The new GLA และ A-Class ใหม่รุ่นประกอบไทย ออฟชั่นจัดเต็มในราคาสุดเร้าใจ!

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่เคยทำให้ผิดหวังปล่อยหมัดเด็ดส่งท้ายปี 2020 สร้างสีสันให้ตลาดรถยนต์พรีเมียมคอมแพ็ค พร้อมเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ใหม่รุ่นประกอบในประเทศของ “The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic” รถยนต์คอมแพ็คเอสยูวี เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มีพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขึ้น ระบบความปลอดภัยที่มากขึ้น และ“Mercedes-Benz A-Class” ยนตรกรรมขนาดคอมแพ็คสุดโฉบเฉี่ยวใหม่ โดย Mercedes-Benz A-Class ใหม่ มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 1,990,000 บาท

The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic คือรถยนต์คอมแพ็คเอสยูวีเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบเต็มที่ ขุมพลังขนาด 1,332 ซีซี ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ความเร็ว 1,620-4,000 รอบ/นาที และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตร/100 กม.

ดีไซน์ภายนอกมีสัดส่วนของตัวถังที่สั้นลงเล็กน้อย ดูคอมแพ็คมากขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่มีตัวถังที่สูงขึ้นกว่า 10 เซนติเมตรจากรุ่นก่อน ทำให้ห้องโดยสารแถวหน้ามีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น ในขณะที่ห้องโดยสารแถวหลังมีพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้นด้วย ภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น และให้ความรู้สึกกว้างขวางที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้ามานั่ง ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior Package และความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี

The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic มาในราคา 2,399,000 บาท

********************

Mercedes-Benz A-Class คือยนตรกรรมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิตในเมืองใหญ่ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1,332 ซีซี แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ความเร็ว 1,620-4,000 รอบ/นาที ให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลาเพียง 8.1 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม.

ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz A-Class สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่เน้นความเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรงและดึงดูดใจ ด้วยโครงสร้างภายนอกที่โดดเด่น ผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว

ภายในห้องโดยสารดูทันสมัยและกว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากที่สุด รูปลักษณ์ของหน้าปัดออกแบบมาอย่างล้ำสมัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในทุกรายละเอียด พร้อมความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น

Mercedes-Benz A-Class ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่

Mercedes-Benz A-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่

  1. Mercedes-Benz A 200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท
  2. Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

********************

มร. โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปี 2563 นับว่าเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับทุกคน ยิ่งโดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไทย ปีนี้นับว่าเป็นปีแห่งความ ท้าทายที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เรามองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่เรื่อง PM 2.5 เรื่อยมาจนถึงสถานการณ์โควิด-19 ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสให้เราได้ปรับตัว เปลี่ยนแปลง และลองทำอะไรใหม่ ๆนั่นจึงเป็นที่มาของการที่เราปรับกลยุทธ์ในการบริการเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างต่อเนื่องตลอดปี ทั้งการสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น การดูแลเรื่องสุขอนามัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องเมื่อลูกค้าเข้ามารับบริการที่ศูนย์บริการ การนำเสนอแคมเปญ “Shine for Tomorrow” เพื่อมอบเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เรื่อยมาจนถึงการเปิดตัวแคมเปญ Charge to Change เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ให้ความสำคัญกับการชาร์จไฟฟ้าให้มากขึ้นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสิ่งแวดล้อมและช่วยลดภาวะวิกฤติจาก PM 2.5”

“สำหรับการเปิดตัวรถยนต์ “The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz A-Class” ใหม่ รุ่นประกอบในประเทศในวันนี้ ถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของปี โดยเฉพาะในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมคอมแพ็คที่มีศักยภาพการเติบโต และมีลูกค้ารุ่นใหม่ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเสนอรุ่นประกอบในประเทศ ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถทำราคาที่ทั้งแข่งขันได้และดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมาย

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาออปชันที่เรานำเสนอภายในรถยนต์ ภายใต้ดีไซน์ที่มีความโดดเด่น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบครบครันเหนือระดับเมื่อเทียบกับรถยนต์ในระดับเดียวกัน เรามั่นใจว่า รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้เติบโต และช่วยให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงรักษาความเป็น แบรนด์รถยนต์ลักชัวรีอันดับ 1 ในไทยได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 อย่างแน่นอน” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม


เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมพัฒนาสู่การเป็น Smart Factory ในประเทศไทย!

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) จัดพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาส
การเริ่มเข้ามาดำเนินงานในโรงงานที่จังหวัดระยองอย่างเป็นทางการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะปรับปรุงและอัพเกรดระบบของโรงงานแห่งนี้ด้วยเครื่องจักรและนวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อพัฒนาสู่การเป็น “Smart Factory” ตามระดับมาตรฐานสากล การเริ่มเข้ามาดำเนินงานอย่างเป็นทางการที่โรงงานระยองนี้ ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในเวทีระดับนานาชาติ และความพร้อมของการขยายธุรกิจสู่ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

โรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดระยองนับเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการดำเนินงานตามกลยุทธ์
โลกาภิวัตน์ (Globalization Strategy) ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำเทรนด์ ในการ
นำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมไปถึงการพัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคลากร
ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โรงงานแห่งนี้ ยังเป็นโรงงานแบบเต็มรูปแบบแห่งแรกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในภูมิภาคอาเซียน โดยตั้งเป้าให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาของภูมิภาคนี้

มร. จาง เจียหมิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรากฐานที่แข็งแกร่งและมีความพร้อมในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ เล็งเห็นถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน 
และติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่ผลิตรถยนต์เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเปี่ยมไปด้วยแรงงานด้านยานยนต์มากฝีมือ มีโรงงานประกอบรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีคุณภาพเป็นจำนวนมาก ตลอดระยะเวลา 9 เดือนนับจากวันแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้ามาในประเทศไทย การเริ่มเข้ามาดำเนินงานในโรงงานที่ระยองอย่างเป็นทางการในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญและน่าจดจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ 
เกรท วอลล์ มอเตอร์ และในฐานะ ‘บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก’ (Global Mobility Technology Company) เราเชื่อว่างานในวันนี้จะช่วยตอกย้ำเป้าหมายของเราที่จะนำวิสัยทัศน์ ความชำนาญ 
รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการอันยอดเยี่ยมและล้ำสมัยมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ผู้บริโภคชาวไทยผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของเรา”

มร. หลี่ กวงหยู่ รองประธานบริหาร ฝ่ายการผลิตในโรงงาน ภูมิภาคอาเซียน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับก้าวสำคัญในครั้งนี้ และเราพร้อมที่จะยกระดับโรงงานแห่งนี้ให้เป็น Smart Factory หรือ โรงงานอัจฉริยะ ตามมาตรฐานสากลของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยเราจะมีการปรับปรุงและอัพเกรดโรงงานใหม่ เพื่อติดตั้งระบบการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการดำเนินงานต่างๆ ภายในโรงงาน ทั้งนี้ เรามีเป้าหมายที่จะให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ นอกจากนี้การเริ่มเข้ามาดำเนินการทำงานที่โรงงานระยองในครั้งนี้ ยังเป็นการเพิ่มการจ้างงานและเสริมสร้างทักษะที่เป็นประโยชน์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้กับแรงงานไทยได้อย่างเต็มศักยภาพอีกด้วย”

ในพิธีเฉลิมฉลองนี้ มร. จาง เจียหมิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย 
มร. หลี่ กวงหยู่ รองประธานบริหาร ฝ่ายการผลิตในโรงงาน ภูมิภาคอาเซียน และนายอำนาจ แสงจันทร์ 
รองประธานบริหาร ฝ่ายผลิตรถยนต์ ประเทศไทย พร้อมด้วยพนักงานบริษัท และแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ด่านศุลกากรมาบตาพุด ฝ่ายบริการศุลกากรที่ 2 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย องค์การบริหาร
ส่วนตำบลปลวกแดง จังหวัดระยอง และสถานีตำรวจภูธรปลวกแดง จังหวัดระยอง รวมถึงผู้แทนจากบริษัท 
ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมพิธีการทางศาสนา และพิธีเปิดป้ายโรงงานระยองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ทุกท่านยังให้เกียรติร่วมประทับฝ่ามือและนิ้วมือลงบนผืนผ้าใบรูปต้นไม้
แห่งการเริ่มต้น อันเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือร่วมใจกันสร้างการเติบโตและพร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

# # #
เกี่ยวกับเกรท วอลล์ มอเตอร์
เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) หรือ GWM ผู้ผลิตรถ SUV และรถกระบะระดับโลก จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
เมื่อปี 2546 และตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2554 มีบริษัทย่อยที่ถือหุ้นมากกว่า 80 บริษัทและมีพนักงานกว่า 70,000 คน ปัจจุบันเกรท วอลล์ มอเตอร์ ทำยอดขายได้กว่าหนึ่งล้านคันต่อปี เป็นเวลาสี่ปีติดต่อกัน ซึ่งนอกจากในประเทศจีน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังส่งมอบรถยนต์คุณภาพไปให้กว่า 60 ประเทศและภูมิภาค และมีเครือข่ายในต่างประเทศกว่า 500 แห่งอีกด้วย


‘เคล็ดไม่ลับ’ สะอาดปลอดภัยห่างไกล COVID-19

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบโดยต้นสายปลายเหตุจริงๆ มาจากไหนไม่มีใครรู้แต่เรารู้แค่ว่ามันเริ่มระบาดมาจากเมือง’อู่ฮั่น’เมืองเอกมณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงกลางเดือนมกราคม 2563 ล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2563 มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกกว่า 50.4 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 1.26 ล้าน ช่วงนี้เห็นหลายคนเริ่มชิลๆ #การ์ดเริ่มตก  เราอยากบอกด้วยความเป็นห่วงว่า…โลกเรายังไม่มีวัคซีนโควิดนะจ๊ะ


วันนี้เราเลยอยากแนะนำการดูแลความสะอาดรถยนต์เพื่อความมั่นใจห่างไกลโควิดมากยิ่งขึ้น จริงๆ เรื่องทำความสะอาดรถมันก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำกันอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องจริงจังมากขึ้น แค่ล้างสีดูดฝุ่นคงไม่พอ

อันดับแรกเราอาจจะต้องล้างรถบ่อยขึ้น หรือล้างทุกวันได้ยิ่งดีโดยเน้นในจุดสัมผัสอย่างที่จับเปิดปิดรถ, ฝาถังน้ำมัน ด้วยน้ำยาล้างรถที่ได้มาตรฐานซึ่งปัจจุบันมีแบบผสมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคด้วยและที่สำคัญใส่ถุงมือยางทุกครั้งตอนล้างรถเพื่อลดการสัมผัสเชื้อโรคโดยตรง ภายในรถตามจุดสัมผัสต่างๆ เราก็ไล่ทำความสะอาดไป เริ่มตั้งแต่เบาะที่นั่งถ้าเป็นหนังแท้หรือหนังเทียมเราสามารถเอาผ้าชุปน้ำสบู่เช็ดหมาดๆ แล้วตามด้วยผ้าแห้งได้เลย ส่วนเบาะผ้าเราสามารถฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและเปิดประตูผึ่งแดดให้แห้งได้


จุดสัมผัสบ่อยๆ ในรถอย่างหน้าจอทัชสกรีน วิทยุ ช่องแอร์ ปุ่มสวิทช์ต่างๆ เราก็เอาผ้าชุบน้ำสบู่หมาดๆ เช็ดทำความสะอาดได้เลย หรือจะฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก็ได้ แต่ถ้ามีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ลองฉีดน้อยๆ ดูก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าแอลกอฮอล์จะไม่ทำความเสียหายให้กับพื้นผิวนั้นๆ

พวงมาลัย หัวเกียร์ เบรกมือ ที่ท้าวแขน ช่องวางแก้วน้ำ ก็ต้องเช็ดทำความสะอาดเพราะเป็นจุดสะสมของเชื้อโรค 

ผ้ายางปูพื้น ถาดใส่ของท้ายรถสามารถเอาออกมาขัดด้วยแปรงกับผงซักฟอกได้เลยล้างเสร็จแล้วตากแดดให้แห้งก่อนเก็บเข้าที่

ช่องเก็บของท้ายรถสำหรับคุณสาวๆ ที่ชอบขนรองเท้าคู่โปรดไปในทุกๆ ที่ลองเลือกคู่โปรดจริงๆ ไว้ใช้งานก็พอ เพราะนอกจากจะทำให้รถเบาลงแล้วก็ยังลดการสะสมของเชื้อโรคได้อีกด้วย

กุญแจรถ เป็นของใกล้ตัวที่สุดที่สัมผัสกันอยู่ตลอดเวลา เราแค่เอาสเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดพ่นทั่วๆ บางๆ แล้วปล่อยให้แห้ง อย่าฉีดพ่นจนฉ่ำเยิ้มเพราะอาจะส่งผลถึงระบบไฟฟ้าในรีโมทกุญแจได้…เพียงเท่านี้เราก็ใช้รถได้อย่างสะอาดปลอดภัยสบายใจสุขภาพแข็งแรงแล้ว…


ฟูลมูน บริวเวอร์ค ผสานทีมเชฟอินดี้ ‘บุกรังโจร’

ฟูลมูน บริวเวอร์ค (Full Moon Brewworks) ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทยชื่อคุ้นหูอย่างชาลาวัน เพลเอล จับมือกับทีมเชฟ Tonight’s the Greatest จัดกิจกรรม Beer Tasting ที่นำขบวนโดยคราฟต์เบียร์ Limited Release ตัวล่าสุด ‘โจรห้ารส มิลก์เชก ไอพีเอ (Jone Ha Ros Milkshake IPA)’ มาสร้างรสชาติแปลกใหม่คู่กับอาหารไทยฟิวชั่น ให้ทุกคนได้ท่องไปกับรสชาติที่ไม่เคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อน ณ Beer Belly ร้านคราฟต์เบียร์ เทรนดี้ใจกลางทองหล่อ ในธีมงาน ‘บุกรังโจร’ เรือนจำเท่ๆ แหล่งรวมตัวของเหล่าโจรร้าย

เชฟเติ้ล-พีรพล จิวะเจริญชัย เล่าถึงที่มาของ Tonight’s the Greatest ว่า “ พวกเราเป็นกลุ่มเพื่อนที่คบกันมานาน มารวมตัวกันเพราะชอบทำอาหาร สุดท้ายก็ตัดสินใจจับมือกันเปิดร้านแนว Chef Table ของตัวเองขึ้นมา สมาชิกอีกสองคนก็คือ เชฟโป๋-ณัฐชา โสรธรณ์ ชื่นชอบการทำอาหารไทยให้มีความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร และเชฟกี๋-นันทิพัชร ลิมพะสุต ที่มาร่วมทีมช่วยกันสร้างสรรค์เมนูต่างๆ ให้ออกมามีเอกลักษณ์แบบที่หาที่ไหนไม่ได้

ในงานนี้เพื่อให้เข้ากับธีม ‘บุกรังโจร’ พวกเราเลยนำเสนอคอนเซ็ปต์ ‘อาหารมื้อสุดท้าย (The Last Meal)’ เสิร์ฟอาหารแนว Small Bite ที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้เหล่าโจรก่อนถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ มีชื่อเรียกเก๋ๆ แต่ละเมนูว่า Jail Snack, ลูกชิ้นเยี่ยมญาติ, เครื่องจิ้มเรือนจำ และ คุกกี้กลับใจ เสิร์ฟคู่กับคราฟต์เบียร์สไตล์แปลก ‘โจรห้ารส มิลก์เชก ไอพีเอ’”

คุณสุกิจ ทีปฏิมา, เฮดบริวเวอร์ & Co-Founder, ฟูลมูน บริวเวอร์ค เสริมว่าสาเหตุที่เบียร์ใหม่นี้ถูกตั้งชื่อว่า ‘โจรห้ารส’ ที่นอกจากจะเป็นการแปลงคำไทยๆ คุ้นหูยังเป็นชื่อที่สะท้อนถึงมิติรสชาติหลากหลากและแฝงความร้ายกาจ ซึ่งคำว่า ‘ห้ารส’ บ่งถึงความซับซ้อนหลากรสชาติผ่านวัตถุดิบที่ใช้เช่น สายพันธุ์ฮอปส์ใหม่ล่าสุดอย่าง ‘ทัลลัส’ (Talus) จาก ฟาร์มฮอปส์ชั้นนำ Yakima Chief และวัตถุดิบหายากอื่นๆ ที่จะทำให้เบียร์มีทั้งความหอมหวานแบบผลไม้เมืองร้อนสดชื่น สัมผัสนุ่มนวลแบบครีม แฝงกลิ่นอายและเสน่ห์ของความเป็นไอพีเอได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“การทำเบียร์ก็เหมือนการปรุงอาหาร ยิ่งทำให้เข้าใจรสชาติได้ง่ายขึ้นเท่าไรโอกาสที่คนจะหยิบมาดื่มก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น นี่คือโอกาสดีที่จะได้ลองทำอะไรที่ท้าทายขีดความสามารถของเรา มันเป็นเรื่องปกติที่คนรักการทำเบียร์ย่อมอยากจะสร้างสรรค์รสชาติเบียร์ของตัวเองให้ดีและแปลกใหม่ขึ้นเสมอเพื่อสร้างความแตกต่าง

เบียร์สไตล์ มิลก์เชก ไอพีเอ เพิ่งจะเริ่มเป็นที่พูดถึงกันในแวดวงคราฟต์เบียร์ได้ไม่นาน โดยเบียร์ตัวนี้เป็นอีกสไตล์ที่ต่อยอดแตกไอเดียออกมาจากคราฟต์เบียร์สไตล์หลักอย่างไอพีเอที่บางคนอาจจะรู้สึกว่าดื่มยากเพราะรสชาติของฮอปส์ที่มีความเข้มข้นมาก มิลก์เชก ไอพีเอก็เลยถูกทำให้ดื่มง่ายขึ้นด้วยรสชาติที่คุ้นเคยเพื่อดึงดูดคนที่อาจจะเคยปฏิเสธเบียร์อย่างไอพีเอให้มาลองเบียร์สไตล์นี้

จุดเด่นอย่างหนึ่งของเบียร์นี้คือการนำเอาน้ำตาลแลกโตสที่พบได้ในนมที่เราดื่มกันมาเป็นส่วนผสมพิเศษที่ช่วยให้รู้สึกได้ว่าเนื้อสัมผัสของเบียร์จะนุ่มๆ เนียนๆ คล้ายเนื้อครีม เลยเป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่ามิลก์เชก ไอพีเอ และด้วยขั้นตอนที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะและละเอียดอ่อนกว่าสไตล์อื่น เบียร์ตัวนี้เลยเป็นเบียร์ที่ต้องใช้ความพยายาม และลองผิดลองถูกในการผลิตเพื่อให้ได้เบียร์ที่เราเชื่อว่าพร้อมให้นักดื่มได้ทดลองกัน”

สำหรับคนที่พลาดโอกาสคงต้องรีบหน่อยเพราะเบียร์ผลิตมาแบบจำกัดจำนวน (Limited Release) มีจำหน่ายทั้งแบบเบียร์สด (Draught Beer) และแบบบรรจุขวด โดยเบียร์สดสามารถหาดื่มได้ในร้าน Taproom ชั้นนำในในกรุงเทพช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้เท่านั้น ส่วนแบบขวดนั้นผลิตเพียงออกมาเพียง 7,500 ขวดเท่านั้น จำหน่ายในราคาขวดละ 149 บาท สามารถหาซื้อได้ตามร้านคราฟต์เบียร์ชั้นนำ และท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต


บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ปรับโครงสร้างการบริหารพร้อมลุยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ประกาศปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ผนึกกำลังระหว่างตลาดต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อเดินหน้าสู่อนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมแต่งตั้ง มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป ขณะที่คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและฝ่ายขายประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

ภายใต้โครงสร้างองค์กรใหม่นี้ ทีมงานบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก จะปฏิบัติงานควบคู่ไปกับทีมของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในประเทศไทย เพื่อดูแลการดำเนินงานและขยายศักยภาพอันแข็งแกร่งของแต่ละตลาดในภูมิภาค นอกจากนี้ โครงสร้างการบริหารรูปแบบใหม่ยังผนึกการดำเนินงานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาเลเซีย เข้าไว้ภายใต้การดูแลของมร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ในตำแหน่งผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพการเติบโตของตลาดที่หลากหลายในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยิ่งขึ้น มร. ญาเบรส-โปห์ล เข้ารับหน้าที่ในการบริหารดูแลบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ต่อจาก มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ซึ่งย้ายไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายในภูมิภาคอเมริกาเหนือ เพื่อดูแลรับผิดชอบด้านการขายของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์าดในสหรัฐอเมริกา โดยประจำอยู่ที่กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนีมร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการตลาดและการขายจากมหาวิทยาลัย ESIC ในเมืองมาดริด ประเทศสเปน และได้เริ่มต้นร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในปี พ.ศ. 2545 โดยก่อนหน้าเข้ารับตำแหน่งในประเทศไทย มร. ญาเบรส-โปห์ล ประจำอยู่ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศสิงคโปร์ ในฐานะผู้อำนวยการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รับผิดชอบดูแลตลาดนำเข้า 10 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในตำแหน่งใหม่นี้ มร. ญาเบรส-โปห์ล จะดูแลการบริหารและขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย รวมถึงตลาดนำเข้าอีก 10 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ฮ่องกง บรูไน นิวแคลิโดเนีย และเฟรนช์โปลินีเซีย

นอกจากนี้ การวางโครงสร้างบริหารใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังรวมถึงการแต่งตั้งคุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและฝ่ายขายประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยคุณเศรษฐิพงศ์ ได้ร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และปฏิบัติงานในหลากหลายบทบาทหน้าที่ตลอด 16 ปีกับบีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงการรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เอเชีย ในประเทศสิงคโปร์ โดยในตำแหน่งใหม่นี้ คุณเศรษฐิพงศ์จะรับผิดชอบดูแลการพัฒนาแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทั่วทั้งภูมิภาค รวมทั้งดูแลด้านการขายของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในประเทศไทยมร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การปรับโครงสร้างเพื่อผนึกกำลังทั่วภูมิภาคในครั้งนี้ จะช่วยให้เรายกระดับศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในตลาดที่สำคัญต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยหลอมรวมความรู้ความเชี่ยวชาญของทีมจากแต่ละตลาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเข้าไว้ด้วยกัน ในโอกาสนี้ ผมขอต้อนรับ มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล สู่ครอบครัวบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผมเชื่อว่าความเชี่ยวชาญจากการทำงานในระดับภูมิภาคและประสบการณ์ของ มร. ญาเบรส-โปห์ล จะสร้างทีมที่แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย รวมทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกให้ก้าวสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างสวยงาม และผมยังขอแสดงความยินดีกับคุณเศรษฐิพงศ์ ที่จะได้เริ่มต้นก้าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นในบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งประสบการณ์กว่า 16 ปีของคุณเศรษฐิพงศ์ ได้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสามารถที่โดดเด่นทั้งในด้านการตลาดและการบริหาร ผมมั่นใจว่า เราจะสามารถสร้างความสำเร็จอีกมากมายร่วมกันทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างแน่นอน”

“ทั้งนี้ผมต้องขอขอบคุณ มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำทีมฝ่าฟันสภาวะตลาดสุดท้าทายในปีที่ผ่านมา รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดให้เติบโตขึ้น ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า มร. แซมลาวสกี้จะประสบความสำเร็จในตำแหน่งใหม่เช่นกัน” มร. บารากา กล่าว


‘จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์’ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์คนใหม่ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย)

บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) หรือ DMHT ผู้นำด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พรีเมียมระดับโลก ประกาศแต่งตั้ง มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์คนใหม่ โดยรับตำแหน่งต่อจาก นายธนากร คุปตจิตต์ ซึ่งจะเกษียณอายุในเดือนตุลาคม หลังปฏิบัติหน้าที่ที่ DMHT มาเป็นเวลา 30 ปี โดยการแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา

มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เข้ามารับผิดชอบงานด้านองค์กรสัมพันธ์และงานด้านความยั่งยืนที่ DMHT ต่อจากนายธนากร คุปตจิตต์ ซึ่งมีกำหนดเกษียณอายุการทำงานในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 หลังปฏิบัติงานที่ DMHT จนครบกำหนดวาระ ตลอดระยะเวลา 30 ปี นายธนากรประสบความสำเร็จในการผลักดันชื่อเสียงของบริษัทและการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับ มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานในตลาดที่มีการควบคุมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากรัฐบาลอย่างเข้มงวด เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นเวลามากกว่า 10 ปี รับผิดชอบงานด้านนโยบายและให้การสนับสนุนในภาครัฐและหน่วยงานภายนอกในเรื่องการลดปัญหาที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนสามารถสร้างชื่อเสียงที่ดีแก่บริษัท

มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เริ่มทำงานกับดิอาจิโอ ที่สหราชอาณาจักรในปีพ.. 2557 และประสบความสำเร็จในการรณรงค์ด้านภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อมาในปีพ.. 2559 มร. จูลส์ ได้ย้ายไปปฏิบัติงานที่ดิอาจิโอ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รับผิดชอบงานด้านองค์กรสัมพันธ์ และมีผลงานเป็นที่ยอมรับ เช่น การปฏิรูปธุรกิจกลางคืน (Nighttime Economy) ของนครซิดนีย์ การปรับปรุงกฎหมายการปิดกั้นการขาย (Lockout Laws) รวมถึงขับเคลื่อนโครงการดื่มอย่างรับผิดชอบทั้งของดิอาจิโอและภาคอุตสาหกรรม ก่อนที่จะร่วมงานกับดิอาจิโอ มร. จูลส์ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ข้ามชาติและธุรกิจด้านความยั่งยืนชั้นนำหลายองค์กร

ประสบการณ์การทำงานด้านองค์กรสัมพันธ์ของ มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เป็นประโยชน์และส่งเสริมศักยภาพของ DMHT ซึ่งให้ความสำคัญต่อการสร้างวัฒนธรรมการดื่มอย่างรับผิดชอบ รวมถึงการทำงานร่วมกับภาครัฐในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย

มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านการเมืองการปกครอง จากมหาวิทยาลัยบริสทอล (University of Bristol) และปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัย คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (King’s College London) สหราชอาณาจักร


‘ซึโม ลิม’ ดีไซเนอร์แดนโสมผู้ปรับลุคใหม่ BMW 4 Series Coupé ให้ร้อนแรง!

2345ซึงโม ลิม (Seungmo Lim) ดีไซเนอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีผลงานลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ปรับโฉมใหม่ให้กับรถยนต์ต้นแบบ BMW 4 Series Coupé ให้ทรงพลังยิ่งขึ้นพร้อมสะท้อนภาพแห่งอนาคตของแบรนด์ได้อย่างถึงแก่น

ซึงโม ลิมต้องการออกแบบให้ BMW 4 Series Coupé ออกมาเป็นรถคูเป้ที่โดดเด่นสะดุดตาโดยใช้เส้นสายที่เรียบง่าย สำหรับเขาแล้วรถยนต์ต้นแบบเปรียบเสมือนหนังตัวอย่าง ขณะที่การผลิตรถยนต์จริงๆ นั้นมีปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการมากมาย อย่างการที่จะลดตัดทอนรายละเอียดของป้ายทะเบียน ไฟสัญญาณหรือเซนเซอร์ต่างๆ แบบในรถต้นแบบก็คงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายเค้าในฐานะดีไซเนอร์ที่ต้องออกแบบยานยนต์ให้มีความแตกต่างโดดเด่นและคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ เหล่านั้น

ซึ่งข้อจำกัดต่างๆ ก็ไม่สามารถปิดกั้นจินตนาการในการออกแบบของซึงโม ลิมได้ เห็นได้จากการปรากฏโฉมของ BMW 4 Series Coupé ที่ถอดแบบแนวคิดของ Concept 4 ได้แทบทุกกระเบียดนิ้ว ที่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สร้างความแตกต่างได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะความโดดเด่นของลายเส้นบนตัวรถที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

ซึงโม ลิมใช้ “จินตนาการ” ในการออกแบบโดยนึกถึงภาพของผู้คนว่าจะเกิดความรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เห็นรถยนต์ที่เขาออกแบบเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเห็นรถคันนั้นในโชว์รูม บนถนนหรือจากกระจกมองหลัง รถคันนี้ต้องสามารถสร้างอิมแพคให้ผู้คนจนต้องร้อง “ว้าว! นี่สิ  BMW” โดยถ้าเป็นงานออกแบบคอนเซ็ปต์คาร์ เขาเลือกที่จะนำเสนอผ่านฉากหลังอย่างเวที และแสงไฟสปอร์ตไลท์เพราะอยากให้คนที่ได้เห็นมีจินตนาการภาพตัวเองขณะอยู่ในยานยนต์แห่งอนาคตของ BMW

อีกอย่างที่ดีไซเนอร์หนีไม่พ้นคือ เราไม่สามารถถ่ายทอดทุกเส้นสายที่เราออกแบบในรถยนต์ต้นแบบมาสู่การผลิตในเวอร์ชั่นไฟนอลได้ ซึ่งเขายอมรับว่านั้นแหละคือความท้าทายในการออกแบบทุกครั้ง แต่ในทุกๆ ความท้าทายนั้นก็มักมีโอกาสซ่อนอยู่ มันเป็นโอกาสที่ทำให้ได้คิดและพัฒนาอะไรใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่การปรับโฉม BMW Concept 4 ให้กลายเป็น BMW 4 Series Coupé ที่น่าหลงไหลยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการออกแบบกระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ BMW ใหม่อีกด้วย

ในมุมมองของ ซึงโม ลิม การออกแบบไตคู่แนวตั้งเปรียบเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมตัวตนของแบรนด์ BMW สู่อนาคต และเขาอธิบายเพิ่มเติมในจุดนี้ว่า “การออกแบบรถยนต์ BMW คือการนำประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีมายาวนานนับร้อยปีกลับมาตีความและสร้างแรงบันดาลใจใหม่อีกครั้ง และไตคู่คือหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของ BMW ที่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ

เรื่องของสีก็สำคัญ ซึงโม ลิมยอมรับว่าแม้งานออกแบบจะเริ่มต้นด้วยภาพลายเส้น แต่หากจะสร้างให้ภาพนี้ทรงพลังมากขึ้นการเลือกสีที่เหมาะสมจึงสำคัญไม่แพ้กันเพราะ “สีสันคือพลังของตัวรถ” พร้อมยกตัวอย่างการเลือกสี Forbidden Red ให้กับ Concept 4 ที่สามารถขับเน้นความโดดเด่นของตัวรถทั้งในยามต้องแสงไฟสปอร์ตไลท์ในโชว์รูม หรือแสงจากดวงอาทิตย์ แม้ในที่มืด Forbidden Red ก็สามารถสร้างแสงเงาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจให้กับตัวรถได้เช่นกัน

ซึงโม ลิม สุดยอดดีไซเนอร์ของ BMW กล่าวทิ้งท้ายแบบหล่อๆ ว่า “สีทุกเฉดสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้รถยนต์ได้ฉันใด ลายเส้นบน BMW 4 Series Coupé ก็มีหน้าที่ผลักดันให้สีสันเหล่านั้นสะท้อนเอกลักษณ์ออกมาได้ดีที่สุดเช่นกัน” ซึ่งสิ่งที่ ซึงโมลิม กล่าวไว้ได้แสดงผลออกมาแล้วกับ BMW 4 Series Coupé Forbidden Red สุดร้อนแรงที่จะมาสะกดทุกสายตาของทุกคนบนท้องถนน และผู้ที่ได้พบเห็นมันจะต้องร้องว้าวววววว ตาค้างอย่างแน่นอน!


อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว e-tron Sportback รถไฟฟ้า 100% ในราคา 5.299 ล้านบาท

ความร้อนแรงตลาดรถยนต์ปลายปีร้อนฉ่า เมื่ออาวดี้ ประเทศไทย ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นผู้นำเทรนด์ยานยนต์ ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ก้าวไปอีกขั้นเปิดตัว “The New e-tron Sportback” รถยนต์พลัง งานไฟฟ้า 100% โมเดลที่ 2 เป็นแบรนด์แรกในประเทศไทย ชูจุดเด่นและความสมบูรณ์แบบทางเทคโนโลยีไฟฟ้า 100% ตอบรับกลยุทธ์ของ AUDI AG ที่กำหนดนิยามใหม่ของ “Vorsprung” ให้มีความทันสมัย สะท้อนจุดยืน ความพร้อม และบทบาทของแบรนด์  Audi สำหรับยุคยานยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

พร้อมเปิดตัวแคมเปญ Branding ใหม่พร้อมกันทั่วโลกกับสโลแกน “Future is An Attitude” พร้อมชูจุดเด่นและความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยี ดีไซน์ที่สะท้อน DNA ของ Audi ลุคสปอร์ตพรีเมียมและสมรรถนะอันยอดเยี่ยม โดยเฉพาะระยะทางที่วิ่งได้ถึง 463 กิโลเมตร ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากลูกค้าและองค์กรชั้นนำ ที่ชื่นชอบความก้าวล้ำของเทคโนโลยี รวมถึงแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม (Green Energy) พร้อมเปิดจองและส่งมอบทันทีใน ราคา 5,299,000 บาท

Audi e-tron Sportback 55 quattro S line เอสยูวีทรงสปอร์ตคูเป้ สมรรถนะสูง ทรงพลัง ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า (electric quattro) มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้พละกำลังสูงสุดถึง 300 กิโลวัตต์ หรือ 408 แรงม้า ระยะทางวิ่งสูงสุด 463 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ  หนึ่งครั้ง (อ้างอิงตามผลการทดสอบโดยใช้มาตรฐาน NEDC) การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่งผสมผสานกับระบบขับเคลื่อน quattro ไฟฟ้าทำให้ Audi e-tron Sportback 55 quattro S line ตอบสนองฉับไว ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ตื่นเต้น เร้าใจ และสนุกสนาน ขณะที่ความเงียบภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม รื่นรมย์ เพลิดเพลิน ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของ Audi e-tron Sportback 55 quattro S line มีการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Recuperation) อย่างชาญฉลาด 2 รูปแบบ คือ ทั้งจากพลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว (Coasting) และพลังงานจากการเบรก (Braking)

  • รูปแบบที่ 1 พลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว ซึ่งมีวิธีการตั้งค่าการทำงานรูปแบบนี้ 2 วิธี คือตั้งค่าจากแป้น paddle shift ที่สามารถเลือกปรับได้ 3 ระดับ ผู้ขับขี่สามารถเลือกที่จะตั้งระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่โดยอัตโนมัติผ่านฟังก์ชัน Predictive efficiency assist (PEA) ในระบบ MMI ได้อีกด้วย
  • รูปแบบที่ 2 พลังงานจากการเบรก (Braking) เมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกจะส่งผลให้เกิดพลังงานกลับเข้ามาในระบบการขับขี่ หากเหยียบเบรกที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะสามารถนำพลังงานกลับเข้าไปได้สูงสุดถึง 300 Nm และ 220 Kw หรือคิดเป็นมากกว่า 70% ของกำลังที่มอเตอร์ผลิตได้

Audi e-tron Sportback 55 quattro S line นับเป็นยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100 % ที่สามารถตอบสนองการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบ  Audi ได้นำประสบการณ์การพัฒนาระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะมากว่า 40 ปี มาพัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า (electric quattro) และยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์    แบรนด์แรกที่พัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง อีกด้วย Audi e-tron Sportback 55 quattro S line สะท้อนวิสัยทัศน์ของอาวดี้ ที่ว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% คืออนาคตและสะท้อนปรัชญาพื้นฐาน “Vorsprung Durch Technik” ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังสะท้อนปรากฏการณ์สำคัญครั้งใหม่ยุคของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%

การออกแบบให้มีความปลอดภัยที่เหนือระดับ จุดศูนย์ถ่วงของรถที่ต่ำลง ทำให้เกาะถนนได้ดีขึ้น ขับขี่ได้คล่องแคล่ว แม่นยำ ขณะที่ Balance ของตัวรถ มีการออกแบบการจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ของรถมาอย่างลงตัว ทำให้กระจายน้ำหนักได้อย่างสมดุล โดย Perfect balance อยู่ที่ 50:50 ในกรณีที่มีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมพิเศษ กล้องแสดงภาพด้านข้าง (Virtual exterior mirrors) นวัตกรรมด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัย จะมีจอแสดงผล OLED ความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว พร้อมฟังก์ชันควบคุมแบบสัมผัส ที่ติดตั้งบริเวณแผงประตูซ้ายขวา ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นภาพด้านข้างตัวรถที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้อยู่ในสภาวะการเดินทางที่ไม่เอื้อ อำนวย 

ในด้านดีไซน์  Audi e-tron Sportback 55 quattro S line ได้รับการออกแบบให้มีความล้ำสมัย สปอร์ต สมบูรณ์แบบ ภายใต้แนวคิดมุมมองใหม่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โดยกระจังหน้าแบบคลาสสิกถูกอัพเกรดใหม่เป็น Single frame เส้นสาย รูปทรง สะท้อนเอกลักษณ์ของ Audi คือ ลุคสปอร์ต ขณะที่รูปทรงคูเป้ให้ความสง่า งามในแบบสปอร์ต เส้นสายมีความไดนามิก เพิ่มความแข็งแกร่งดุดัน โดดเด่นด้วยชุดแต่งภายนอกสไตล์สปอร์ต S line สปอยเลอร์หลังและขอบประตูอะลูมิเนียม

ภายในห้องโดยสารมีการตกแต่งผสมผสานดีไซน์ฟังก์ชัน เทคโนโลยีและลุคสปอร์ตพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกัน ให้ความรู้สึกเรียบหรู กว้าง สะดวกสบาย และจากการผสานเทคโนโลยีในรูปแบบดิจิตัลอย่างลงตัว ทำให้ใช้งานง่าย จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว

จอควบคุมมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว เพียงปลายนิ้วสัมผัส รองรับการสั่งการด้วยการเขียนด้วยนิ้ว เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถืออย่างง่ายดายด้วย Audi smartphone interface ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ 

หลังคาเป็นแบบพาโนรามิคเลื่อน เปิดปิด ด้วยระบบไฟฟ้าให้บรรยากาศที่รื่นรมย์ด้วยแสงสว่างจากธรรมชาติ  แพ็คเกจ “Interior S line” ของ Audi e-tron Sportback เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona คุณภาพสูง ให้ผิวสัมผัสที่ละเอียด เบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันท้ายตัดหุ้มหนังแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ S line และ Paddle shift

Audi e-tron Sportback 55 quattro S line มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Glacier white metallic, Floret silver metallic, Mythos black metallic, Daytona grey pearl effect, Siam beige metallic และ Antigua blue metallic โดยมีราคาจำหน่ายที่ 5,299,000 บาท กำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 เป็นต้นไปนายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลตอบรับจากการเปิดตัว Audi e-tron รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2562 ทาง Audi ได้รับความไว้ วางใจจากลูกค้าและองค์กรชั้นนำ เช่น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ถึงความประทับใจในการใช้งานจริง   นอกเหนือจากจะเป็นการใช้พลังงานที่ยั่งยืนแล้ว ยังให้ประสบการณ์ขับขี่ที่น่าตื่นเต้น ท้าทาย อาวดี้ ประเทศไทย จึงไม่รีรอที่จะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โมเดลที่ 2 เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัว “Audi e-tron Sportback 55 quattro S line” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีอัตราเร่งเหลือเชื่อ มาพร้อมสมรรถนะทรงพลัง อารมณ์สปอร์ต และแน่นอนความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในการขับขี่โดยไม่สร้างมลภาวะให้กับโลก 

*******************

ลูกค้าอาวดี้ที่จองรถยนต์และรถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่นจะได้รับการดูแลจาก Audi Protection ด้วยการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน  รถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่น รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนและการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ชมยนตรกรรมนำเข้าใหม่ของอาวดี้ ได้ที่

  • Audi Centre Thailand 02-765-8888
  • Audi New Petchburi 02-023-4888
  • Audi Pattaya 038-197-888
  • Audi Phuket 076-646-666
  • Audi Service Chiang Mai 052-081-188

Skill Driving Experience เปิดประสบการณ์การเรียนขับรถสุดกรี๊ด!

‘ขับรถได้กับขับรถเป็น’ คุณว่าเหมือนกันมั้ย? ถ้าคิดว่าคุณขับรถเป็นเราอยากให้มาลอง Skill Driving Experience การอบรมการขับรถที่เน้นปฎิบัติจริงในสนามทดสอบแบบปิดโดยผู้ฝึกสอนมากประสบการณ์อดีตนักแข่งรถแถวหน้าของเมืองไทยที่มีใบรับรอง instructor จากต่างประเทศ แค่นี้ก็สามารถการันตีความมันส์บวกความรู้และประสบการณ์การเรียนขับรถที่ยากจะลืม…

โครงการ Skill Driving Experience ขับเป็น ขับปลอดภัย เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของบริษัทสื่อสากล ที่มุ่งเน้นให้ทุกคนที่มาเรียนได้มีประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นบนท้องถนนเมื่อไรก็ได้ การที่ได้มาลงเรียนภาคสนามกับโครงการแบบนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งกับเราเองและเพื่อนร่วมทาง

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เช้าหลังจากตรวจวัดอุญหภูมิร่างกาย และล้างมือก่อนลงทะเบียนตามมาตรการ “New Normal” ก็จะเป็นการแนะนำตั้งแต่ท่านั่งในการขับรถ การจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาเพื่อการควบคุมรถที่ง่ายขึ้น และที่สำคัญยังมีการอธิบายถึงสาเหตุอุบัติเหตุทั้งแหกโค้ง และรถหมุนว่าเกิดจากอะไร แล้วจะต้องแก้ยังไง เราใช้เวลาในห้องเรียนไม่นานก็ถึงเวลาลงสนามกันแล้ว…

การเรียนจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แยกออกไปตามสถานีและตามสไตล์ของรถ คือจะมีรถทั้งขับเคลื่อนล้อหน้า, ขับเคลื่อนล้อหลัง และขับเคลื่อน 4 ล้อ ก่อนจะออกไปลุยก็จะมีการแนะนำท่านั่งจากผู้ฝึกสอนที่ตัวรถ ท่านั่งนั้นสำคัญมาก การนั่งต้องไม่สูงหรือต่ำเกินไปสังเกตุได้จากการกำมือวางไว้บนหัวแล้วมืออีกด้านจะชนเพดานพอดี การเหยียบเบรคขาจะไม่เหยียดตึงจนเกินไปเพราะนอกจากจะทำให้มีแรงเหยียบเบรคไม่พอแล้ว เมื่อเกิดการชนขาที่เหยียดตรงจะเกิดแรงกระแทกจนสามารถหักได้ตั้งแต่ข้อเท้า หัวเข่า สะโพก อันตรายมากกกกกก!!!

รถที่ใช้ในการเรียนบอกเลยว่ากรี๊ดดดดดดมาก เพราะรถที่ใช้เรียนไม่ใช่รถไก่กาอาราเล่ธรรมดามีทั้ง Subaru Forester ที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ BMW 3 series รุ่น 330e ที่เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง และ Mercedes-Benz อีก 2 รุ่นคือ GLA 250 compact SUV และ A200 ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า เอาเบนซ์ บีเอ็มมาให้เรียนกันเลยป๋ามักมาก

ในบทเรียนแรกเราเริ่มจากสถานี ’แหกโค้ง’(Under Steering) สาเหตุของอาการไม่มีอะไรซับซ้อนแค่เราเข้าโค้งด้วยความเร็วที่มากเกินไป การแก้ก็คือการลดความเร็วก่อนเข้าโค้ง อาจจะแค่ยกเท้าออกจากคันเร่ง หรือแตะเบรคเล็กน้อยมือคุมพวงมาลัยตามองไปในทิศทางที่จะไปและที่สำคัญสติ!

รถที่ใช้ในสถานีนี้จะเป็นรถ Subaru Forester รถ SUV ขนาดใหญ่ที่มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ บอกได้เลยว่าหลังจากได้ทำการฝึกอยู่ 4-5 รอบทำให้เรามั่นใจในการขับรถมากยิ่งขึ้นเพราะการสอนเริ่มจากเข้าโค้งแบบเบาๆ ด้วยความเร็ว 40 กม/ชม ไล่ไปจนถึงความเร็ว 60 กม/ชม ตอนเข้าโค้งเสียงยางร้องลั่นเอี๊ยดดดด…บอกได้เลยว่าเสียวเอาเรื่องอยู่เหมือนกันแต่ก็พอเข้าใจแล้วว่าการแหกโค้งมันเป็นยังไงก่อนออกจากสถานีก็มีให้ทดลองกระทืบเบรกจน ABS ทำงานดู เป็นการจำลองเมื่อมีอะไรวิ่งตัดหน้าอันนี้มั่นใจว่าหลายๆ คนยังไม่เคยลอง…บอกเลยว่าต้องลอง!

สถานีต่อไปที่เราจะมาเรียนกันคือ ’รถหมุน’(Over Steering) เคยกันมั้ยครับรถหมุน? ผมเคยเห็นแต่ในคลิปที่เค้าแชร์ๆ กันมา แต่วันนี้เราจะมาหมุนกันจริงๆ ดูซิว่าอาการมันเป็นยังไงแล้วต้องแก้กันยังไง สถานีนี้ใช้รถ BMW 3 series รุ่น 330e รถยนต์สมรรถนะสูงที่เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง งานนี้ไม่หมุนก็ไม่รู้จะว่ายังไงเพราะพื้นที่เตรียมไว้สำหรับการฝึกเจิ่งนองไปด้วยน้ำผสมผงซักฟอกอะไรจะขนาดนั้น ครูฝึกอธิบายว่าอาการรถหมุนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกระดับความเร็ว เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะวิ่งไปโดนคราบน้ำมัน ฝุ่นทราย หรือแอ่งน้ำเมื่อไร ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย

เริ่มจากขับเข้าไปในวงกลมที่มีกรวยตังไว้เป็นแนววิ่งด้วยความเร็ว 20 กม/ชม เมื่อได้ยินเสียงครูฝึกพูดว่า “กด!” ผ่านทางวิทยุในรถ เราก็แค่กดคันเร่งจนมิด เพียงแค่นั้นเราก็พร้อมจะหมุนติ่วๆๆๆๆ การแก้อาการรถหมุนนั้นไม่ยากพอรถเริ่มมีอาการหมุนให้ตั้งสติ! และสังเกตุจากก้นเราจะเริ่มเบาๆ ลอยๆ จากเบาะที่นั่ง ให้เรายกเท้าออกจากคันเร่ง ตามองไปในทางที่จะไป แล้วรีบควงพวงมาลัยสวนทางกับหน้ารถที่กำลังจะหมุน ไป ง่ายๆ เท่านี้ถามว่าลองทำอยู่ 4-5 รอบแก้ได้มั้ยบอกเลย…ไม่ได้! ของแบบนี้ต้องฝึกบ่อยๆ จนชำนาญส่วนคนที่ชำนาญแล้วจะสามารถก้าวสู้วงการรถดริฟท์ได้…อย่างนี้ https://bit.ly/3dB3qEP

หลังจากพักเหนื่อยก็มาสู่สถานีสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดกับการ ‘เปลี่ยนเลนฉุกเฉิน’(Lane Change & Double Lane Change) เป็นสถานีที่บีบหัวใจมากระทึกสุดสำหรับผม นอกจากจะได้ขับ Mercedes-Benz ถึง 2 รุ่นคือ GLA 250 compact SUV และ A200 ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้ายังต้องมาเจอกรวยเยอะแยะข้างหน้า การเรียนสถานีนี้หลักการไม่มีอะไรเพียงแค่มองในช่องทางที่เราจะไปเท่านั้น….ง่ายเนอะ

เริ่มต้นจากการใช้ความเร็วที่ 40 กม/ชม ไล่ไปจนถึงความเร็ว 60 กม/ชม เราแค่วิ่งตรงๆ ไปตามช่องทางที่กำหนดพอเจอกรวยขวางตรงหน้าก็ให้หักหลบแล้วเหยียบเบรกจนรถหยุดสนิทแค่เนี้ยแหละ ใครว่าไม่เห็นมีไรอยากให้มาลองกันเองจริงจริ๊งงงง ฝึกหักหลบทั้งซ้ายขวาจนคล่องแล้วคราวนี้ก็มาลองหักหลบ 2 ทีดูมั้ง เมื่อวิ่งตรงเข้าไปแล้วให้หักรถหลบซ้าย 1 ครั้งแล้วตรงมาหักหลบขวาอีก 1ครั้งแล้วเบรคให้รถหยุดนิ่ง…บอกได้เลยครับกรวยหายเป็นแถบ เรื่องพวกนี้มันต้องฝึกฝนบ่อยๆ อย่างน้อยปีละครั้งบอกเลยว่าคุ้ม!

การอบรมวันนี้นอกจากเราจะได้ประสบการณ์การขับรถที่หลากหลาย เรายังได้ขับรถสมรรถณะสูงระดับแถวหน้าของโลกอีกด้วยโอกาสแบบนี้ไม่ได้หาได้บ่อยๆ ต้องบอกเลยว่าสปอนเซอร์โครงการใจป๋ามากๆ ที่เอารถแบบนี้มาให้เราเรียนรู้กันแบบปู้ยี่ปู้ยำยางนี้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด จะหาเรียนอย่านี้ได้ที่ไหนถ้าไม่ใช่ที่นี้ Skill Driving Experience ขับเป็น ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล

แม้การฝึกจะไม่ได้เห็นผลว่าเราทำได้ 100% แต่เชื่อว่าเมื่อเกิดสถานการณ์จริงบนท้องถนนการที่เราได้ฝึกในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับเราแน่ๆ อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้รับประสบการณ์ตรงกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไรก็ได้บนท้องถนนทั้งแหกโค้ง รถหหมุน การกระทืบเบรก การเปลี่ยนเลนฉุกเฉิน มาเรียนเหอะไม่ผิดหวัง!

**********************
สามารถติดตามตารางอบรมในปีต่อไปได้ที่ Facebook: Skill Driving Experience ขับเป็น ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล หรือ www.skilldriving.imc.co.th


นิสสัน รี-ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สู้ภัยพิบัติ!

เมื่อนิสสันดัน นิสสัน ลีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มาเป็นซูปเปอร์ฮีโร่ในการเป็นด่านหน้าเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยนำ นิสสัน ลีฟ มาพัฒนาให้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ยามเกิดภัยพิบัติในชื่อ นิสสัน รี-ลีฟ (RE-LEAF) รถคันนี้ได้เพิ่มสมรรถนะให้สามารถลุยไปได้ทุกอุปสรรคเช่นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ด้านนอกของรถติดตั้งชุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าขนาด 110 – 230 โวลต์ จากแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ที่สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับการกู้ภัย ด้วยการจัดการพลังงานแบบบูรณาการ ทำให้สามารถให้พลังงานไฟฟ้ากับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบสื่อสาร ไฟส่องสว่าง ระบบทำความร้อน และเครื่องมือช่วยชีวิตอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราเห็นโอกาสที่รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนนอกเหนือการเดินทางแบบไร้มลพิษ” เฮเลน เพอร์รี่ หัวหน้าฝ่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบบโดยสารและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนิสสันในยุโรป กล่าว “รถยนต์ต้นแบบ รี-ลีฟ แสดงถึงความเป็นไปได้ในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการจัดการภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีที่สะอาด และอัจฉริยะเพื่อการช่วยเหลือ และฟื้นคืนชีวิตสู่สภาวะปกติ”ภัยพิบัติทางธรรมชาติคือสาเหตุหลักของไฟฟ้าดับ จากรายงานในปี 2019 ธนาคารโลกระบุว่าภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นสาเหตุของไฟฟ้าดับถึง 37% ในยุโรประหว่างปี 2000 ถึงปี 2017 และ 44% ในสหรัฐอเมริกาของช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้น ไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความระดับความเสียหาย ในระหว่างนี้เราสามารถใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานแบบไร้มลพิษได้

นิสสันพัฒนา ‘รี-ลีฟ’ ขึ้นมาเพื่อแสดงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ แม้ว่ามันจะเป็นแค่รถยนต์ต้นแบบ แต่เทคโนโลยีนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้จริงแล้ว เช่นในประเทศญี่ปุ่นที่นิสสันได้นำรถยนต์ ลีฟ มาใช้เป็นแหล่งพลังงานและพาหนะเมื่อเกิดภัยพิบัติตั้งแต่ปี 2011 อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นกว่า 60 แห่งในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ รถยนต์ไฟฟ้าของนิสสันยังสามารถเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับบ้านเรือนและชุมชนแม้ในเหตุการณ์ปกติ ผ่านโครงข่าย นิสสัน เอเนอจี้ แชร์ ที่สร้างโมเดลการแจกจ่ายพลังงานเพื่อรักษาเสถียรภาพของ อุปสงค์และอุปทานของการใช้พลังงาน

รี-ลีฟ ใช้ความสามารถในการชาร์จแบบสองทางของลีฟซึ่งเป็นคุณสมัติมาตรฐานที่มากับตัวรถตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2010 โดยไม่เพียงแต่ ลีฟ จะสามารถ “ดึง” พลังงานออกมาชาร์จแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง แต่ยังสามารถ “ป้อนพลังงาน” กลับไปยังระบบโครงข่าย หรือ grid ผ่านเทคโนโลยี V2G (Vehicle-to-Grid) หรือส่งไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรงผ่านระบบ V2X (Vehicle-to-everything)

นิสสัน ลีฟ อีพลัส (LEAF e+) สามารถเป็นสถานีพลังงานไฟฟ้าเคลื่อนที่ โดยเมื่อชาร์จเต็มสู่ แบตเตอรี่ ขนาดความจุไฟฟ้า 62 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) จะสามารถให้พลังงานแก่บ้านหนึ่งหลังในทวีปยุโรปได้ถึงหกวัน และเมื่อไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ เราก็สามารถชาร์จไฟกลับสู่ตัวรถใช้สำหรับการเดินทางแบบไร้มลพิษ ซึ่งนิสสัน ลีฟ อีพลัส สามารถวิ่งได้ถึง 385 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง

“รถยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้การฟื้นตัวหลังเกิดภัยพิบัติมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” เพอร์รี่กล่าว “การเตรียมรถยนต์ไฟฟ้าไว้หลายพันคัน ไม่ว่าจะเพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือเชื่อมต่อกับโครงข่ายยานพาหนะไฟฟ้าสู่ระบบโครงข่าย หรือ V2G จะสร้างโรงไฟฟ้าแบบเสมือนจริงเพื่อรักษาอุปทานของพลังงานไฟฟ้าได้”


Privacy Preference Center