแรงบันดาลใจจากบีเอ็มดับเบิลยู R5 ยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม
ระบบช่วงล่างของ BMW R 18 First Edition ยังคงความคลาสสิกด้วยการใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิกแทนการควบคุมด้วยไฟฟ้า โดยมีคานรับน้ำหนักกลางที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อการควบคุมที่เฉียบคมและนุ่มสบาย แกนโช้คหน้ามีเส้นผ่าศูนย์กลาง 49 มิลลิเมตร ระยะยุบตัวโช้คหน้า 120 มิลลิเมตร และระยะยุบตัวโช้คหลัง 90 มิลลิเมตร
ระบบเบรกของ BMW R 18 First Edition ล้อหน้ามาพร้อมดิสก์เบรกคู่ ส่วนล้อหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และคาลิปเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ พร้อมล้อซี่ลวดที่เสริมลุคให้สะดุดตายิ่งขึ้น
BMW R 18 First Edition แม้จะมีรูปร่างหน้าตาสุดคลาสสิคแต่ก็อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยให้การขับขี่ของเราสนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย 3 โหมดการขับขี่ได้แก่ Rain, Roll และ Rock ให้เลือกปรับตามความชอบเฉพาะตัว เสริมความปลอดภัยด้วย
- ฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระบบล๊อก
- ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC)
- ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์
- ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control)
- ระบบเกียร์ถอยหลัง (Reverse Gear)
- ระบบสัญญาณกันขโมย
- ระบบป้องกันรถกระชาก (Anti-hopping Clutch)
- ระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ที่ช่วยให้เบรคหลังทำงานได้ดียิ่งขึ้น
- เสริมความล้ำสมัยด้วยระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride)
ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 First Edition ที่เป็นการนำเอาเอกลักษณ์ความคลาสสิกมาผสานเข้ากับดีไซน์แบบร่วมสมัยนั้น สืบทอดรายละเอียดต่าง ๆ จากบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ที่ได้สร้างตำนานไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2479 ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น เพลาแบบเปิดเปลือย
ถังน้ำมันทรงหยดน้ำพร้อมลูกเล่นการทำสีแบบลายเส้นบนตัวถัง เมื่อมองจากด้านข้างเราจะเห็นความงามของเส้นสายโครงสร้างเฟรมและถังน้ำมันที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่หน้ารถไปจนถึงซุ้มล้อหลังให้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคง และพร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างทรงพลัง
เสริมลุคสุดคลาสสิกด้วยมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกทรงกลม พร้อมจอแสดงสถานะการขับขี่ที่ปรากฎให้เห็นเฉพาะเวลาเปิดไฟ โดยผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมายได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็นจอแสดงสถานะเกียร์และข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล ไฟหน้า Adaptive LED แบบใหม่ พร้อมระบบ Daytime Riding light และ Headlight Pro ในโคมโลหะและไฟเลี้ยว LED ที่ออกแบบเป็นชิ้นเดียวกับไฟท้าย สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แก่ BMW R 18 First Edition
BMW R 18 First Edition นี้มาในสีดำ Black Storm Metallic ตัดกับลายเส้นสีขาวบนตัวถัง ชิ้นส่วนโครเมียม ลูกเล่นป้ายสลัก BMW บนเบาะที่นั่ง และป้ายสลักโครเมียม ‘First Edition’ ข้างตัวถัง นอกจากนี้ เหล่าไบค์เกอร์ที่ต้องการเสริมลุคคลาสสิกแบบพันธุ์แท้ ยังสามารถเลือกเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์สำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์ในคอลเล็กชัน Ride & Style เพื่อสร้างสุนทรียภาพในการขับขี่ครอบคลุมทุกมิติของไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น
The New BMW R 18 First Edition มาในราคา 1,150,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)ใครที่สนใจสามารถไปลูบคลำชื่นชมคันจริงๆ ได้ที่โชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ใกล้บ้านท่านหรือจะไปที่งาน Motor Expo ในวันที่ 2 ธ.ค. 2563 – อา. 13 ธ.ค. 2563 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ชมสวนดอกไม้แห่งความหวัง ‘MONUMENT OF HOPE’ งานแสดงเดี่ยวครั้งที่สองของ ‘อเล็ก เฟส’
นิทรรศการครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ห้อง 2 อารมณ์ ในห้องแรกที่เราก้าวเข้ามาเราจะพบกับประติมากรรมขนาดใหญ่ตัวคาแรคเตอร์หลักของ ‘อเล็ก เฟส’ บนแท่นยกสูง ที่ทุกคนจะต้องแวะถ่ายภาพเช็คอินตรงนี้ บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นในโทนสีขาว บนผนังมีภาพเขียนสีน้ำมัน และภาพวาดลายเส้นแขวนโชว์อยู่
เมื่อเดินผ่านมาห้องที่ 2 บรรยากาศจะเปลี่ยนไปทันทีกับห้องในโทนดำที่ดูสงบน่าค้นหา สิ่งแรกที่เห็นคือคาแรคเตอร์หลักของ ‘อเล็ก เฟส’ ตัวสีทองมันวาวบนแท่นยกสูง ก้มตัวเล็กน้อยเหมือนเป็นการตอนรับเราสู่แดนสนธยา ภาพที่จัดแสดงบนผนังเป็นภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่สีสันสดใสของดอกไม้นานาพันธ์ุยิ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจมาก แม้จะมีงานแสดงเพียง 2 ห้องแต่บอกได้เลยว่าคุณจะหลงอยู่ในนั้นนานนับชั่วโมง เพราะผลงานที่จัดแสดงมันตรึงตาตรึงใจเสียเหลือเกิน

และห้ามพลาดตรงข้ามห้องแสดงงานจะมีช็อปเก๋ๆ ที่ภายในมีงานเพ้นท์อีกหลายชิ้นของ อเล็ก เฟส ที่เป็นงานชิ้นแรกๆ ก่อนที่จะขยายใหญ่เป็นการแสดงงานในครั้งนี้ และสำหรับผู้ที่สนใจสามารถจับจองงานภาพพิมพ์สกรีน 2 สีบนกระดาษ Cougar Smooth Natural 352 แกรม ขนาด 49.5 x 42 ซม พิมพ์โดย ดิ อาร์ไควิสทฺ, กรุงเทพฯ พิมพ์ออกมาเพียง 250 ชิ้นพร้อมลายเซ็น อเล็ก เฟส

งานจะจัดแสดง 31 ตุลาคม ถึง 27 ธันวาคม 2563 เข้าชมฟรี ปั๊มบัตรจอดรถที่งานจอดฟรี 2 ชั่วโมงเข้าชมได้วัน พุธ-อาทิตย์ (ปิดจันทร์-อังคาร) ตั้งแต่เวลา 13:00–19:00 น @บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ รายละเอียดเพิ่มเติม www.bookshoplibrary.com
#BANGKOKCITYCITYGALLERY #AlexFace #MONUMENTofHOPE #Y_Life
