GEL-DS TRAINER OG ‘MUAY THAI’ รองเท้ารุ่นลิมิเต็ดจาก ASICSTIGER ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกีฬาที่ทั่วโลกรู้จัก ‘มวยไทย’

รองเท้ารุ่นล่าสุดจากเอสิคซ์ไทเกอร์ ‘GEL-DS TRAINER OG ‘MUAY THAI’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกีฬาที่คนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี ‘มวยไทย’ กีฬาระดับตำนานที่เปี่ยมด้วยวัฒนธรรมอันยาวนานของไทย

เอสิคซ์ไทเกอร์ (ASICSTIGER) จับมือคาร์นิวาลปล่อยคอลเลคชั่นรุ่นลิมิเต็ด 
“มวยไทย” นำเสนอผ่านโมเดลสุดคลาสสิคอย่างรุ่น GEL-DS TRAINER OG ที่ถ่ายทอดถึงจิตวิญญาณการต่อสู้ของนักมวยผ่านสีสันอันโดดเด่น สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและแฟชั่นที่ไม่เหมือนใคร

GEL-DS TRAINER OG ‘มวยไทย’ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสังเวียนการต่อสู้ของมวยไทย โดยในส่วนอัปเปอร์มาพร้อมกับวัสดุระดับพรีเมี่ยมที่ให้ความกระชับในขณะสวมใส่

แถบสีที่แตกต่างกันของรองเท้าทั้ง 2 ข้าง อย่างสีน้ำเงินและสีแดงซึ่งเปรียบเสมือนสีของนักมวยจาก 2 มุมบนเวที พร้อมกราฟิกลายไทยสีทองบนพื้นด้านในรองเท้า ส่วนพื้นด้านนอกของรองเท้าช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความทนทาน และการยึดเกาะในขณะสวมใส่ ตัดกันอย่างลงตัวด้วยลวดลายสีน้ำเงินและสีแดง ปิดท้ายด้วยการปักตัวอักษรคำว่า “มวย” และ “ไทย” ที่ส้นเท้าของรองเท้าทั้ง 2 ข้าง

นอกจากนั้นในคอลเลคชั่นนี้ยังมาพร้อมกับเสื้อยืดและแทร็คสูทที่ปักคำว่ามวยไทยพร้อมกับลวดลายไทยที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกบัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งจากภายในที่เป็นหัวใจสำคัญของมวยไทยซึ่งเป็นตัวแทนของความงดงามในแบบไทยเอสิคซ์ไทเกอร์คอลเลคชั่น “มวยไทย” จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม เป็นต้นไป ที่ร้านคาร์นิวาล ในราคา 5,500 บาท


‘CITI MERCEDES Card’ ครั้งแรกในประเทศไทย ที่ความเหนือระดับจะติดตามไปทุกที่​ จากการผสาน​ 2 พลัง ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์

มอบชีวิตเหนือระดับขึ้นอีกขั้น เมื่อสองพันธมิตรระดับโลก ซิตี้แบงก์ จับมือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมกันเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ของบัตรเครดิต “ซิตี้ เมอร์เซเดส” บัตรเครดิตที่จะขับเคลื่อนความเหนือระดับไปกับลูกค้าคนสำคัญได้ทุกที่ พร้อมสิทธิประโยชน์ระดับเวิลด์คลาส ภายในงานพบกับ 3 แบรนด์เอ็นดอร์สเซอร์ ตัวแทนความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดแรงขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน อย่างนักธุรกิจสาวมากความสามารถ “ปราง” อภินรา ศรีกาญจนา ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เติมเต็มความฝันและประสบ ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, พิธีกรและดีเจชื่อดัง “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ตัวแทนของผู้ที่มีความมั่นคงในชีวิตและครอบครัว รวมทั้งหนุ่มนักธุรกิจและนักร้องมาดเท่ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ตัวแทนของคนที่มีความใฝฝัน และมีความมุ่งมั่นที่จะทำฝันนั้นให้สำเร็จและสมบูรณ์ที่สุด

ทั้งนี้ ลูกค้าบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส จะได้รับเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ อาทิ

  • ส่วนลด 15% สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่
  • ส่วนลดเพิ่ม 15% เมื่อใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด เท่ากับยอดใช้จ่าย
  • รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 8X เมื่อจองรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ใหม่ หรือคะแนน 4X เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ที่ผู้จำหน่ายฯ

สิทธิพิเศษด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์อีกมากมาย

  • รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 2X เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ทุกการใช้จ่ายทั้งในและต่างประเทศ
  • บริการห้องพักรับรองพิเศษ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
  • บริการลีมูซีนด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากบ้านถึงสนามบินสุวรรณภูมิ
  • บริการที่จอดรถสำรองพิเศษ ณ ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมชั้นนำ
  • ลูกค้าบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส ยังสามารถรับเครดิตเงินคืน 3% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ตลอด 24 ชั่วโมง และ อื่น ๆ อีกมากมาย

ความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และซิตี้แบงก์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการมอบประสบการณ์อันทรงคุณค่าให้กับลูกค้าผู้เป็นเจ้าของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส โดยนอกจากบริการทางการเงินที่ทางซิตี้แบงก์เตรียมมอบให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรฯ แล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เตรียมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมอบให้กับลูกค้าตลอดทั้งปี อาทิ กิจกรรมทดสอบสมรรถนะรถยนต์รุ่นใหม่บนสนามทดสอบรถยนต์ระดับประเทศ และไลฟ์สไตล์เวิร์คชอปต่างๆ เป็นต้น เพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้า และสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดสทุกท่านที่ให้ความเชื่อมั่น ในแบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยดีเสมอมา” มร.โรลันด์ กล่าวปิดท้าย

สำหรับการร่วมเปิดตัวบัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส ครั้งนี้ ทั้งสองบริษัทระดับโลกได้เลือก 3  Brand Endorsers  ซึ่งเป็นผู้ใช้จริงของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน 3 กลุ่ม เป็นตัวแทนถ่ายทอดบัตรซิตี้ เมอร์เซเดส ภายใต้แนวคิด Privileges Always Drive With You ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ พร้อมร่วมเผยเรื่องราวความสำเร็จที่สร้างแรงบันดาลใจที่เหนือกว่า

เริ่มจากกลุ่มแรก Practicalist  คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในขณะที่อายุยังน้อย ซึ่ง “ปรางค์” อภินารา ศรีกาญจนา จะเป็น Endorser ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและในฐานะผู้บริหารแอพพลิเคชั่น U Drink I Drive พลิกความฝันที่อยากเห็นคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย กลายเป็น Challenge ใหม่จนสามารถทำได้สำเร็จ“การเริ่มต้นทำธุรกิจ Startup มีอุปสรรคมากมายและต้องเผชิญกับความท้าทายเสมอ แต่เพราะเรามีความฝัน ความศรัทธา และความมุ่งมั่นที่อยากจะเห็นคนไทยทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกคืน ปรางค์จึงไม่หยุดความพยายาม การทำงานของปรางค์ต้องขับรถไปไหนมาไหน ทำให้เติมน้ำมันบ่อย ดังนั้นสิ่งที่ถูกใจสุดๆ คือ รับเครดิตเงินคืน 3% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ และด้วยความที่มีเวลาว่างน้อย ว่างเมื่อไหร่ก็จะไปช้อปปิ้งค่ะ เวลาขับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์คู่ใจไปห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องหาที่จอดรถไม่ได้ เพราะมี reserved parking  บริการ สะดวกมาก นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์เจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ที่เป็นผู้หญิง อย่างบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องความปลอดภัยที่ประทับใจมากค่ะ”

กลุ่มที่ 2 Luxury Owner สื่อถึงคนที่มีอายุมากขึ้น มีความรับผิดชอบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน นอกจากประสบความสำเร็จในฐานะ ดีเจ นักร้อง และนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงของประเทศ เขายังมีอีกบทบาทเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต คือ การดูแลธุรกิจของครอบครัว เป็นความรับผิดชอบที่สูงมากยิ่งขึ้น“แรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดในทุกด้าน คือ ครอบครัว ผมใช้ความรักของครอบครัวนำทาง และประคับประคองให้เราอยากประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจทั้งตัวเราเองและคนที่เรารัก ความสุขของชีวิตในตอนนี้ คือ การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว แต่ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญให้งานด้วย เคล็ดลับของการบริหารที่ประสบความสำเร็จของอั๋นคือการหาผู้ช่วยที่รู้ใจครับ อย่างบัตรเครดิตสำหรับอั๋นต้องเป็นอะไรที่สามารถมอบสิทธิประโยชน์ได้เหนือกว่าบัตรเครดิตอื่นๆ อย่างบัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส ที่มีสิทธิพิเศษที่เกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยตรง อาทิ เมื่อนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการก็จะได้ ส่วนลด 15% สำหรับค่าอะไหล่และค่าแรงด้วย แถมเมื่อใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ดเท่ากับยอดใช้จ่าย ก็ได้ส่วนลดเพิ่มอีก 15% อีกด้วย”

กลุ่มสุดท้าย Indulger กลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ต้องการเติมเต็มบางสิ่งที่ต้องการในชีวิต ได้แก่ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ที่หลายคนรู้จักในฐานะนักร้องนำ วงกรูฟ ไรเดอร์ ซึ่งการเป็นนักร้องนั้น เป็นการทำตามความหลงใหลอย่างเต็มที่จนประสบความสำเร็จ“ผมเป็นคนที่ถ้ามีความแพสชั่นกับอะไรแล้วจะทำให้เต็มที่ ทุกๆ อย่างที่ทำมาจากใจรัก และเมื่อได้ลงมือทำแล้ว จะไม่มีวันทอดทิ้ง ถือเป็นปรัชญาในชีวิตของตัวเอง ทั้งการทำธุรกิจรถยนต์ ร้านอาหาร และการร้องเพลง ผมว่าตลอดชีวิตนี้แรงบันดาลใจมันหาได้เรื่อยๆ ครับ ยิ่งเราเดินทางไปในที่ที่ไกลกว่า หรือเจอประสบการณ์ที่แตกต่างจากคนอื่น เราก็ยิ่งมีแรงบันดาลใจมากขึ้น ทุกวันนี้ผมเลยเดินทางไปต่างประเทศค่อนข้างบ่อย และการมีบัตรเครดิตดีๆ สักใบก็ทำให้การเดินทางของผมสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บริการห้องพักรับรองพิเศษที่สนามบินสุวรรณภูมิ  รวมถึงบริการรถลีมูซีนด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์จากบ้านถึงสนามบินสุวรรณภูมิ และเวลาไปต่างประเทศ ก็หนีไม่พ้นเรื่องการช้อปปิ้งเสื้อผ้า แผ่นเสียง ซึ่งทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ก็จะได้รับคะแนนสะสม 2 เท่า เรียกว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่ตอบทุกโจทย์ได้สมบูรณ์แบบจริง ๆ ”

สัมผัสสิทธิประโยชน์ในทุกรูปแบบของการใช้ชีวิตที่เหนือกว่า ด้วยบัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ สามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.citibank.co.th

#CitiMercedesBenz
#PrivilegesAlwaysDriveWithYou
#ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่


มิตซูบิชิ ไทรทัน​ พันธุ์​เตี้ยหน้าใหม่​ เฟี้ยวฟ้าวไฉไลถูกใจขาแรง!

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ 
ไทรทัน ใหม่ รุ่นตัวถังต่ำหรือรุ่นตัวเตี้ยหน้าใหม่ ขับเคลื่อนสองล้อ 3 รุ่น คือ ซิงเกิ้ลแค็บ เมกะแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ ประกอบด้วย 4 รุ่นย่อยและอีก 1 รุ่นย่อยใหม่ คือ ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD 2.4 GL 6AT เกียร์
อัติโนมัติ ออกทำตลาดร่วมกับรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน เพิ่มทางเลือกกลุ่มรถกระบะในตระกูล มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ รวมทั้งหมดเป็น 21 รุ่นย่อย

“การเปิดตัว มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ รุ่นตัวเตี้ยโฉมใหม่นี้ จะช่วยให้ผู้ที่ชื่นชอบรถกระบะสามารถเป็นเจ้าของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ได้ง่ายขึ้น ผมมั่นใจว่ารถกระบะของเราจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยการนำเสนอรุ่นย่อยทั้งหมด 21 รุ่น มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ที่พร้อมตอบสนองต่อการใช้งานทุกรูปแบบ ไม่ว่าลูกค้าของเราจะมองหาศักยภาพความแกร่งลุยทางออฟโรด หรือเพื่อการขับขี่บนถนนทั่วไปและความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานแบบครอบครัว ตลอดจนความแกร่งทนทานสำหรับงานหนักเชิงพาณิชย์ เรามีรถกระบะที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว


มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นตัวเตี้ยหน้าใหม่ ยังคงได้รับการพัฒนาให้ “แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค” เช่นเดียวกับ 
มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ทุกรุ่นที่จำหน่ายในปัจจุบัน เพื่อให้รถและผู้ขับขี่สามารถเอาชนะอุปสรรคความท้าทายได้ทุกรูปแบบการขับขี่ สมรรถนะแกร่งลุยทุกอุปสรรคนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากความสำเร็จของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จากสนามแข่งแรลลี่ระดับโลก มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ จึงครบครันด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมทั้งความทนทานแข็งแกร่ง สมรรถนะการขับขี่ ความไว้วางใจได้ ความอเนกประสงค์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

การยกระดับสำหรับรุ่นตัวเตี้ยหน้าใหม่ ยังรวมถึงล้ออัลลอยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 16 นิ้ว ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD ไฟหน้าฮาโลเจน โปรเจคเตอร์ การปรับโฉมครั้งนี้ทำให้รถกระบะทุกรุ่นในตระกูลไทรทันมีความโฉบเฉี่ยวทันสมัยตามแนวคิดการออกแบบ “แกร่งดั่งหินผา”และโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ Advanced ‘Dynamic Shield’ ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผสานเข้ากับเส้นสายอันดุดันของฝากระโปรงหน้า พร้อมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ติดตั้งอยู่บนตำแหน่งที่สูงขึ้นส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีรูปลักษณ์ที่สง่างามและทรงพลัง

พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวแรปเปอร์ชื่อดัง กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ (ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) พรีเซนเตอร์สำหรับ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ที่สะท้อนบุคลิกความเป็นนักสู้และผู้นำที่พร้อมฝ่าฟันทุกอุปสรรคจนก้าวขึ้นสู่การเป็น แรปเปอร์ นักแต่งเพลง และนักแสดง แถวหน้าของประเทศไทยมิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นตัวเตี้ยหน้าใหม่ มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นตั้งแต่ 535,000 บาทถึง 682,000 บาท


อาดิดาส เปิดตัวชุดแข่งเยือนบาเยิร์น มิวนิค ประจำฤดูกาล 2019/2020

อาดิดาส ฟุตบอล เผยโฉมชุดแข่งขันเยือนของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ประจำฤดูกาล2019/2020 ในสีขาวล้วนและถูกตกแต่งด้วยลวดลายกราฟฟิคสีเทาตามแบบฉบับของแฟชั่นสมัยใหม่ เพื่อความโดดเด่นยามอยู่ในสนามและข่มขวัญกองเชียร์ของทีมฝ่ายตรงข้ามในการออกแบบชุดแข่งขันตัวนี้ อาดิดาส ได้เลือกใช้ชุดแข่งขันแบบดั้งเดิมมาปรับปรุงการออกแบบโดยใช้สีขาวและสีเทา โดยตรงส่วนที่เป็นสีเทานั้นได้ทำการไล่เฉดสีด้วยการใช้ลายกราฟิคทรงเรขาคณิตตั้งแต่บริเวณชายเสื้อขึ้นไป รวมถึงโลโก้ของอาดิดาสและแถบ 3 เส้นบริเวณแขนเสื้อก็มีการใช้สีเทาที่ดูกลมกลืนกับเสื้อเยือนสีขาวอย่างสวยงาม นอกจากนี้ เสื้อแข่งขันเยือนตัวนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีไคลมาไลท์ (CLIMALITE) ที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอสเตอร์ 100% ซึ่งช่วยระบายเหงื่อได้ดีอีกด้วยเสื้อแข่งขันเยือนของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ประจำฤดูกาล 2019/2020 วางจำหน่ายในราคา2,800 บาท ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 ที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์มานซ์ และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidas.com/football หรือติดตามผ่านทางอินสตาแกรมและทวิตเตอร์ได้ที่ @adidasfootball


อาวดี้ ประเทศไทย จุดกระแสรถยนต์สปอร์ตพรีเมียมเปิดตัว TT ครบไลน์ครั้งแรกในไทย!

อาวดี้ ประเทศไทย เขย่าตลาดยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมในช่วงกลางปีให้ฮอตขึ้นไปอีก เปิดตัว Audi TT สเปคไทย 3 รุ่นรวด The New Audi TT Roadster, Audi TTSCoupé และ Audi TT Coupé ครบไลน์ตระกูล TT ยกขบวนทุกรุ่นมาอวดโฉม ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ 18-21 กรกฎาคมนี้ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เผยว่า เรายังคงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทางเลือกการขับขี่ให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะยนตรกรรมสปอร์ตตระกูล TT ที่ได้รับความนิยมและตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว Audi TT สเปคไทย ทีเดียว 3 รุ่น คือ The New Audi TT Roadster, Audi TTS Coupé และ Audi TT Coupé ใหม่ พร้อมเปิดให้จองครบภายในงาน Unveil Audi TT Family ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 18-21กรกฎาคม 2562 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อคุณจอง 50,000 บาท รับเพิ่มเป็น 100,000 บาท และดอกเบี้ย 1%“ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน Audi TT ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนก้าวขึ้นเป็นไอคอนแห่งอาวดี้ เห็นได้จากการเปิดรับจอง Audi TT 20 ปี ผ่านทางออนไลน์ ได้รับกระแสตอบรับเกินคาด ถูกจองหมดภายใน 5 นาที ต้องขอบคุณทุกท่านที่ให้การตอบรับ เรื่องราวของ Audi TT ที่มีมานาน และจุดเด่นดีไซน์รูปทรงที่มีเอกลักษณ์ สมรรถนะสปอร์ต เราจึงนำทั้ง 5 รุ่น ใหม่ มาให้ผู้ที่ชื่นชอบมนต์เสน่ห์แห่ง Audi TT ได้เลือกเป็นเจ้าของ”

Audi TT 3 รุ่นใหม่ ที่เปิดตัวในงาน คือ The new Audi TT Roadster 45 TFSI quattro S line สำหรับผู้ชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบอิสระ เติมเต็มอารมณ์โรดสเตอร์ด้วยหลังคาแบบซอฟท์ท็อปสีดำ ที่มีความสะดวกในการใช้งานเปิด-ปิด ควบคุมด้วยไฟฟ้า ลงตัวกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์วDOHC ไดเรคอินเจคชั่น เทอร์โบชาร์จ ขนาด 1,984 ซีซี ตอบสนองการขับขี่ที่ร้อนแรงด้วยกำลังสูงสุด 230 แรงม้าที่ 4,500-6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,300 รอบ/นาที ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 6 จังหวะ และสามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเองที่แป้นหลังพวงมาลัย ช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่มากขึ้น ยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ quattro เอกลักษณ์ของอาวดี้ พร้อมช่วงล่างแบบสปอร์ต ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.6วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กม./ชม. แม้จะเป็นรถในรูปแบบโรดสเตอร์ แต่ก็ยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระได้ 280 ลิตร เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ส่วนผู้ที่ชื่นชอบความแรง และอารมณ์สปอร์ตที่เต็มขั้น อาวดี้ ประเทศไทย มี Audi TTS Coupé มาตอบสนอง กับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ16 วาล์ว DOHC ไดเรคอินเจคชั่น ขนาด 1,984 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า ที่ 5,300-6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,200 รอบ/นาที ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติS tronic 6 จังหวะ เร้าใจกับอัตราเร่งที่ดุดัน 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.7 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. และที่สำคัญยังให้คุณสัมผัสความสปอร์เต็มกำลังด้วยช่วงล่าง Audi magnetic ride ระบบช่วงล่างที่จะปรับความหนืดของโช้คอัพด้วยอนุภาคแม่เหล็ก ตามสถานการณ์การขับขี่จริง (real time) นิยมติดตั้งในรถสปอร์ตสมรรถนะสูง อาทิ Audi R8 เพื่อลดอาการโคลงของตัวถัง และเสริมสร้างเสถียรภาพในทุกจังหวะของการขับขี่

ส่วนอีกทางเลือกหนึ่ง คือ อาวดี้ TT Coupé 45 TFSI quattro S line ราคา 3,299,000 บาท ที่ได้มีการเปิดตัวไปช่วงก่อนหน้านี้ ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1,984 ซีซี เทอร์โบ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

จุดเด่นของ Audi TT ก็คือ การสร้างความพึงพอใจในการขับขี่ การดีไซน์ ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดโดยรวมของตัวรถที่เป็นหนึ่งเดียว เส้นสายโค้งหลังคาที่โดดเด่น ขณะที่ภายในห้องโดยสารก็เน้นความสะดวกสบายในการขับขี่และเดินทาง ตอบสนองกับแนวคิดตั้งแต่ครั้งยังเป็นรถต้นแบบคือ “as much as necessary and as little as possible”

Audi TT ทุกรุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “quattro” แบบอิเล็กโทรไฮดรอลิค มัลติเพลทคลัทซ์ จะจัดการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหน้าในการขับขี่ปกติ แต่หากอยู่ในบางสถานการณ์ที่ล้อหลังต้องการกำลังเพื่อเพิ่มการทรงตัว หรือเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ ระบบจะส่งกำลังไปยังล้อหลังภายในเสี้ยววินาทีในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันออกไปAudi TT ยังได้รับการติดตั้งระบบ Audi Drive Select อันชาญฉลาดให้ผู้ขับได้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม ทั้งสไตล์ในการขับขี่และสภาพถนน ประกอบไปด้วยcomfort, auto, dynamic, efficiency และindividual ซึ่งระบบต่างๆ เหล่านี้จะควบคุมการทำงานของช่วงล่าง เครื่องยนต์ และพวงมาลัยที่แตกต่างกัน ทำให้ทุกประสบการณ์ในการขับขี่มีความสนุกสนาน

ระบบเกียร์เป็นแบบดูอัลคลัทช์ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่มีจังหวะสะดุด โดยมีโหมด manualให้เลือกเปลี่ยนเกียร์ได้เองจาก แพดเดิล ชิฟท์ ซึ่งติดตั้งไว้ที่ด้านหลังพวงมาลัย และในโหมด Efficiency รถจะรักษาความเร็วเมื่อผู้ขับถอนเท้าออกจากคันเร่ง

ทั้งนี้รถอาวดี้เป็นรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถจะได้รับการดูแลจาก Audi Protection รับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • Audi Centre Thailand 02 765 8888
  • Audi New Petchburi 02 023 4888
  • Audi Pattaya 038 197 888
  • Audi Phuket 076 646 666

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS สองรุ่นใหม่ล่าสุดครั้งแรกในไทย!

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ปลุกจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของนักบิดชาวไทย
 กับการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานในตระกูล GS สองรุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 
R 1250 GS ใหม่ และบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ ที่เปี่ยมด้วยความแข็งแกร่งและแตกต่าง ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่แสดงถึงจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์สายผจญภัยในตระกูล GS อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง กระจกบังลม และการออกแบบตามหลักการยศาสตร์ในแบบฉบับ GS พร้อมเปิดมิติใหม่ของประสบการณ์การขับขี่ทุกเส้นทางนอกจากนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ เติมเต็มสมรรถนะ มอบพละกำลังและความแรงอย่างเหนือชั้น ส่งกำลังได้อย่างราบรื่นและนุ่มนวล ทั้งยังประหยัดน้ำมัน และลดการปล่อยมลพิษอีกด้วยมร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากที่ได้เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรากลับมาสร้างความเร้าใจด้วยมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ถึงสองรุ่น คือ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ และบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และฟังก์ชั่นที่ครบครัน โดยมอเตอร์ไซค์
ทั้งสองรุ่นมีความโดดเด่นเหนือใครในเซกเมนต์พรีเมียม ผสานความปราดเปรียวเหมาะแก่การขับท่องเที่ยว ผจญภัย เข้ากับความสะดวกสบายในสไตล์ทัวริ่ง พร้อมตอบโจทย์นักบิดด้วยขุมพลังที่แรงขึ้น โดยน้องใหม่ล่าสุดทั้งสองรุ่นนี้ไม่เพียงแค่มาเสริมทัพมอเตอร์ไซค์ของเราเท่านั้น แต่ยังถือเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง ในการขยายสายการประกอบมอเตอร์ไซค์ของสองรุ่นนี้ภายในประเทศ”

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ (Limited Edition) สีดำ Black Storm Metallic

สมาชิกล่าสุดของมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS อย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ ได้สานต่อเอกลักษณ์
ความทรงพลัง ผสานกับสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ตอบโจทย์นักผจญภัยที่ต้องการท่องโลกกว้างทุกรูปแบบ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ลูกสูบนอน 2 สูบ ขนาด 1,254 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริม
ความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ มอบพละกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 
6,250 รอบต่อนาที ช่วยให้รถมีสมรรถนะสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางหรือช่วงปลาย นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ (Limited Edition) HP Style

ระบบกันสะเทือนล้อหลังมีสวิงอาร์มอะลูมิเนียมเดี่ยวที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ด้วยระบบไฮดรอลิค ส่วนระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA นั้นจะปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้ฉับไว ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน ทำให้ขับขี่สบาย และบังคับตัวรถได้ดี โดยบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ มาพร้อมโหมดการขับขี่สองแบบคือ ‘Rain’ และ ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ เสริมด้วยระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) เพิ่มความปลอดภัยทุกการเข้าโค้งด้วยระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรคหลังทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรคในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ยังบังคับรถและควบคุมได้ในทุกสภาวะการขับขี่ ฟังก์ชั่นเหล่านี้ช่วยให้ผู้ขับขี่ขับสนุก เพิ่มความปลอดภัย และมั่นใจในทุกเส้นทาง

จอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อ ทั้งยังมาพร้อมกับ BMW Motorrad Multi-Controller ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงการทำงานของรถและการเชื่อมต่อได้สะดวก

สำหรับเส้นสายในการดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ นั้น ตอกย้ำถึงเอกลักษณ์อันดุดันของมอเตอร์ไซค์สายผจญภัยในตระกูล GS โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED สะดุดตา มาพร้อมล้อซี่ลวด ลาย Cross Spoke ที่แข็งแรง ทนทาน เหมาะแก่การขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ด มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับชุดกล่องสัมภาระอะลูมิเนียม (Aluminum Panniers) 3 ใบ พร้อมสีของมอเตอร์ไซค์ที่มีให้เลือกสรร 2 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีดำ Black Storm Metallic และ HP Style ที่โดดเด่นด้วยสีขาว Light White สีน้ำเงิน Racing Blue Metallic และสีแดง Metallic Racing Red

  • บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ (Limited Edition) ราคาจำหน่าย: 1,085,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่ (Limited Edition) HP Style ราคาจำหน่าย: 1,105,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ (Limited Edition) Exclusive Style สี Kalamata Metallic Matt

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ สะท้อนดีเอ็นเอของนักผจญภัยด้วยสมรรถนะเต็มพิกัดเพื่อการขับขี่
ออฟโร้ดอย่างแท้จริง จากขุมพลังเครื่องยนต์ลูกสูบนอน 2 สูบ ขนาด 1,254 ซีซี รุ่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู 
R 1250 GS ใหม่ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ผลของการทำงานเทคโนโลยี BMW ShiftCam ช่วยเพิ่มแรงบิดกับเครื่องยนต์ ส่งกำลัง
ได้ลื่นไหล พร้อมประหยัดเชื้อเพลิงตามมาตรฐานยูโร 4 และลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

สำหรับดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ นั้นได้แสดงเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์สายผจญภัยได้อย่างโดดเด่น ขนาดตัวด้านกว้างนั้นกว้างกว่าบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ใหม่อย่างชัดเจน ขยายขนาดกระจกบังลมด้านหน้าให้กว้างขึ้นและสูงขึ้น ปรับระดับได้ ลดลมปะทะได้ดีขึ้น เสริมด้วยการ์ดแฮนด์ แข็งแรงทนทาน และชุดแครชบาร์ด้านข้างเพื่อป้องกันการกระแทก ส่วนตัวถังน้ำมันปรับให้จุมากขึ้นถึง 30 ลิตร เหมาะสำหรับการขับขี่ระยะไกล มาพร้อมไฟหน้า LED สะดุดตา ล้อซี่ลวด ลาย Cross Spoke และชุดกล่องสัมภาระอะลูมิเนียม (Aluminum Panniers) 3 ใบ

มอเตอร์ไซค์สายลุยรุ่นล่าสุดนี้ มาพร้อมโหมดการขับขี่สองแบบคือ ‘Rain’ และ ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ เสริมด้วยระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) เพิ่มความปลอดภัยทุกการเข้าโค้งด้วยระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรคหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย
การตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรคในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถยังบังคับและควบคุมได้ในทุกสภาวะ
การขับขี่ พิชิตทุกสภาพเส้นทางไม่ว่าจะเป็นออนโร้ด หรือออฟโร้ดได้แบบปลอดภัยเหนือชั้น

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ (Limited Edition) HP Style

ผู้ขับขี่สามารถใช้งานทุกฟังก์ชันได้อย่างครบวงจรเพื่อการขับขี่ที่คล่องตัวและเปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยจอแสดงผลสี แบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ที่มาพร้อม BMW Motorrad Multi-Controller ทำให้เข้าถึงการทำงานของรถและ
การเชื่อมต่อได้สะดวกยิ่งขึ้น

  • บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ (Limited Edition) 
รุ่น Exclusive Style และ HP Style ราคาจำหน่าย: 1,174,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ มีให้เลือก 2 สไตล์ได้แก่ สีดำ Kalamata Metallic Matt สำหรับ Exclusive Style ส่วน HP Style เสริมความสปอร์ตด้วยการผสานสีขาว Light White Racing สีน้ำเงิน Blue Metallic และสีแดง Metallic Racing Red

“SAY HELLO” TO THE ALL-NEW BMW 3 SERIES and X5 พี่ลองมาแล้วของเค้าแรงจริง!

ไปลองมาแล้ว! บอกได้เลยว่าเฟี้ยวทุกตัว ก็แน่ละรถยนต์ระดับ BMW จะไม่เฟี้ยวได้ไง การทดสอบรถครั้งนี้เป็นการเชิญชวนจากทาง บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ที่อยากจะมอบประสบการณ์การขับขี่ BMW Series3 ใหม่ล่าสุด 2 รุ่นย่อย อย่าง BMW 320d Sport กับ BMW 330i M Sport และตบท้ายด้วยพี่บึ้ก BMW X5 xDrive30d M Sport งานนี้บอกได้เลยว่าแค่เห็นรถก็รู้แล้วว่าเค้าจัดการทดสอบให้แบบครบรส ครบอารมณ์อย่างแน่นอน ณ สนามปทุมธานีสปีดเวย์ จังหวัดปทุมธานี

ในการทดสอบ BMW Series 3 และ BMW X5 ในครั้งนี้ เราจะได้ทดสอบสมรรถนะการขับขี่ผ่านด้านทดสอบถึง 3 ด่าน เริ่มด้วยการทดสอบความเร็วบนทางเรียบ การทดสอบความคล่องตัวปราดเปรียวในการขับขี่แบบ Gymkhana และในด่านนี้จะมีการทดสอบฟังก์ชั่น Reversing Assistant ที่มีเฉพาะใน BMW 330i M Sport และสุดท้ายจะได้ออกไปทดลองการขับขี่บนถนนจริงอีกด้วย เพื่อที่เราจะได้สัมผัสถึงการใช้งานรถยนต์ทั้งสองรุ่นบนถนนหลวงเหมือนการใช้งานจริงในทุกๆ วัน ส่วนในการทดสอบ BMW X5 จะได้ลองสมรรถนะของระบบช่วงล่างแบบ Adaptive M และระบบการขับเคลื่อนต่างๆ บนเส้นทางแบบออฟโรด ทั้งทางลูกรัง พื้นหญ้า และเนินดินกันอย่างเต็มที่หลังจากที่ได้เข้าห้องรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับเจ้า BMW Series 3 ทั้ง 2 รุ่นย่อยและ BMW X5 แล้วก็ลงไปลุยในสนามทดสอบกันเลยในสถานีทดสอบแรกจะเป็นการขับรถด้วยความเร็วบนทางเรียบซึ่งจะมีทั้งทางตรงทางโค้ง โค้งหักศอก โค้งต่อเนื่อง โค้งยูเทริน์ ก่อนที่จะมาชะลอความเร็วเพื่อเตรียมตัวเข้าด่านหักหลบต่อเนื่องหรือชื่ออย่างเป็นทางการ ’เอลก์เทส’ (Elk Test)

SPEED & ELK TEST

เมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็ขึ้นประจำรถกันได้เลย โดยเลือกนั่งตามความชอบใจใครอยากลองรุ่นไหนก่อนก็ขึ้นประจำที่พร้อมปรับตำแหน่งนั่งให้เหมาะสม ซึ่งจุดนี้สำคัญมากเพราะในสถานีนี้จะเป็นสถานีที่ต้องใช้ความเร็ว การนั่งในตำแหน่งที่ถูกต้องจะทำให้เราควบคุมรถได้ดี เมื่อพร้อมแล้วก็ลุยกันเลย กฎง่ายๆ ก็คือทุกคันจะวิ่งตามรถของอินสตักเตอร์ และในขบวนจะไม่แซงกันคันแรกผมเริ่มจาก BMW 320d Sport บอกได้เลยว่าขับสนุกมากและสามารถทำความเร็วได้ดีขับสบายช่วงล่างนุ่มกระชับ หลังจากขับวนอยู่ 5 รอบจนเริ่มคุ้นชินกับรถแล้วก็ลองเพิ่มความเร็วขึ้น ในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงรถก็มีอาการท้ายออกให้ตื่นเต้นอยู่เหมือนกันแต่ด้วยระบบช่วยเหลือต่างๆ ของ BMW 320d Sport ก็ทำให้เราขับครบรอบด้วยความมั่นใจ

ในส่วนการเข้าด่านเอลก์เทส ผมได้ลองขับ BMW 320d Sport เข้าทดสอบด้วยความเร็ว 3 ระดับโดยเริ่มจากความเร็ว 50 กม/ชม ไปจนถึง 70 กม/ชม ในช่วงความเร็ว 50 กม/ชม มันช่างง่ายดายเหมือนเห็นเป็นภาพสโลว์ แต่ในชีวิตจริงเรามีโอกาสประสพเหตุที่ 70 กม/ชม ขึ้นไป บอกได้เลยว่าถ้ารถไม่ดีจริงประกอบกับไม่มีสติรับรองว่าเละแนะนอนในรอบต่อมาผมได้สลับไปขับ BMW 330i M Sport แม้จะเป็นรถ BMW Series 3 เหมือนกันแต่อารมณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพราะ BMW 330i M Sport มีความดุดันกว่ามาก แค่แตะคันเร่งเบาๆ ก็พร้อมจะพุ่งทะยานไปข้างหน้า ความสนุกเร้าใจจึงทวีคูณเพิ่มขึ้นต่างกับการขับ BMW 330d Sport เพราะเราสามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วได้มั่นใจกว่า ในส่วนของด่านเอลก์เทส ก็สามารถหักหลบได้กระชับฉับไว จนต้องขอลองเข้าด่านนี้ด้วยโหมด Sport ที่ความเร็ว 80 กม/ชม บอกได้เลยว่าตื่นเต้นจนหัวใจแทบหลุดออกมาจากอกเพราะในโหมด Sport รถจะยอมให้เราสนุกกับการควบคุมรถด้วยตัวเอง อาการท้ายปัดจึงแสดงออกมา แต่ด้วยความฉลาดของรถ BMW จึงทำให้เรายังคงควบคุมรถได้ง่ายแและปลอดภัยคันสุดท้ายของสถานีนี้ที่ผมได้ลองขับคือเจ้าบึ้ก BMW X5 xDrive30d M Sport ผมรู้ได้ทันทีที่ได้ขับมันว่าทำไมต้องเอา X5 มาอยู่ท้ายขบวน เพราะ X5 เป็นรถที่มีพละกำลังเหลือล้นและเราจะไม่รู้สึกถึงความเร็วของมันแม้จะวิ่งความเร็วทะลุ 100 กม/ชม ไปแล้วเพราะด้วยรถมีขนาดใหญ่กับช่วงล่างที่นิ่ง พร้อมการเก็บเสียงรบกวนที่ดีทำให้เราไม่รู้สึกถึงความเร็วจนเผลอเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงทำให้รถยุบตัว พอเป็นรถที่มีความสูงการยุบตัวจึงมากกว่ารถ BMW Series 3 ที่ขับมาก่อนหน้าเล่นเอาสะดุ้งใจหายอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อรู้อาการรถแล้วก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับรถ BMW X5 xDrive30d M Sport ได้ไม่ยาก

GYMKHANA

ความมันส์จากสถานีก่อนหน้ายังไม่ทันจาง ก็มาต่อกันที่สถานี ยิมคาน่า เป็นสถานีทดสอบความคล่องตัวของรถโดยในสถานีนี้จะใช้ BMW 330i M Sport ในการทดสอบเพราะไฮไลท์จะอยู่ที่ระบบจำทางย้อนกลับ Reversing Assistant ระบบจะจำเส้นทางในระยะ 50 เมตร และความเร็วจะต้องไม่เกิน 36 กม/ชม เรียกว่าวิ่งไปยังไงหักเลี้ยวซ้ายขวากี่องศารถมันจะจำไว้หมด ถ้าในชีวิตจริงเรียกได้ว่าหมดปัญหาเรื่องซอยเล็ก ซอยแคบ ซอยตัน แค่กดปุ่มรถก็จะถอยกลับมาให้เอง

ในสถานีนี้ความสนุกจะอยู่ที่จะมีการจับเวลาว่าใครวิ่งทำเวลาต่อรอบได้ดีกว่ากัน แต่มันจะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะเมื่อวิ่งออกไปถึงจุดที่กำหนดจะต้องทำการสั่งให้รถถอยออกมาเองโดยการใช้ ฟังก์ชัน BMW Reversing Assistant วิธีการก็ง่ายๆ แค่กดที่ปุ่ม PDC (Parking Distant Control) แล้วแต่ไปที่ Reversing Assistant ที่หน้าจอควบคุมกลางคอนโซล จอจะขึ้นคำสั่งให้เราเข้าเกียร์ถอยหลัง แค่นี้รถก็จะทำการถอยหลังให้จนถึงจุดที่เรากำหนดโดยเราจะเหยียบเบรกเพื่อให้รถหยุดสนิทเท่านั้น

ใครทำระบบผิดพลาดหรือหยุดกลางทางก็จะไม่ได้คะแนน บอกได้เลยว่าอยากให้ลองเพราะถ้าเราถอยเองบอกได้เลยว่ายาก แถมตอนปล่อยให้รถถอยเองบอกเลยว่ามันส์มากเพราะรถจะถอยด้วยความเร็วประมาณ 9 กม/ชม ซึ่งเร็วกว่าเราถอยเองโดยปกติอย่างแน่นอน

HIGHWAY

การทดสอบครั้งนี้นอกจากจะได้ขับกันอย่างเต็มที่ในสนามปิดแล้วยังมีโอกาสได้ออกไปทดลองขับบนถนนหลวงด้วย จะได้รู้ว่ารถ BMW 320d Sport กับ BMW 330i M Sport และพี่บึ้ก BMW X5 xDrive30d M Sport เมื่อใช้บนถนนหลวงจริงๆ จะเป็นยังไง ระยะทดสอบก็ไม่ใกล้ไม่ไกลแต่ก็เพียงพอให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

ผมได้เริ่มต้นด้วย BMW 330i M Sport สุดยอดความเร้าใจเสียงเครื่องเสียงท่อมาเต็ม และบอกได้เลยว่ามันมีความแรงเหลือเฟือ หรือมีมากเกินไปซะด้วยซ้ำสำหรับการขับรถบนถนนที่จำกัดความเร็วที่ 90 กม/ชม เพราะแค่แตะคันเร่งเบาๆ รถก็พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้าแล้ว แต่ในจังหวะเร่งแซงอันนี้หายห่วงเพียงไม่กี่วินาทีก็สามารถเรียกความเร็วระดับ 100 อัพมาได้แบบไม่ต้องลุ้น แต่ก็ต้องมาตายกับถนนบ้านเราที่ทั้งขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ไหนจะคอสะพานหักมหาโหดอีก ขับแล้วสงสารช่วงล่างของ BMW 330i M Sport มาก

พอถึงจุดหมายปลายทางผมก็ได้สลับมาขับ BMW 320d Sport สำหรับคันนี้แม้อัตราเร่งจะไม่ได้ปรี๊ดปราดจี๊ดจ๊าดเท่า BMW 330i M Sport แต่ส่วนตัวผมกลับชอบมากกว่าเพราะมันเหมาะกับการใช้บนถนนหลวงบ้านเรา มันให้ความนุ่มนวลมากกว่าทั้งอารมณ์การขับ และช่วงล่าง อัตราการเร่งก็ไม่ได้ขี้เหล่แต่อย่างใดสามารถเร่งแซงได้แบบทันใจเช่นกัน

สรุปโดยส่วนตัวแล้วจากการได้ลองขับ Series 3 ทั้ง 2 รุ่น ผมเห็นว่า BMW 320d Sport เหมาะกับการใช้จริงในชีวิตประจำวันมากกว่าเพราะให้ความนิ่มนวลในการขับมากกว่า แต่ถ้าต้องการความตื่นเต้นเร้าใจก็ต้องไป BMW 330i M Sport เพราะขับในสนามสนุกมากแต่ใช้บนถนนหลวงอาจจะสร้างความอึดอัดใจนิดนึง อันนี้แล้วแต่ชอบถ้าให้ดีซื้อ 2 คัน BMW 320d Sport ใช้ในวันธรรมดาส่วน BMW 330i M Sport ใช้ลงสนามแข่งกับเพื่อนในวันเสาร์อาทิตย์…โคตรเหลือบอกเลย

คันสุดท้ายของวันนี้ที่จะได้ลองขับบนถนนหลวงคือพี่บึ้ก BMW X5 xDrive30d M Sport สำหรับคันนี้เป็นคันที่สร้างความหวาดเสียวให้ผมมากที่สุดในสนามทดสอบ แต่พอได้ลองขับบนถนนหลวงแล้วบอกได้เลยว่าโคตรฟิน แม้จะเป็นรถที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่แต่ก็มอบความนุ่มนวลในการโดยสารเป็นอย่างมาก อัตราการเร่งก็เรียบเนียนสม่ำเสมอ เหมาะมากที่จะเป็นรถสำหรับผู้บริหาร ระบบช่วงล่างทำออกมาได้โคตรดีบนถนนเส้นเดียวกับที่เราขับ Series 3 มาเมื่อสักครู่ที่รู้สึกได้เลยว่าถนนมันโคตรจะดวงจันทร์มีหลุมมีรอยต่อของถนนที่สร้างแรงสะเทือนมาในห้องโดยสาร แต่สำหรับ BMW X5 xDrive30d M Sport นั้นแทบจะไม่รู้สึกถึงความพินาจของผิวถนนบ้านเรา ถือได้ว่าเป็นรถยนต์ที่มีช่วงล่างเทพมากๆ

ไฮไลท์ของการขับ BMW X5 xDrive30d M Sport วันนี้ไม่ใช่แค่การขับรถเล่นบนถนนหลวงแต่ยังมีการพาเข้าทางออฟโรดให้ได้ลองขับกันดูเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอคือแค่พอให้รู้สึกได้ว่าพี่บึกไม่ได้มีดีแค่ความหรูหรา แต่พี่ลุยได้ด้วย และที่สำคัญยังมีฟังก์ชัน BMW Reversing Assistant เหมือนกับใน BMW 330i M Sport ให้ได้ร้องว้าวกันอีกด้วย หมดปัญหาเรื่องรถใหญ่เข้าซอยเล็ก หรือปัญหาจอดรถในที่แคบอีกต่อไป

ก็ผ่านไปได้ด้วยดีกับทริปทดสอบรถยนต์ทั้ง BMW 320d Sport กับ BMW 330i M Sport และพี่บึ้ก BMW X5 xDrive30d M Sport เป็นการทดสอบที่ครบรสมาก สำหรับใครที่สนใจกิจกรรมดีๆ แบบนี้สามารถติดตามได้ที่ www.bmwultimatejoy.com และทาง facebook.com/bmwultimatejoy โปรแกรม BMW Ultimate JOY Experience มีกิจกรรมดีๆ และสิทธิพิเศษสุด JOY รอคุณอีกเพียบ

#BMWTH #BMW3Series #SayHelloBMW #JOYX #BMWprivilege #ONLYwithBMW


Culinary Journeys with Anantara ไขเคล็ดลับสูตรอาหาร 33 เมนูยอดฮิตจากเชฟโรงแรมอนันตรา!

กลุ่มโรงแรมอนันตรา เปิดตัวหนังสือ Culinary Journeys with Anantara ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยหนังสือเล่มนี้จะนำผู้อ่านออกไปสัมผัสกับวัฒนธรรมทางด้านอาหารการกินประจำท้องถิ่นต่างๆ ใน 15 จุดหมายปลายทางที่โรงแรมในเครืออนันตราตั้งอยู่ พร้อมสูตรอาหารต้นตำรับจากห้องอาหารของโรงแรมฯ ที่ผู้อ่านสามารถนำไปทำเองได้ที่บ้าน

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา กลุ่มโรงแรมอนันตราได้มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ท้องถิ่นที่เชื่อมต่อนักเดินทาง เข้ากับสถานที่ ผู้คน เรื่องราวต่างๆ รวมถึงอาหารประจำท้องถิ่น หนังสือ Culinary Journeys with Anantara ครบครันด้วยเนื้อหาและรูปภาพสวยงามจำนวน 232 หน้า ให้ผู้อ่านได้เข้าถึงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนผสมอันหลากหลาย รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ในทุกๆ จุดหมายปลายทางของอนันตรา ตั้งแต่ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์โรงแรมอนันตรา ไปจนถึงประเทศแซมเบีย ดินแดนใจกลางของทวีปแอฟริกา โดยเรื่องราวการเดินทางผ่านวัฒนธรรมอาหารของท้องถิ่นต่างๆ เหล่านี้ ได้รับการถ่ายทอดโดย โจ คัมมิ่งส์ นักเขียนมือรางวัล อีกทั้ง ยังมีสูตรอาหาร 33 เมนูยอดนิยม จากเชฟของโรงแรมอนันตรา ให้ผู้อ่านได้นำไปทดลองทำเพื่อสร้างสรรค์รสชาติตามแบบต้นตำรับได้ที่บ้านอีกด้วยมร. วิลเลียม อี. ไฮเน็ค ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และผู้ก่อตั้งแบรนด์โรงแรมอนันตรา กล่าวว่า “กลุ่มโรงแรมอนันตรามีความภูมิใจในการนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์ให้กับแขกของเรา การสร้างประสบการณ์อาหารท้องถิ่น คือ หนึ่งในเป้าหมายของกลุ่มโรงแรมอนันตรา ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสสัมผัสรสชาติของวัฒนธรรมท้องถิ่น”

“ในฐานะแบรนด์ไทยที่ได้ไปสร้างชื่อในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เรามีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์อาหารไทยและวัฒนธรรมไทยให้แก่นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ผมเองรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้แบ่งปันสูตรอาหารต้นตำรับของโรงแรมอนันตรา ซึ่งหวังว่าผู้อ่านจะได้ดื่มด่ำและเพลิดเพลินกับมรดกทางวัฒนธรรมและขนบประเพณีของแต่ละท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทั่วโลก” มร. ไฮเน็ค กล่าวเพิ่มเติม

ผู้อ่านจะได้พบกับสูตรอาหารต้นตำรับจาก 15 ชาติ ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารไทยยอดนิยมที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดี อาทิ แกงเขียวหวาน ข้าวซอยไก่ มัสมั่นเนื้อ ไปจนถึง เกาเหลา (Cau Lau noodles) ซึ่งเป็นเมนูก๋วยเตี๋ยวพื้นบ้านจากเวียดนาม แกงปลา (Kare Ikan fish curry) จากอินโดนีเซีย และข้าวผัดทะเล (Arroz de Marisco) จากโปรตุเกส

งานเปิดตัวหนังสือ Culinary Journeys with Anantara จัดขึ้น ณ ห้องอาหาร สไปซ์ มาร์เก็ต โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยภายในงาน ได้รับเกียรติจาก โจ คัมมิ่งส์ (Joe Cummings) นักเขียนมือรางวัล และ คริสโตเฟอร์ ไวส์ (Christopher Wise) ช่างภาพผู้ถ่ายทอดเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางออกไปสัมผัสวัฒนธรรมอาหารในแต่ละท้องถิ่น พร้อมด้วย เชฟวรินธร สัมฤทธิ์ผล หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต มาแนะนำเมนูอาหารไทยของห้องอาหาร ที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในหนังสือเล่มนี้

หนังสือ Culinary Journeys with Anantara จะมีจัดจำหน่าย ณ โรงแรมในเครืออนันตรา ในราคาเล่มละ 990 บาท


‘อาดิดาส’ จับมือ ‘มาร์เวล’ รวมทีมเฉพาะกิจ! ส่งรองเท้าคอลเลคชั่นพิเศษ ‘สไปเดอร์แมน’

อาดิดาส ฟุตบอล และ มาร์เวล ประกาศความร่วมมือต้อนรับการกลับมาของซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจมหาชน “สไปเดอร์แมน” ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ ประกอบด้วย รองเท้า 2 คู่ ได้แก่ “รองเท้าฟุตบอลมาร์เวล เนเมซิซ” และ “รองเท้าวิ่งมาร์เวล อัลฟ่าบูสท์” โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากซูเปอร์ฮีโร่ที่ว่องไวที่สุดในจักรวาลมาร์เวล

ในการออกแบบรองเท้าฟุตบอลมาร์เวล เนเมซิซ นั้นได้มีการเลือกใช้สีแดง-น้ำเงินและลวดลายใยแมงมุมตามส่วนต่างๆ ของรองเท้าไล่ตั้งแต่ ตัวรองเท้า แถบสามเส้นตรงส้นเท้า พื้นรองรองเท้าด้านใน และรูปตาสไปเดอร์แมนสะท้อนแสงที่ด้านข้างตัวรองเท้า โดยยึดตามแบบชุดตัวเก่งของสไปเดอร์แมนทุกประการ รวมไปถึงคุณสมบัติ
อันโดดเด่นของเนเมซิซที่เน้นการเคลื่อนที่หลายทิศทางที่ยากแก่การคาดเดาเหมือนกับสไปเดอร์แมนด้วยเช่นกัน ซึ่งรองเท้าคู่นี้จะถูกสวมใส่โดยแซร์จ นาบรี้ ปีกดาวรุ่งสโมสรบาเยิร์น มิวนิค

สำหรับรองเท้าฟุตบอลเนเมซิซนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับฝีเท้าของผู้เล่นที่เคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัวและว่องไว สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะนักเตะมากพรสวรรค์ที่พร้อมจะเล่นงานคู่แข่งด้วยทักษะ การขยับเท้า และการเคลื่อนที่ในชั่วพริบตา ดังนั้น ตัวรองเท้าจึงมีความยืดหยุ่นสูงที่ผ่านการทอขึ้นในหลายๆ ขนาด และแผ่นเทปที่ช่วยเสริมความกระชับให้กับเท้า มอบความมั่นคงและการสัมผัสบอลที่สมบูรณ์แบบในทุกจังหวะการบิดหรือหมุนเท้าเลยทีเดียว

ส่วนการออกแบบรองเท้าวิ่งมาร์เวล อัลฟ่าบูสท์ นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดของสไปเดอร์แมนตัวใหม่ที่เน้นการอำพรางตัวตนที่แท้จริงด้วยสีดำทั้งชุด ซึ่งก็ยังคงมีการพิมพ์ลายใยแมงมุมบนพื้นรองรองเท้าด้านในและเย็บตาสะท้อนแสงไว้ที่ด้านข้างตัวรองเท้าเหมือนกัน

รองเท้าฟุตบอลมาร์เวล เนเมซิซ และ รองเท้าวิ่งมาร์เวล อัลฟ่าบูสท์ จะถูกบรรจุในกล่องพิเศษที่ยึดตามลวดลายและเฉดสีตามชุดของสไปเดอร์แมน และวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ในราคา 10,500 บาท และ 6,800 บาท (ตามลำดับ) ที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปสโตร์


ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ร่วมกับ เลโก้กรุ๊ป เปิดตัว “HARLEY-DAVIDSON® FAT BOY™” คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด! (มีคลิป)

เลโก้กรุ๊ป เปิดตัวสินค้าตัวต่อ LEGO® Creator Expert คอลเลกชั่นใหม่“HARLEY-DAVIDSON® FAT BOY™ (ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน แฟตบอย)” เตรียมวางจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ตามร้านจำหน่ายสินค้าเลโก้ทั่วโลก

เลโก้คอลเลกชั่นใหม่ที่สวยงามราวกับมอเตอร์ไซค์ของจริงนี้ ได้รับการพัฒนาโดยความร่วมมือกับฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ เพื่อนำเสนอดีไซน์ของสุดยอดยานยนต์ระดับโลกจากเมืองมิลวอกีในทุกองค์ประกอบ ทั้งด้านสีสัน การเคลือบพื้นผิว และงานออกแบบ เพื่อให้เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ รุ่นแฟตบอยในทุกรายละเอียด โดยใช้ตัวต่อจำนวนมากถึง 1,023 ชิ้น พร้อมส่วนประกอบที่สมจริงอย่างล้อแม๊กซ์แบบตัน ถังน้ำมันทรงเทียร์ดรอป ชุดมาตรวัดความเร็ว และท่อไอเสียคู่

เมื่อประกอบเสร็จโมเดลจะมีความสูงมากกว่า 7 นิ้ว (20 ซม.) กว้าง 7 นิ้ว (18 ซม.) และยาว 12 นิ้ว (33 ซม.) โดยมีส่วนประกอบที่สามารถขยับเขยื้อนได้เพื่อให้เจ้าของปรับเปลี่ยนการจัดวางได้ตามใจชอบ เมื่อหมุนล้อหลังก็จะมองเห็นเครื่องยนต์มิลวอกี-เอต (Milwaukee-Eight™) รวมถึงลูกสูบที่เคลื่อนไหวได้และท่อไอเสียคู่ที่ดูราวกับของจริง ส่วนก้านแฮนด์รถ แป้นเกียร์ และก้านเบรกก็สามารถเคลื่อนไหวได้เช่นกัน รวมถึงยังสามารถพับขาตั้งลงเพื่อให้ตั้งโชว์โมเดลได้อย่างมีสไตล์ ผสานกับการทำสีโลโก้ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ สีแดงเข้มและดำบนตัวรถทั้งสองข้างเหมือนต้นฉบับ ยังสะท้อนถึงโทนสีแบบ Wicked Red อันเป็นแบบฉบับของแฟตบอยปี 2019 ได้อย่างเด่นชัด ซึ่งทำให้เลโก้คอลเลกชั่น HARLEY-DAVIDSON® FAT BOY™  เป็นงานศิลป์ชิ้นเอกที่เหมาะสำหรับการตกแต่งทั้งในบ้าน สำนักงาน และทุกสถานที่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแห่งการพุ่งทะยานที่เปี่ยมด้วยอิสระเสรี

“การทำให้มอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ รุ่นนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาในรูปแบบตัวต่อสี่เหลี่ยม ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง” ไมค์ ซีอากี ดีไซน์มาสเตอร์ เลโก้กรุ๊ป กล่าว “โมเดลรุ่นนี้แสดงให้เห็นถึงสุดยอดงานออกแบบ ระบบวิศวกรรมขั้นสูง และความใส่ใจในรายละเอียดของมเอตร์ไซค์ต้นแบบอย่างชัดเจน เพื่อการนำเสนอประสบการณ์การประกอบตัวต่อที่เพลิดเพลินและมอบผลงานชิ้นเยี่ยมแก่นักสะสม ทั้งสำหรับแฟนฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ และแฟนเลโก้ในทุกช่วงวัย”

“นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างมากสำหรับฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ที่ได้ร่วมมือกับเลโก้กรุ๊ป แบรนด์ชั้นนำด้านการสร้างสรรค์และการนำเสนอผลงานที่ยอดเยี่ยม” ฮีเธอร์ มาเลนเช็ก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ กล่าว “เราไม่เพียงต้องการสร้างแรงบันดาลใจแก่ลูกค้าเมื่อประกอบผลงานเสร็จสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังต้องการมอบความเพลิดเพลินในขณะประกอบแต่ละชิ้นส่วนอีกด้วย”“การออกแบบขั้นสูงอันเป็นแบบฉบับของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ เกิดจากความพิถีพิถันใส่ใจในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัดจากภายนอก ไปจนถึงส่วนประกอบขนาดเล็กอย่างน็อตและสลักทุกชิ้นที่ซ่อนอยู่ภายในตัวรถ” แบรด ริชาร์ด รองประธานฝ่ายสไตล์ลิ่งและดีไซน์ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ กล่าว “เราให้ความสำคัญตั้งแต่ระดับพื้นฐาน การทำพื้นผิวส่วนประกอบ และรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหมดของมอเตอร์ไซค์ ซึ่งในการทำงานกับทีมงานเลโก้ เราก็ต้องใช้ความใส่ใจในระดับเดียวกัน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจากความร่วมมือครั้งนี้ และเพื่อเป็นการยกย่องแบรนด์ของเล่นที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์แก่พวกเราหลาย ๆ คนที่ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ ซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย”

สำหรับการฉลองเปิดตัวเลโก้คอลเลกชั่นนี้ เหล่ามาสเตอร์บิวเดอร์จากเลโก้ยังได้ร่วมกันสร้างสรรค์โมเดลเลโก้ชิ้นพิเศษของมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ขนาดเท่าของจริง ซึ่งมีทั้งชิ้นส่วนเคลือบเงิน ระบบควบคุมการเคลื่อนไหวด้วย Wi-Fi เอ็ฟเฟ็กต์เสียงและแสง และส่วนประกอบพิเศษของเลโก้กว่า 6,000 ชิ้น เพื่อให้เหมือนกับฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ รุ่นแฟตบอยมากที่สุด การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นพิเศษนี้ใช้เวลากว่า 865 ชั่วโมงและใช้ตัวต่อ 69,569 ชิ้น โดยจะนำไปจัดแสดงที่ร้านจำหน่ายสินค้าเลโก้ที่เข้าร่วมจัดรายการและอีเว้นท์ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ เพื่อให้เหล่าแฟน ๆ ของแบรนด์ชั้นนำทั้งสองได้สัมผัสผลงานอย่างใกล้ชิด

คอลเลกชั่น LEGO Creator Expert Harley-Davidson® Fat Boy™ จะวางจำหน่ายที่ร้านค้าเลโก้และผ่านทางเว็บไซต์ shop.LEGO.com เฉพาะสำหรับสมาชิกวีไอพีในวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 ในบางประเทศ สำหรับลูกค้าทั่วไปสามารถซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 1  สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป


Privacy Preference Center